ขณะนี้เตาปฏิกรณ์ของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์โทมาริของญี่ปุ่นได้ปิดการทำงานลงและญี่ปุ่นก็ปราศจากไฟฟ้าที่ผลิตจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เป็นครั้งแรกนับจากปี พ.ศ. 2509 นี่คือโอกาสแห่งประวัติศาสตร์ภายใต้การนำของญี่ปุ่นหรือไม่ สำหรับกรีนพีซแล้วเราเชื่อว่าใช่

ขณะนี้เตาปฏิกรณ์ของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์โทมาริของญี่ปุ่นได้ปิดการทำงานลง และญี่ปุ่นก็ปราศจากไฟฟ้าที่ผลิตจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เป็นครั้งแรกนับจากปี พ.ศ. 2509 นี่คือโอกาสแห่งประวัติศาสตร์ภายใต้การนำของญี่ปุ่นหรือไม่ สำหรับกรีนพีซแล้วเราเชื่อว่า ใช่

เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ทั้ง 54 เครื่องของญี่ปุ่นปิดดำเนินการลงแล้ว นับจากนี้ไป รัฐบาลญี่ปุ่นจะต้องเรียนรู้จากความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในอดีต และต้องรับฟังเสียงของประชาชนและเหล่านักวิทยาศาสตร์ อีกทั้งยุติการผลิตไฟฟ้าจากเตาปฏิกรณ์ทั้งหมดลง และมุ่งหน้านำญี่ปุ่นไปสู่อนาคตที่ยั่งยืนด้วยพลังงานหมุนเวียน การเป็นผู้นำประวัติศาสตร์ในเรื่องนี้อยู่เพียงแค่เอื้อม

ไม่มีโอกาสใดแล้วที่จะเหมาะสมเท่าช่วงเวลานี้ จากเหตุการณ์อันเลวร้ายเมื่อวันที่ 11 มีนาคม ปีที่แล้ว ที่เกิดแผ่นดินไหวและสึนามิอันนำไปสู่ อุบัติภัยนิวเคลียร์ฟูกูชิม่า ญี่ปุ่นได้แสดงให้เห็นแล้วว่าสามารถลดละเลิกพลังงานนิวเคลียร์ได้อย่างรวด เร็วโดยไม่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของประชาชน ซึ่งรัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรม นายยูคิโอะ เอดาโนะ ก็ได้กล่าวไว้ว่า ประเทศจะไม่ประสบการจำกัดการใช้ไฟฟ้าและจะไม่เกิดปัญหาไฟฟ้าดับ

เจ้าของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิม่าที่ถูกทำลายเสียหายไป ซึ่งก็คือ บริษัทไฟฟ้าโตเกียวอิเล็คทริก ได้กล่าวเสริมว่า “สำหรับการจัดหาไฟฟ้าและความต้องการไฟฟ้าในอนาคตอันใกล้นี้ เราคาดว่าจะสามารถจัดหาไฟฟ้าได้อย่างมั่นคง” ถ้าหากเกิดปัญหาการขาดแคลนไฟฟ้าในช่วงฤดูร้อนนี้ขึ้น นั่นก็เป็นความผิดพลาดของรัฐบาล ซึ่งแทนที่จะมีการวางแผนด้านการอนุรักษ์พลังงานอย่างเหมาะสมและระดมทรัพยากร ทั้งหมดให้กับพลังงานหมุนเวียน แต่กลับยังคงหมกมุ่นอยู่กับการเริ่มต้นใหม่กับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อีกครั้งให้เร็วที่สุดนั่นเอง

และนั่นก็คือ ทำไมรัฐบาลจะต้องเร่งรีบ เดินหน้าเตาปฏิกรณ์นิวคลียร์ในประเทศอีกครั้งโดยไม่ฟังเสียงคัดค้านของ ประชาชนที่อาศัยอยู่รอบๆ ทำไมคนญี่ปุ่นต้องทนอยู่กับความเสี่ยงอย่างมากจากนิวเคลียร์อีก เตาปฏิกรณ์และอุปกรณ์ต่างๆไม่ได้อยู่ในสภาพที่จะสามารถทนทานได้กับเหตุการณ์ แผ่นดินไหวครั้งใหญ่อีกได้ซึ่งเหล่าผู้เชี่ยวชาญได้เตือนว่าเหตุการณ์แผ่น ดินไหวสามารถเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

อุตสาหกรรมนิวเคลียร์รู้สึกตระหนกอย่างเห็นได้ชัดที เดียวว่า หากญี่ปุ่นสามารถเติบโตได้โดยไม่ต้องอาศัยเทคโนโลยีที่อันตรายและแสนแพงนี้ เพราะนั่นหมายถึงธุรกิจจะต้องจบลง ตัวอย่างที่ดีจากญี่ปุ่นนี้ จะกระตุ้นให้ประเทศอื่นๆดำเนินตามได้ 

ข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ชัดเจนมาก สัปดาห์ที่แล้ว บริษัทนิวเคลียร์ยักษ์ใหญ่ของฝรั่งเศส บริษัทอารีว่า (AREVA) ได้แถลงถึง ตัวเลขผลกำไรของบริษัทในช่วงไตรมาสแรกของปี พ.ศ. 2555 ว่า “การยกเลิกการสั่งซื้อเทคโนโลยีนิวเคลียร์อันเป็นผลมาจากอุบัติเหตุฟูกูชิม่า” นั้น ก่อให้เกิดความเสียหายกับบริษัทถึง 612 ล้านยูโร ผลกำไรของกลุ่มธุรกิจด้านเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์และการบริการ เพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 5.8 เท่านั้น ในขณะที่ผลกำไรจากกลุ่มธุรกิจด้านพลังงานหมุนเวียนกลับเพิ่มอย่างมากถึงร้อย ละ 198 ทีเดียว

รายงานการปฏิวัติพลังงานในญี่ปุ่นของกรีนพีซ (ภาษาญี่ปุ่น และ ภาษาอังกฤษ ) ซึ่งออกมาเมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2554 แสดงให้เห็นว่าญี่ปุ่นสามารถปลอดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ได้อย่างถาวร และยังคงสามารถบรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายในปีพ.ศ. 2563 ได้ โดยอาศัยประสิทธิภาพพลังงาน พลังงานหมุนเวียน และการจัดการด้านความต้องการพลังงานอย่างชาญฉลาด

หนทางสู่อนาคตอยู่เบื้องหน้ารัฐบาลญี่ปุ่นในขณะนี้ รัฐบาลจะเลือกเดินหน้าหรือถอยหลัง การยกเลิกนิวเคลียร์และหันมาส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนอาศัยความกล้าหาญเพียงเล็กน้อยที่รัฐบาลจะต้องแสดงให้ชาวญี่ปุ่นได้เห็นหลังจากเหตุการณ์วันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2554 ผู้คนที่ประสบความยากลำบากเมื่อปีที่แล้วและยังจะต้องเผชิญกับความทุกข์ยาก ต่อไปอีกสมควรต้องได้รับสิ่งที่ดีกว่านี้