ในตอนนี้ อินเดียกลายเป็นประเทศที่รวมเมืองที่อากาศเป็นพิษไว้มากที่สุดในโลก และปักกิ่งกลับไม่ใช่เมืองสัญลักษณ์แห่งหมอกพิษอีกต่อไป ส่วนในบางประเทศนั้นยังคงขาดการตรวจสอบคุณภาพอากาศอย่างน่าใจหาย

 15 จาก 20 เมืองที่มีมลพิษในอากาศสูงที่สุดในโลกอยู่ที่ประเทศอินเดีย รูปโดย: Allison Joyce/Getty

ฐานข้อมูลมลพิษในอากาศที่ครอบคลุมที่สุดในโลกเพิ่งได้รับการอัพเดทล่าสุด ซึ่งได้แสดงภาพแผนที่คุณภาพอากาศที่ชี้ให้เห็นถึงวิกฤติสุขอนามัยโลกอันแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ ไม่เสถียร และยังคงไม่ชัดเจนนักในบางแห่ง

องค์การอนามัยโลก (World Health Organisation: WHO) ได้เก็บรวมรวมสถิติดังกล่าวจากทั้งหมด 4,300 เมือง โดยเผยถึงระดับฝุ่นละอองและอนุภาคฝุ่นขนาดจิ๋วในอากาศซึ่งอาจก่อให้เกิดโรคต่างๆได้ ทั้งหอบหืด มะเร็งปอด และโรคหัวใจ

ข้อมูลทั้งหมดรวบรวมจากแหล่งที่มาที่หลากหลายและแตกต่างกัน อีกทั้งยังไม่อาจเข้าถึงข้อมูลได้ในบางพื้นที่ ด้วยข้อกำจัดข้างต้น สิ่งที่เราได้รู้มาจึงมี 5 ประการดังนี้

1) อากาศในเขตเมืองนั้นเป็นอันตรายเกือบทุกพื้นที่

แม้ว่าเราจะเห็นพาดหัวข่าวถึงหมอกพิษในปักกิ่งและเดลีอยู่เป็นประจำ แต่จากข้อมูลข้างต้นเผยว่าอากาศในเขตเมืองนั้นเป็นอันตรายเกือบทุกพื้นที่ ทางองค์การอนามัยโลกประเมินว่ามีผู้คนเป็นสัดส่วนถึง 9 ใน 10 คนทั่วโลกกำลังหายใจอยู่ในอากาศที่เต็มไปด้วยมลพิษ ส่วนในกลุ่มประเทศสหภาพยุโรปนั้นมีเมืองที่มีมลพิษสูงเกินค่าแนะนำขององค์การอนามัยโลกถึง 8 จาก 10 เมือง

แผนที่แสดงระดับ PM 2.5 ในเมืองต่างๆทั่วโลก

2) ปักกิ่งไม่ใช่เมืองแห่งหมอกพิษอีกต่อไป

แม้ปักกิ่งจะเคยเป็นเมืองที่เรียกได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ของหมอกพิษ ทว่าในตอนนี้ ปักกิ่งกลับไม่อยู่ในรายชื่อ 100 อันดับเมืองที่มีมลพิษสูงที่สุดในโลกแล้วเสียด้วยซ้ำ ในปี 2556 ปักกิ่งเคยอยู่ที่อันดับ 40 ในรายชื่อเมืองที่มีฝุ่นพิษ PM2.5 สูงที่สุด แต่กลับหล่นลงไปถึงอันดับที่ 187 หลังจากผ่านไปสี่ปี โดย 62 เมืองในประเทศจีนที่องค์การอนามัยโลกได้รวบรวมข้อมูลคุณภาพอากาศไว้ทั้งในปี 2556 และ 2559 พบว่าระดับมลพิษในอากาศลดลงด้วยค่าเฉลี่ยถึงร้อยละ 30

สิ่งที่ช่วยให้จีนสามารถลดมลพิษในอากาศได้นั้นโดยมากเป็นผลมาจากแผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยการจัดการปัญหามลพิษในอากาศของประเทศ ซึ่งเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2555 ถึงปี 2560 โดยในตอนนี้ รัฐมนตรีกระทรวงสิ่งแวดล้อมเผยว่าทางรัฐบาลจีนกำลังเตรียมร่างแผนการใหม่สำหรับใช้ในระยะเวลาสามปี อันเป็นแผนการที่จะทำให้จีนตั้งเป้าหมายคุณภาพอากาศใหม่และวัดระดับคุณภาพอากาศ เพื่อนำพาประเทศไปสู่ “ชัยชนะเพื่อปกป้องท้องฟ้าสีคราม”

 

3) 15 จาก 20 เมืองที่มีมลพิษในอากาศสูงที่สุดในโลกอยู่ที่ประเทศอินเดีย

หลังจากที่คุณภาพอากาศในจีนเริ่มจะดีขึ้นเรื่อยๆไม่นานนัก ระดับฝุ่นพิษ PM2.5 ในอินเดียก็พุ่งสูงขึ้นแทนที่ และกลายมาเป็นประเทศที่ประชาชนได้รับผลกระทบด้านสุขภาพจากฝุ่นพิษ PM2.5 มากที่สุดในโลก

เมื่อเปรียบเทียบข้อมูลฝุ่นพิษ PM2.5 ฉบับล่าสุดของแต่ละเมือง พบว่าเมืองที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศอินเดีย อันได้แก่ ควาลิยัร กานปูร์ และฟารีดาบัด เป็นเมืองที่มีค่ามลพิษสูงที่สุด โดยข้อมูลล่าสุดชี้ว่ามีระดับฝุ่นพิษสูงกว่า 170 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรในปี 2555 ซึ่งสูงกว่าสถิติล่าสุดของกรุงลอนดอนถึง 16 เท่า

ข่าวดีก็คือทางรัฐบาลอินเดียเพิ่งจะประกาศแผนพัฒนาคุณภาพอากาศแห่งชาติไปเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งจะเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบคุณภาพอากาศและบังคับให้ 100 เมืองที่มีมลพิษในอากาศสูงที่สุดออกแบบแผนการจัดการสำหรับเมืองของตนเอง อย่างไรก็ดี ร่างแผนการดังกล่าวไม่ได้ตั้งเป้าหมายหรือกำหนดช่วงระยะเวลาในการลดระดับมลพิษในอากาศ แต่ในที่สุด ทางรัฐบาลก็จะกำหนดมาตรฐานการปล่อยมลพิษสำหรับโรงไฟฟ้าถ่านหินเสียทีหลังจากที่มีการผัดผ่อนมาหลายปี

ส่วนประเทศอื่นๆที่อยู่ใน 20 อันดับเมืองที่มีมลพิษในอากาศสูงที่สุดได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย ภูฏาน เซอร์เบีย แคเมอรูน และอียิปต์

4) โปแลนด์กำลังประสบปัญหาใหญ่เกี่ยวกับมลพิษในอากาศ

16 จาก 20 เมืองที่มีมลพิษในอากาศสูงที่สุดในกลุ่มประเทศสหภาพยุโรปอยู่ในเขตเหมืองถ่านหินของโปแลนด์ ส่วนอีก 4 เมืองที่เหลืออยู่ในบัลแกเรีย ทว่าโปแลนด์จะมีจำนวนเมืองมากกว่าบัลแกเรียมาก

ด้วยเหตุนี้เอง บัลแกเรียจึงเป็นประเทศที่เมืองมีสัดส่วนค่ามลพิษในอากาศสูงเกินมาตรฐานปี 2563 ของสหภาพยุโรปมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 83 ในขณะที่โปแลนด์อยู่ที่ร้อยละ 72 โดยสถานการณ์ในตุรกีนั้นเลวร้ายยิ่งกว่า เนื่องจากมีค่ามลพิษสูงกว่ามาตรฐานสหภาพยุโรปถึงร้อยละ 90 ของเมืองทั้งหมดในประเทศ

ส่วนเมืองที่มีอากาศบริสุทธิ์ที่สุดในฐานข้อมูลข้างต้นคือเมืองมัวนิโอ ทางตอนเหนือของประเทศฟินแลนด์ โดยมีระดับฝุ่นพิษ PM2.5 เพียงแค่ 2 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรเท่านั้น

ทว่ายังไม่มีประเทศใดในสหภาพยุโรปที่ทุกเมืองในประเทศสามารถทำตามค่าแนะนำคุณภาพอากาศขององค์การอนามัยโลกได้ โดยมีเพียงฟินแลนด์ เอสโตเนีย และสวีเดนเท่านั้นที่สามารถทำได้ใกล้เคียงค่าแนะนำที่สุด ส่วนนอกกลุ่มประเทศสหภาพยุโรปนั้นไม่มีแม้แต่ประเทศเดียวที่มีสถานีตรวจสอบคุณภาพอากาศตั้งอยู่มากกว่าหนี่งเมืองและมีระดับมลพิษในอากาศต่ำกว่าค่าแนะนำดังกล่าว

5) ยังคงขาดข้อมูลจากอีกหลายแห่ง

จากฐานข้อมูลการวัดระดับคุณภาพอากาศที่ครอบคลุมที่สุดที่รวบรวมได้พบว่าแผนที่คุณภาพอากาศของทางองค์การอนามัยโลกยังขาดข้อมูลจากอีกหลายแห่งอย่างน่าวิตก ในแอฟริกา เอเชียใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยังคงขาดการตรวจสอบคุณภาพอากาศอย่างน่าใจหาย โดยองค์การอนามัยโลกสามารถรวบรวมข้อมูลคุณภาพอากาศได้เพียงแค่ 64 เมืองเท่านั้นจากกลุ่มประเทศทั้งหมดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ส่วนทางแอฟริกาใต้สะฮารายังขาดข้อมูลยิ่งกว่า โดยรวบรวมได้เพียง 28 เมืองเท่านั้น ซึ่งนับเป็นจำนวนที่น้อยกว่าที่รวบรวมได้ในประเทศเบลเยียมเพียงประเทศเดียวเสียด้วยซ้ำ

ในบางพื้นที่นั้นมีการพัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดดในช่วงที่ผ่านมา โดยมีข้อมูลจากมากกว่า 1,000 เมืองถูกเพิ่มเข้ามาในแผนที่คุณภาพอากาศภายในสองปีที่ผ่านมานี้ ทว่าในแอฟริกากลับมีเพียงเมืองเดียวเท่านั้น ขณะที่กลุ่มประเทศทางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพิ่มมา 8 เมืองบนแผนที่

บทความแปลจากต้นฉบับภาษาอังกฤษ สามารถอ่านต้นฉบับได้ที่นี่


ติดตามกรีนพีซเพิ่มเติมที่