มหกรรมยานยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกนั้นจัดขึ้นที่เยอรมนี โดยมหกรรมยานยนต์ที่เมืองแฟรงก์เฟิร์ตนับเป็นมหกรรมที่ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่จากทั่วโลกต่างมารวมตัวกันเป็นจำนวนมาก เพื่อจัดแสดงยานยนต์ซึ่งถูกขัดสีฉวีวรรณมาจนเงาวับ

 Protest at Opening of IAA in Frankfurt

ทว่าในขณะที่บริษัทต่างๆซึ่งกำลังจัดแสดงยานยนต์ต่างกระตือรือร้นที่จะเล่าให้คุณฟังว่ารถของพวกเขาสามารถเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้รวดเร็วทันใจขนาดไหน พวกเขากลับไม่อยากกล่าวถึงความจริงที่ว่าอุตสาหกรรมรถยนต์กำลังอยู่ในช่วงขาลงเรื่อยๆ เพราะการที่ผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้น เทคโนโลยี และนโยบายของรัฐบาลต่างผลักดันให้พวกเขาต้องเร่งเปลี่ยนแปลงเสียที

และนี่คือ 5 เหตุผลว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น

1. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

Air pollution in Delhi

แม้ว่าบริษัทรถยนต์ต่างต้องการจะโอ้อวดถึงประสิทธิภาพของเครื่องยนต์เบนซินและดีเซลที่พวกเขาได้พัฒนาขึ้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว ยานยนต์ทั้งหลายที่พวกเขาผลิตออกมากลับปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่าร้อยละ 20 ในหลายๆประเทศ

โดยภาคการผลิตไฟฟ้าทั่วโลกเริ่มพัฒนาเพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนลงได้บ้างแล้ว อย่างไรก็ดี ทางภาคคมนาคมขนส่งบนท้องถนนกลับไม่อาจลดปริมาณการปล่อยมลพิษลงได้ และไม่ว่าวิกฤตโลกร้อนจะรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆจนต้องรีบหาทางรับมืออย่างเร่งด่วนและจริงจังขนาดไหน บริษัทยานยนต์เหล่านั้นกลับทำได้เพียงแค่ย่ำอยู่กับที่เช่นเดิม

2. มลพิษทางอากาศ

Air pollution in London

ในทวีปยุโรป มีผู้เสียชีวิตก่อนวัยอันควรจากมลพิษทางอากาศถึงเกือบห้าแสนรายต่อปี ทว่าสถานการณ์ในบริเวณอื่นๆทั่วโลกนั้นกลับเลวร้ายยิ่งกว่าเสียด้วยซ้ำ

และไม่ว่าผู้คนจะเริ่มตระหนักถึงปัญหามลพิษทางอากาศมากขึ้นเพียงใด บริษัทผู้ผลิตยานยนต์ก็ยังคงยืนยันที่จะผลิตเครื่องยนต์เบนซินและดีเซลดังเดิม ซึ่งไม่ใช่การพัฒนาที่ผู้คนคาดหวังเอาเสียเลย

3. การห้ามใช้เครื่องยนต์เบนซินและดีเซล

Electric vehicles charging

ในขณะที่มหกรรมยานยนต์แฟรงก์เฟิร์ตกำลังจัดแสดงอยู่นั้น รัฐบาลบางประเทศได้เริ่มวางมาตรการห้ามใช้เครื่องยนต์เบนซินและดีเซลแล้ว ซึ่งบริษัทผู้ผลิตรถยนต์หลายรายก็เริ่มหันมาดำเนินรอยตามมาตรการดังกล่าว เช่น วอลโว (Volvo) ซึ่งเพิ่งประกาศไปเมื่อไม่นานมานี้ว่ารถยนต์รุ่นใหม่ทั้งหมดของบริษัทจะขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้าและไฮบริดตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นไป อย่างไรก็ตามในขณะเดียวกัน บริษัทยานยนต์รายใหญ่จำนวนมากที่มหกรรมแฟรงก์เฟิร์ตยังคงมุ่งเน้นไปที่การผลิตเครื่องยนต์สันดาปภายใน

เรื่องนี้ทำให้เราชักสงสัยแล้วว่า พวกเขายังอยู่บนดาวดวงเดียวกับเราหรือเปล่านะ?

4. ลับลวงพรางของเครื่องยนต์ดีเซล (Dieselgate)

Action at VW factory

นับเป็นเวลาเกือบสองปีแล้วที่บริษัทโฟล์คส์วาเก้น (Volkswagen) ถูกจับได้ว่าบิดเบือนการทดลองการปล่อยมลพิษ และถูกเปิดโปงว่ารถเครื่องยนต์ดีเซลบางรุ่นปล่อย “มลพิษถึงกว่า 40 เท่า” ของที่ได้รับอนุญาตตามกฏหมาย

ในขณะที่บริษัทผู้ผลิตรถยนต์รายอื่นๆอย่างวอลโวและจาร์กัว แลนด์ โรเวอร์ (Jaguar Land Rover) ตกลงที่จะยกเลิกการผลิตเครื่องยนต์ดีเซลและเบนซินแล้ว ทางโฟล์คส์วาเก้นยังคงต้องอาศัยเวลาแก้ไขปัญหาต่อไป และในขณะนี้ บริษัทผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่อื่นๆของเยอรมณีอย่างบีเอ็มดับบลิว (BMW) และเดมเลอร์ (Daimler) ก็กำลังถูกกดดันให้เปลี่ยนแปลงระบบเครื่องยนต์ด้วยเช่นกัน

5. การโดยสารรถร่วมกัน

Cyclists on street in Hannover.

ที่เมืองใหญ่หลายๆเมืองในทวีปยุโรป คนรุ่นใหม่ต่างเริ่มเลิกซื้อรถยนต์และหันมาใช้รถจักรยานและรถโดยสารประจำทางแทนกันบ้างแล้ว

การที่ประชากรโลกเริ่มย้ายถิ่นฐานเข้าสู่ตัวเมืองมากขึ้นเรื่อย (ซึ่งนับเป็นค่านิยมที่จะยังคงอยู่ต่อเนื่องอีกหลายปีต่อจากนี้) อาจหมายถึงการที่ผู้คนเริ่มเล็งเห็นว่าการเป็นเจ้าของรถยนต์นั้นมีค่าใช้จ่ายสูงกว่า และไม่สะดวกสบายเท่าการหันมาโดยสารรถร่วมกัน

บล็อกนี้เขียนขึ้นโดยอ้างอิงจากรายงานใหม่ของกรีนพีซ “Why the Automobile Has No Future. A Global Impact Analysis” สามารถดาวน์โหลดได้ที่นี่

ริชาร์ด แคสสัน เป็นเจ้าหน้าที่รณรงค์ ของกรีนพีซ สหราชอาณาจักร

บทความแปลจากต้นฉบับภาษาอังกฤษ สามารถอ่านบทความต้นฉบับได้ที่นี่


ติดตามกรีนพีซเพิ่มเติมที่