English text is after Thai.

ตำรวจไทยประกาศขอรับน้ำมันทำอาหารที่ใช้แล้วเพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงรถลาดตระเวน เนื่องจากในขณะนี้น้ำมันซึ่งกำลังแตกฟองสบู่ มีมูลค่าเกินงบประมาณสำหรับต่อสู้กับอาชญากรรม

นั่นเป็นเรื่องดีทีเดียวเพราะเป็นการนำของที่จะทิ้งออกสู่สิ่งแวดล้อมกลับมาใช้ประโยชน์ นอกจากนี้เชื้อเพลิงชีวภาพยังลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อันเป็นสาเหตุของภาวะโลกร้อน เมื่อไม่นานมานี้ภาวะโลกร้อนทำให้ทั่วโลกตื่นตัวโดยมีนโยบายเปลี่ยนจากการใช้น้ำมันไปเป็นเชื้อเพลิงชีวภาพ

ผู้คนจำนวนมากเห็นว่าเชื้อเพลิงชีวภาพซึ่งผลิตจากข้าวโพด น้ำมันปาล์ม อ้อย และผลิตผลการเกษตรอื่นๆ นั้นเป็นวิธีในการตอบสนองความต้องการพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นของโลกที่สะอาดและถูกกว่าเชื้อเพลิงฟอสซิลซึ่งเป็นตัวปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ในขณะที่ราคาน้ำมันพุ่งสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เชื้อเพลิงชีวภาพกลายมาเป็นแหล่งพลังงานทางเลือกที่ดึงดูดสำหรับประเทศยากจน ซึ่งบางประเทศใช้เงินเพื่อนำเข้าน้ำมันมากกว่าการสาธารณสุขถึง 6 เท่า

แต่ เรื่องเลวร้ายก็คือ.......ในขณะที่โลกเห็นว่าเชื้อเพลิงชีวภาพเป็น "โอกาสทอง" ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก.....

นักสิ่งแวดล้อมได้เตือนในรายงานของสหประชาชาติเกี่ยวกับพลังงานชีวภาพซึ่งเผยแพร่เมื่อเดือนพฤษภาคม 2550 ว่าความเห่อในเชื้อเพลิงชีวภาพอาจทำลายสิ่งแวดล้อมได้เท่าๆ กับเชื้อเพลิงฟอสซิล

การเพิ่มขึ้นของการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพจะทำให้เกิดความต้องการที่ดินและแหล่งน้ำของโลกเพิ่ื่อขึ้นเมื่อความต้องการของผลิตภัณฑ์อาหารและผลิตผลจากป่าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

ดังนั้นสภาพคาร์บอนในดินและปริมาณคาร์บอนในป่าและป่าพรุที่เปลี่ยนแปลงไปอาจอาจเป็นผลร้ายมากกว่าผลดีจากการลดก๊าซเรือนกระจก

การปลูกพืชขนาดเล็กในบริเวณกว้างอาจนำไปสู่การสูญเสียด้านความหลากหลายทางชีวภาพ การกัดกร่อนของหน้าดิน และสารอาหารในพืชที่ลดลง ดังนั้นการลงทุนในพลังงานชีวภาพควรกระทำอย่างรอบคอบที่สุดในระดับประเทศ ภูมิภาค และท้องถิ่นเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาสิ่งแวดล้อมที่อาจมีผลกระทบอย่างไม่สามารถกลับเป็นเหมือนเดิมได้

.....นี่เป็นข้อสรุปจากรายงานของสหประชาชาติ

ในแง่ของสิทธิมนุษยชนนั้น Oxfam องค์กรเพื่อสิทธิมนุษยชนชื่อดังเตือนว่า เชื้อเพลิงชีวภาพจะทำร้ายประชากรที่ยากจนของโลกด้วย เนื่องจากประเทศพัฒนา เช่น สหภาพยุโรปจะต้องนำเข้าพืชผล เช่น อ้อยและปาล์มน้ำมามาจากประเทศกำลังพัฒนาเพื่อใช้ทำเชื้อเพลิงชีวภาพ และในขณะที่บริษัทและประเทศต่างๆ เดินหน้าตอบสนองความต้องการเชื้อเพลิงชีวภาพ ประชาชนจะถูกขับไล่ออกจากที่ดินของตนเองและชีวิตความเป็นอยู่ถูกทำลาย

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ การรณรงค์ต่อต้านการทำลายป่าพรุในอินโดนีเซียเพื่อปลูกปาล์มน้ำมันของกรีนพีซเมื่อเร็วๆ นี้ โดยกรีนพีซได้เข้าไปตั้งค่ายผู้พิทักษ์ป่าและสร้างเขื่อนชั่วคราวเพื่อป้องกันการดึงน้ำออกจากป่าพรุเพื่อปลูกปาล์มน้ำมัน

“บริษัทน้ำมันปาล์มนี้กำลังทำสิ่งที่ผิดกฎหมายและทำลายสิ่งมีชีวิตที่อาศัยบริเวณผืนป่าพรุแห่งนี้” ฮัปโซโร ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านป่าไม้ กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กล่าว “และนอกจากนี้ยังส่งผลไปสู่ภาวะโลกร้อนอีกด้วย”

การตัดไม้ทำลายป่าทำให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณหนึ่งในห้าของปริมาณก๊าซเรือนกระจกทั่วโลก การทำลายป่าพรุเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในประเทศอินโดนีเซียสูงขึ้นมาก

กรีนพีซเชื่อว่ามีความเป็นไปได้ที่จะปกป้องมวลมนุษย์จากความเสี่ยงที่เกิดจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น วิกฤตการณ์น้ำ อากาศ และความอดอยากได้ โดยการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้และผลิตพลังงาน รวมทั้งมีคำมั่นที่จะหยุดการทำลายป่าไม้ และเพื่อให้บรรลุเป้าหมายนั้นรัฐบาลจะต้องให้คำมั่นสัญญาที่จะตั้งเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้มากขึ้นในช่วงระยะที่สองของพิธีสารเกียวโต ซึ่งจะต้องมีการเจรจากันในการประชุมด้านสภาพภูมิอากาศแห่งสหประชาชาติที่จะมีขึ้นที่บาหลี อินโดนีเซียในเดือนธันวาคมนี้

- กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศไทย


-----

Thai police have put out an all-points bulletin for used cooking oil to fuel its patrol fleet as ballooning oil prices eat away the annual crime-fighting budget.

That is a good thing to recycle the waste and it can reduce greenhouse gas emissions from oil.
Recently, the world has woken up to global warming and rising oil price by changing policies to use biofuels instead of oil.

Biofuels, which are made from corn, palm oil, sugar cane and other agricultural products, have been seen by many as a cleaner and cheaper way to meet the world's soaring energy needs than with greenhouse-gas emitting fossil fuels.

With oil prices at record highs, biofuels have become an attractive alternative energy source for poor countries, some of which spend six times as much money importing oil than on health care.

But while saying bioenergy represents an "extraordinary opportunity" to reduce greenhouse gas emissions..............

environmentalists have warned that the biofuel craze can do as much or more damage to the environment as dirty fossil fuels a concern reflected throughout the report, which was being released in May 2007 in New York, by U.N.-Energy, a consortium of 20 U.N. agencies and programs.

"Rapid growth in liquid biofuel production will make substantial demands on the world's land and water resources at a time when demand for both food and forest products is also rising rapidly."

Changes in the carbon content of soils and carbon stocks in forests and peat lands might offset some or all of the benefits of the greenhouse gas reductions, it said.

"Use of large-scale monocropping could lead to significant biodiversity loss, soil erosion and nutrient leaching," it said, adding that investments in bioenergy must be managed carefully, at national, regional and local levels to avoid new environmental and social problems "some of which could have irreversible consequences."

In Human Rights' viewpoint, Oxfam has warned that increasing use of biofuels could harm some of the world's poorest people.

The fuel is increasingly being seen as an environmentally-friendly energy source and EU proposals would make it mandatory for biofuels to make up ten per cent of all member states' transport fuels.

Oxfam believes that in order to meet this target the EU will have to import biofuels from crops such as sugar cane and palm oil from developing countries.

As companies and countries seek to meet this demand the charity is concerned that poor people will be forced from their land and have their livelihoods destroyed.

The distinct example is Greenpeace's campaign to halt peat lands destruction in Indonesia recently. They set up Forest Defenders' camp and built dams to prevent drainage to plant palm oil.

"Palm oil companies are breaking the law and draining the very life out of Indonesia's remaining peatland forests," said Hapsoro, Greenpeace South East Asia forest campaigner. "And they are adding substantially to the problem of global warming."

Greenpeace believes it take a revolution in the way we use and produce energy, and a strong commitment to halt deforestation worldwide. More governments need to commit to tougher emissions reduction targets in the second phase of the Kyoto Protocol which will be discussed in the UN climate meeting in Bali, Indonesia this December.

---

กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศไทย

Greenpeace Southeast Asia, Thailand