“ความรู้ทั้งหลายที่สอนในมหาวิทยาลัย คือสิ่งที่ทำให้ทรัพยากรยิ่งหมดเร็ว สิ่งแวดล้อมยิ่งถูกทำลาย ถึงเวลาที่มหาวิทยาลัยต้องเปลี่ยนแปลงการเรียนการสอนกันใหม่ ทรัพยากรมีจำกัด เราจึงต้องใช้อย่างยั่งยืน ปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่มีพรมแดนแบ่งกั้นประเทศ การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศคือ เราต้องเป็น Global citizen หรือพลเมืองโลก เพราะเราทั้งหลายอยู่ในโลกใบเดียวกัน”

-- ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายบริหารและความยั่งยืน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


ขณะที่โลกกำลังต่อกรกับวิกฤตสิ่งแวดล้อม นอกจากภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และประชาชนทุกคนสามารถลงมือทำเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น อีกหนึ่งภาคส่วนที่สำคัญไม่แพ้กันคือ มหาวิทยาลัย จะดีแค่ไหนหากมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นสถานศึกษาบ่มเพาะความรู้และหล่อหลอมเยาวชนในช่วงสำคัญของชีวิต จะเป็นสถานที่ซึ่งปลูกฝังให้นิสิตนักศึกษารักสิ่งแวดล้อมและนำความรู้ไปใช้ให้โลกนี้ยั่งยืนตลอดไป … บางทีนี่อาจเป็นสิ่งที่ ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล และมหาลัยธรรมศาสตร์กำลังเดินหน้าทั้งด้านนโยบายและแนวทางปฏิบัติ สู่ความเป็นมหาวิทยาลัยที่ยั่งยืน

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีระบบโซลาร์รูฟท็อปใหญ่เป็นอันดับหนึ่งของมหาวิทยาลัยในเอเชีย และอันดับ 4 มหาวิทยาลัยของโลก แต่นี่ไม่ใช่แค่เรื่องดี ๆ ที่กำลังเกิดขึ้นในมหาลัยแห่งนี้เท่านั้น กรีนพีซได้พูดคุยกับ ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายบริหารและความยั่งยืน ม.ธรรมศาสตร์ ผู้ผลักดันโครงการธรรมศาสตร์ สมาร์ทซิตี ซึ่งเป็นโครงการด้านความยั่งยืนของมหาวิทยาลัย เรายังได้เห็นอีกว่า ความเป็นพลเมืองโลกผู้มีความรับผิดชอบต่อสังคม (Active Global Citizen) คือบทบาทสำคัญของมหาวิทยาลัยในการปลูกฝังต่อเยาวชน เพื่ออนาคตสีเขียวที่ยั่งยืนของโลกเรา

เพราะเหตุใดจึงอยากให้มหาวิทยาลัยมีนโยบายเพื่อสิ่งแวดล้อม และโครงการด้านพลังงานหมุนเวียน

เป็นที่ประจักษ์ว่าโลกของเรากำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate change) ที่อาจจะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ตอนนี้โลกร้อนขึ้นหนึ่งองศาแล้ว ถ้าเรายังไม่ลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่อากาศ ถ้าโลกร้อนขึ้นเกินสององศา เราอาจจะไม่มีทางแก้ไขอีกต่อไป

สาเหตุสำคัญที่สุดของสภาวะโลกร้อนมาจากการใช้พลังงานฟอสซิล ซึ่งได้แก่ ถ่านหิน น้ำมัน แก๊สธรรมชาติ การเผาเชื้อเพลิงฟอสซิลก็คือการปล่อยคาร์บอนร้อยล้านปีพันล้านปีออกสู่บรรยากาศ แล้วการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลมากที่สุดที่เป็นสาเหตุอันดับหนึ่งของโลกร้อน ก็คือการผลิตพลังงานไฟฟ้า รองลงมาคือการคมนาคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้รถยนต์ที่ใช้น้ำมัน

ปัจจุบันไฟฟ้าจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตมาจากเชื้อเพลิงฟอสซิลมากถึงร้อยละ 80 ทั้งๆ ที่ประเทศไทยมีแสงแดดเป็นต้นทุนที่เรามีมากที่สุดเราสามารถผลิตพลังงานจากแสงอาทิตย์ได้เฉลี่ย 5 ชั่วโมงต่อวัน ตลอดทั้งปี ในขณะที่เยอรมนีผลิตได้เพียงเฉลี่ย 2 ชั่วโมงครึ่งต่อวันเท่านั้น แนวคิดการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเพิ่มนั้นผิดพลาดที่สุด เราต้องผลิตไฟฟ้าแบบไม่ปล่อยคาร์บอน ใช้ไฟที่ไหนให้ผลิตไฟที่นั่น เป็นวิธีการที่ดีที่สุด การรวมศูนย์การผลิตไฟฟ้าโดยโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่นั้นพ้นสมัยแล้ว ปัจจุบันต้องกระจาย ที่ไหนที่ใช้ไฟฟ้ามากต้องส่งเสริมให้ผลิตไฟเอง ทุกที่ผลิตไฟฟ้าโดยใช้พลังงานแสงแดดและพลังงานหมุนเวียนอื่นๆ ได้

สภาวะโลกร้อนคืออะไร ถ้าใครยังนึกไม่ออกให้ขับรถไปจอดกลางแดด แล้วดับเครื่อง โดยไม่เปิดหน้าต่าง เราจะทนได้สักกี่นาที นั่นแหละคือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับโลกของเรา และผลคือเกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เรากำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้

ปรากฎการณ์ภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นนั้นร้ายแรงขึ้นห้าถึงหกเท่า เกิดแผ่นดินไหว จากทวีปที่เคยมีน้ำแข็งปกคลุม เมื่อเมื่อน้ำแข็งละลายก็ยกตัวสูงขึ้นเนื่องจากน้ำหนักผิวดินลดลง ในขณะที่มหาสมุทรมีน้ำหนักมากขึ้น จึงกดลง เมื่อเกิดในน้ำ คือสึนามิ เมื่อเกิดขึ้นบนบกคือแผ่นดินไหว หากปล่อยให้สายเกินไปจะกลายเป็น Point of No Return หรือจุดที่ไม่อาจย้อนกลับได้ หวังว่าเราจะมีสติปัญญามากพอ ไม่โง่เขลาทำลายโลกไปมากกว่านี้ นั่นคือแรงบันดาลใจของธรรมศาสตร์

ถ้าเรายังไม่ลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่อากาศ ถ้าโลกร้อนขึ้นเกินสององศา เราอาจจะไม่มีทางแก้ไขอีกต่อไป .. เพราะเราจะไปถึงจุดที่เรียกว่า Point of No Return คือจุดที่ไม่อาจย้อนกลับได้ หวังว่าเราจะมีสติปัญญามากพอ ไม่โง่เขลาทำลายโลกไปมากกว่านี้ นั่นคือแรงบันดาลใจของธรรมศาสตร์

โครงการธรรมศาสตร์ สมาร์ทซิตี ครอบคลุมเรื่องอะไรบ้าง

อย่างแรกคือพลังงานหมุนเวียน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตั้งเป้าผลิตกำลังไฟฟ้า 15 เมกะวัตต์ ภายในปี 2561 โดยเราจะติดบนหลังคาตึกทุกตึกที่ติดได้ ซึ่งจะทำให้เราสามารถผลิตไฟฟ้าได้ 75,000 ยูนิตต่อวัน ธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิตใช้ไฟโดยเฉลี่ย 200,000 ยูนิตต่อวัน นั่นหมายความว่าเราจะผลิตไฟฟ้าเองได้มากกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ และถ้าหากเราสามารถประหยัดการใช้ไฟฟ้าได้อีก 20 เปอร์เซ็นต์ โดยเปลี่ยนอุปกรณ์ไฟฟ้า และเปลี่ยนพฤติกรรมนักศึกษาให้ประหยัดพลังงาน เราก็จะลดการใช้ไฟฟ้าจากการไฟฟ้าเหลือเพียง 50 เปอร์เซ็นต์ และนั่นคือเป้าหมายของเราในสองปีข้างหน้า

โซลาร์รูฟท็อปเราเริ่มต้นทำที่ศูนย์รังสิต และกำลังเตรียมดำเนินการที่ท่าพระจันทร์ และศูนย์ลำปาง รวมถึงศูนย์พัทยาเป็นลำดับต่อไป นอกจากนี้เราก็กำลังมีการศึกษาที่จะใช้พลังงานสะอาดอื่นๆ ด้วย เช่น พลังงานจากคลื่นในแม่น้ำเจ้าพระยาที่ท่าพระจันทร์ เราไม่ได้ทำเพื่อธรรมศาสตร์ หากทำเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศไทย เพราะถ้าธรรมศาสตร์ทำได้ ก็จะเป็นตัวอย่างในการเปลี่ยนแปลงให้ที่อื่นต่อไป เพื่อที่เราจะไม่ต้องสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินอีก

แม้ว่าจะมีเรื่องประเด็นความมั่นคงทางพลังงาน ดังที่ กฟผ.กล่าวว่า แสงแดดไม่มั่นคง ลมไม่มั่นคง แต่เทคโนโลยีการกักเก็บพลังงานกำลังดีขึ้น และถูกลงเรื่อย ๆ ภายในสามปีแบตเตอรี่จะถูกจนคุ้ม ตอนกลางคืนก็จะใช้ไฟฟ้าได้ แม้ไม่มีแสงแดด

เรื่องที่สองที่เราทำคือ การสัญจร เราจะเปลี่ยนเป็นรถพลังงานแสงอาทิตย์ ขณะนี้มีอยู่ทั้งหมด 6 คันแล้ว สามารถวิ่งทั้งวันได้โดยไม่ต้องชาร์จ มีโซลาร์เซลล์ 6 แผง ผลิตได้ 2 ยูนิต ต่อไปจะเปลี่ยนรถตู้ที่วิ่งระหว่างมหาลัย และรถผู้บริหารเป็นรถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV เรื่องนี่ไม่ยากหรอกครับ เหมือนเปลี่ยนรถยนต์แทนที่รถม้าเมื่อ 100 ปีที่แล้ว

ถามว่ารถไฟฟ้า จะมาแทนที่รถยนต์เชื้อเพลิงฟอสซิลไหม ใช่ครับเพราะเทคโนโลยีจะถูกลง เหมือนกับราคาคอมพิวเตอร์ และสมาร์ทโฟนที่ถูกลง จนทุกคนเป็นเจ้าของได้

การรับมือกับวิกฤตโลกร้อน นอกจากเรื่องพลังงานและการสัญจรแล้ว ลำดับต่อมา คือการบริโภคอย่างรับผิดชอบของเรา ซึ่งอยู่ในเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ของสหประชาชาติข้อที่ 12 Responsible Consumption ทรัพยากรของโลกมีจำกัด โลกของเราเหมือนกับยานอวกาศ ที่ล่องลอยในมหาสมุทรจักรวาลที่กว้างใหญ่ไพศาล มีประชากรที่จะทะลุถึง 1 หมื่นล้านคน ในอีก 30 ปีข้างหน้า หากเรายังใช้ทรัพยากรกันอย่างที่ใช้ในปัจจุบัน จุดจบจะมาถึงแน่ เมื่อทรัพยากรมีอย่างจำกัดในยาน เราก็ต้องใช้อย่างคุ้มค่า นำมาหมุนเวียน ใช้ให้เกิดประโยชน์ที่สุด เพื่อให้มีใช้ตลอดไป ถ้าใช้อย่างรับผิดชอบ ทรัพยากรก็มีเพียงพอ เรื่องอื่นก็จะตามมา  ขยะก็น้อยลง อากาศไม่เสีย น้ำไม่เสีย


รถโดยสารพลังงานแสงอาทิตย์ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขณะนี้มีอยู่ทั้งหมด 6 คัน สามารถวิ่งทั้งวันได้โดยไม่ต้องชาร์จ โดยใช้พลังจากโซลาร์เซลล์ 6 แผง ผลิตไฟฟ้าได้ 2 ยูนิต

ยากไหม ในการที่มหาวิทยาลัยหนึ่งจะหันมาใช้โซลาร์เซลล์ หรือลงมือในด้านนโยบายเพื่อสิ่งแวดล้อม

เริ่มต้นก็ไม่ง่าย เพราะไม่งั้นก็มีการเปลี่ยนแปลงไปนานแล้ว มนุษย์เราเคยชินกับการทำอะไรแบบเดิมๆ ตอนแรกคนบอกไม่คุ้ม แพง มีทั้งคนสนับสนุนและคนค้าน เราก็ต้องฟังด้วยเหตุและผล เจออุปสรรคกระทั่งว่า ในการขออนุมัติแผนจากสภามหาวิทยาลัย กรรมการสภาบางท่านบอกว่า ถ้าดีจริง ทำไมไม่มีใครทำมาก่อน นี่คืออุปสรรคที่เราต้องผ่านข้ามให้ได้ เรื่องความยั่งยืนนั้นถูกต้องแน่นอน เราสามารถเปลี่ยนใจคนได้ด้วยตัวเลข เหตุผล และการลงมือทำ เมื่อทำสำเร็จ คนอื่นก็จะทำตาม เราเริ่มต้นที่เรื่องใหญ่ คือติดโซลาร์เซลล์ทั้งมหาลัย ผลก็คือเราจะสามารถทำเรื่องอื่นให้สำเร็จได้ต่อไป

การเปลี่ยนแปลงไม่ได้เปลี่ยนด้วยคำพูด แต่ด้วยการลงมือทำ ถามว่าธรรมศาสตร์ทำสำเร็จได้อย่างไร คำตอบคือลงมือทำโดยมุ่งทำให้สำเร็จ

เราสามารถสอนเยาวชนอย่างไรได้บ้างเรื่องพลังงาน เพราะบางทีชีวิตในเมืองมันง่ายเกินไป

ไฟไม่ได้สว่างเอง ต้องให้เค้ารู้ว่าผลิตไฟมาจากไหน การผลิตไฟก่อให้เกิดผลร้ายกับสิ่งแวดล้อมยังไงบ้าง การเรียนการสอนของโรงเรียนมักมุ่งส่งคนเข้ามหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยก็ทำให้นักศึกษาจบไปเพื่อทำงาน สุดท้ายคนจึงทำลายสิ่งแวดล้อม อาจจะลองให้มีสักชั่วโมงที่เราอยู่โดยไม่ใช้พลังงาน ชั่วโมงที่สองลองผลิตพลังงานเอง เมื่อคนทั้งโลกเห็นภาพ สิ่งแวดล้อมจะเปลี่ยนไป อาจจะเป็นโปรเจคที่นักเรียนทำไงได้บ้างเพื่อให้สิ่งแวดล้อมยั่งยืน

ทุกวันนี้นักเรียนอาจจะรู้กันไม่มากนักว่าการผลิตพลังงานอาจจะมีที่มาที่ทำร้ายสิ่งแวดล้อม หรือชุมชน เพราะเราสอนแบบแยกส่วน แยกวิชา แยกตัวเองออกจากสิ่งแวดล้อม ทุกคนเลยเห็นแต่ส่วนของตนเอง ต้องดึงคนให้กับมาเป็นส่วนของสิ่งแวดล้อม การศึกษาต้องเปลี่ยนแปลง” 

ร้านกาแฟ Solar Cafe ส่วนหนึ่งของโครงการธรรมศาสตร์ สมาร์ทซิตี เป็นร้านกาแฟที่ใช้ไฟฟ้าร้อยละ 50 จากโซลาร์เซลล์

ในความคิดของอาจารย์ บทบาทมหาวิทยาลัยควรเป็นอย่างไร

เราทั้งหลายอยู่ในโลกใบเดียวกัน การเป็น Global citizen หรือพลเมืองโลก เป็นสิ่งที่เราสามารถสร้างสันติภาพถาวรในการต่อกรกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แม้เราลดการปล่อยคาร์บอนที่ประเทศเราได้ แต่เราไปสร้างโรงไฟฟ้า สร้างเขื่อนที่ประเทศเพื่อนบ้าน คาร์บอนก็ยังเยอะอยู่ เพราะโลกเป็นหนึ่งเดียว

การทำให้มหาวิทยาลัยยั่งยืนจึงเป็นหน้าที่ของมหาวิทยาลัย เพื่อลดภาระที่กระทำต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งการใช้พลังงาน การปล่อยคาร์บอน ขยะ เราต้องสร้างบัณฑิตที่ใช้ความรู้ที่ทำให้โลกยั่งยืน แทนที่จะสร้างบัณฑิตที่เอาความรู้ไปใช้ในแบบที่ทำให้ทรัพยากรหมดไปเร็วขึ้น หรือทำให้คนบริโภคอย่างไม่รับผิดชอบอย่างที่ผ่านมา

ความยั่งยืน คือสิ่งแวดล้อมบวกกับคนและชุมชน ความเป็นธรรมทางสังคม ก็เป็นเรื่องความยั่งยืน เพราะคนรวยที่มีอำนาจในการบริโภค คือคนที่ทำร้ายสิ่งแวดล้อมหนักกว่าคนจน การลดความเหลื่อมล้ำจึงเป็นสิ่งที่เราต้องทำอย่างจริงจังด้วย

ความเป็น Active global citizen ไม่ใช่เรื่องที่จู่ ๆ จะเกิดขึ้นมาเองได้ ที่ธรรมศาสตร์เรามีวิชา Civic Engagement หรือวิชาการลงมือทำของพลเมือง เพื่อเปลี่ยนแปลงโลกให้ดีขึ้น ซึ่งเป็นเป้าหมายที่มากกว่า ความรับผิดชอบต่อสังคม หรือ social responsibility ความรับผิดชอบต่อสังคมคือไม่ทิ้งขยะลงบนพื้น หรือลงแม่น้ำลำคลอง ส่วน civic engagement คือเจอขยะแล้วเก็บครับ นั่นแหละคือเป้าหมายของเรา

บรรยากาศหลังจากมีการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป นักศึกษาก็มีการเปลี่ยนแปลงทัศนคติและความเข้าใจขึ้นมามาก แต่การเปลี่ยนแปลงยังต้องมีการลงมือทำอีกหลายอย่าง เพราะความเคยชินเปลี่ยนแปลงยากที่สุด สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่การไปบอกหรือเรียกร้องให้ทำ แต่คือการสร้างการมีส่วนร่วม และชวนให้นักศึกษามาร่วมทำกับเรา ซึ่งผมคิดว่าเราทำได้ดีพอสมควร และจะทำต่อไปครับ


 ติดตามกรีนพีซเพิ่มเติมที่