ก่อนเล่าเรื่องราวในงานที่มีข่าวดีในวันนี้ ขอเล่าประวัติศาสตร์เมืองเก่าของเราแต่ก่อน (อยุธยา) ก่อนนะคะ...

ราวปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๙ อาณาจักรขอมและสุโขทัยเริ่มเสื่อมอำนาจลง พระเจ้าอู่ทอง เจ้าเมืองอู่ทอง อยุธยา ซึ่งขณะนั้นเกิดโรคห่าระบาดและขาดแคลนน้ำ จึงทรงดำริจะย้ายเมือง และพิจารณาชัยภูมิเพื่อตั้งอาณาจักรใหม่ ซึ่งต้องเป็นเมืองที่มีน้ำไหลเวียนอยู่ตลอด เริ่มแรกพระองค์ทรงประทับที่ตำบลเวียงเหล็กเพื่อดูชั้นเชิงเป็นเวลากว่า 3 ปี และตัดสินพระทัยสร้างราชธานีแห่งใหม่ที่ตำบลหนองโสน (บึงพระราม) เพราะมีต้นโสนมาก ออกดอกเหลืองอร่ามคล้ายทองคำแลสะพรั่งตา ดังนั้นดอกโสนจึงถือเป็นดอกไม้ประจำจังหวัด และทรงสถาปนากรุงศรีอยุธยาขึ้นเป็นราชธานี เมื่อวันที่ ๔ มีนาคม พ.ศ. ๑๘๙๓

ตัวเมืองอยุธยา หรือ "เกาะเมือง" มีแม่น้ำ 3 สายโอบล้อม ได้แก่ แม่น้ำลพบุึรี แม่น้ำป่าสัก และแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งเชื่อมกับเครือข่ายคลองธรรมชาติและคลองขุดจนได้รับฉายาจากชาวตะวันตกที่มาเยือนกรุงศรีอยุธยาว่า "เวนิสแห่งตะวันออก" สถานที่ที่เรามารวมตัวกันวันนี้อยู่ในตำบลหัวรอ ซึ่งในอดีตเป็นแหล่งค้าขายสำคัญแหล่งหนึ่งสมัยอยุธยา เพราะเป็นที่ซึ่งแม่น้ำป่าสักและแม่น้ำลพบุรีมาบรรจบกัน

ชุมชนชาวอยุธยามีหลากหลายวัฒนธรรมมาก มีวัดเยอะ แต่ในขณะเดียวกัีนก็มีมัสยิดและโบสถ์สวยๆ เราล่องเรือผ่านวัด ซึ่งพื้นที่โดยรอบถูกกัดเซาะมาก จนต้องรื้อโบสถ์จนเหลือแต่องค์พระประธานองค์เดียว เพื่อสร้างกำแพงสูง 2 เมตรเพื่อป้องกันการกัดเซาะ เท่ากับต้อง "รื้อวัด" กันทีเดียว สาเหตุก็คือ น้ำที่กัดเซาะแรงและเร็ว ปกติน้ำนั้นกัดเซาะชายฝั่งอยู่แล้ว แต่กิจกรรมและการใช้ประโยชน์จากที่ดินของมนุษย์ทำให้การกัดเซาะรุนแรงและรวดเร็วขึ้น

วันนี้กรีนพีซร่วมกับอบจ. สำนักทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และเทศบาลพระนครนครศรีอยุธยา พายเรือในคลอง 2 คลอง คือ คลองคูเมือง และคลองบางขวด และขี่จักรยานรอบกรุงเก่า เพื่อเก็บขยะ สถานที่เปิดงานอยู่หน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติจันทร์เกษม อีกชื่อหนึ่ง คือ จันทร์เกษมหรือวังหน้า ซึ่งสร้างในสมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชประมาณ พ.ศ. 2120 โดยมีพระราชประสงค์เพื่อให้เป็นที่ประทับของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช

เริ่มงานด้วยนายวิทยา ผิวผ่อง ผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ และว่าที่ ร.ต.สมทรง สรรพโกศลกุล นายกเทศมนตรีนครพระนครศรีอยุธยา กล่าวเปิดงาน และ นายพลาย ภิรมย์ ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านสารพิษ กล่าวรายงานถึงวัตถุประสงค์ของการพายเรือรณรงค์ครั้งนี้

พายเรือสร้างรอยยิ้มให้เจ้าพระยาถึงอยุธยาแล้ว Greenpeace activists canoe to Ayuthayaตอนเปิดงานมีน้องนักเรียนใส่ชุดดรัมเมเยอร์ที่ทำจากถุงพลาสติกและกล่องนมเสีย ด้วย รู้มาว่าจังหวัดอยุธามีโครงการรีไซเคิล ที่ประสบความสำเร็จมาแล้ว 2 โรงเรียน และจะเชิญให้อีก 59 ชุมชนในเขตเทศบาลเข้าร่วม โครงการรีไซเคิลได้องค์กรซีด้า ซึ่งเป็นองค์กรสิ่งแวดล้อมของแคนาดา ส่งเงินมาช่วยเหลือจำนวนหนึ่ง รวมถึงได้นักศึกษาปริญญาโทจากสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชียมาช่วยเหลือด้วยตนเอง ประสบความสำเร็จถึงขนาดที่ประเทศแคนาดา บังคลาเทศ มัลดีฟ และ เนปาล มาขอดูงานกันเลยทีเดียวนะ

ผู้ว่าฯ กล่าวว่า "การล่องเรือเป็นต้นแบบของการรณรงค์เพื่ออนุรักษ์แหล่งน้ำ อยุธยาเป็นมรดกโลก สิ่งแวดล้อมด้านต่างๆ รวมถึงแหล่งน้ำจึงควรได้รับการรักษา โครงการนี้เป็นโครงการที่ดี ขอให้ประสบความสำเร็จ และขอให้ทุกภาคส่วนร่วมมือกันทำอยุธยาให้สะอาด ให้สมกับที่เป็นมรดกของโลกต่อไป โดยนำความตั้งใจและห่วงใยของกรีนพีซ เพื่อสร้างจิตสำนึกต่อไป"

ส่วนนายกเทศมนตรีฯ กล่าวว่า "ผู้คนไม่ค่อยเข้าใจว่า วิถีชีวิตประจำวันของคนเป็นพิษต่อสายน้ำ การอาบน้ำ ซักผ้า ล้างจาน มีส่วนสร้างมลพิษในน้ำทั้งสิ้น การรณรงค์ครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ขอให้คิดใหม่ ทำใหม่ว่าเป็นหน้าที่ของทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเอกชน ราชการ คนท้องถิ่น ถ้าทุกคนคิดว่าเป็นเรื่องของทุกคน อบจ. และ อบต. ก็จะทำงานได้ดีขึ้น เรื่องขยะ น้ำเสีย และมลพิษนั้น ถ้าทุกคนช่วยกัน เราก็จะมีทรัพยากรธรรมชาติใช้ไปนานๆ วันนี้เป็นวันเริ่มต้นของการรักษาแหล่งน้ำสืบต่อไปในอนาคต"

ท่านนายกเทศมนตรีฯ พูดถูก แต่ท่านลืมเน้นว่า น้ำเสียจากชุมชนไม่มีความเป็นพิษ และแก้ไขได้ง่ายโดยการบำบัด แต่น้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมที่ไม่ใช้เทคโนโลยีในการผลิตที่สะอาด และเกษตรกรรมที่ใช้สารเคมีที่ถูกฝนชะล้างยาฆ่าแมลงและยาฆ่าวัชพืชลงในแหล่งน้ำ เป็น 2 ตัวการหลักที่สร้างความเป็นพิษ และเป็นมลพิษที่อันตรายกว่าน้ำเสียจากชุมชนที่ไม่มีพิษ ซึ่งเป็นปัญหารอง โรงงานในอยุธยาหนาแน่นกว่าที่นครสวรรค์ ชัยนาท สิงห์บุรี และ อ่างทอง ที่เราใช้เวลาพายเรือแคนูผ่านมา 5 วัน (22-26 พ.ค.)

นายพลายภิรมย์กล่าวย้ำความคิดนี้ในการเปิดงาน ดังนี้

"ประเทศไทยประสบปัญหาหลายด้าน รวมถึงด้านมลพิษทางน้ำ ซึ่งจะทำให้เกิดวิกฤตชีวิต น้ำทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรม และสารเคมีเกษตรจากพื้นที่เพาะปลูก เกิดจากผลประโยชน์เพื่อปัจเจกบุคคล แทนที่จะเป็นประโยชน์แก่ประชาชนอย่างเท่าเทียมกัน มลพิษจากสารพิษในแม่น้ำเจ้าพระัยา และสัตว์น้ำที่ลดลง ส่งผลต่อผู้คนนับล้าน จึงเป็นหน้าที่ของทุกคนที่จะต้องปกป้อง และกระตุ้นให้ตระหนักในการอนุรักษ์และร่วมฟื้นฟู"

ภาครัฐของอยุธยาได้รับสาน์สจากเราแล้ว

เมื่อพิธีการเสร็จ พวกเราส่วนหนึ่งพายเรือสู่คลองคูเมืองและคลองบางขวด อีกส่วนหนึ่งขี่จักรยานรอบกรุงเก่า เพื่อเก็บขยะ และรณรงค์สร้างจิตสำนึกให้ปกป้องแหล่งน้ำจากสารพิษ ขยะที่ฉันเก็บได้ ได้แก่ ถุงขนม ถุงใส่กับข้าวเหลือเน่าแล้ว แผ่้นพลาสติกห่อผ้าอนามัย ถุงพลาสติกใส่ผ้าอ้อมใช้แพายเรือคืนรอยยิ้มให้เจ้าพระยาถึงอยุธยาแล้ว Greenpeace activists canoe to Ayuthayaล้ว เศษกระสอบพลาสติก เชือกฟาง เชือกพลาสติกแข็ง ถุงพลาสติกทั้งเก่ามากและใหม่ กล่องโฟม โฟมแผ่นแบบอ่อนสำหรับห่อของแผ่นใหญ่ๆ รองเท้าแตะ กระดาษห่อข้าว นี่เป็นประเภทของขยะที่เรือของฉันเก็บได้ เรือของคนอื่นๆ คงมีขยะประเภทอื่นๆ อีก

การพายเรือเป็นประสบการณ์ใหม่ของฉัน และสนุก เพราะได้สัมผัสกับน้ำที่สร้างความสดชื่น และได้ชมบ้านเรือนริมน้ำซึ่งเป็นชีวิตความเป็นอยู่อีกรูปแบบ ที่น่าอยู่ไปอีกแบบ แม่น้ำให้ทัศนคติอีกมุมมองในเรื่องการท่องเที่ยว ปกติพวกเราท่องเที่ยวทางบก แต่พอได้นั่งบนเรือพายไม้ของชาวบ้าน พบว่า บรรยากาศสวยงามกว่าการเที่ยวบนบก ทัศนียภาพเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ส่วนใหญ่ผู้ที่นั่งริมน้ำเป็นคนชรา เป็นไปได้ว่าคนชรา่ผูกพันกับน้ำ นอกจากนี้ไม่มีคนใดที่เรามองไปแล้วไม่ยิ้มให้ เห็นฟันหลอๆ ดูแล้วประทับใจ

การเก็บขยะครั้งนี้ไม่ใช่เพื่อรณรงค์ให้คนไม่ทิ้งขยะแต่เพียงอย่างเดียว แต่เรามาส่งสาน์สถึงหน่วยงานภาครัฐ ประชาชนชาวอยุธยา และประชาชนทั่วประเทศ ให้ร่วมกันปกป้องแหล่งน้ำจากสารเคมีอันตรายที่ถูกปล่อยจากโรงงานอุตสาหกรรม และเกษตรกรรม ขยะเปรียบเสมือนการสร้างภาพให้เรารู้สึกไม่สบายใจ เพราะเป็นสิ่งที่พวกเรามองเห็นได้ อย่างไรก็ดี ขยะมีความเป็นพิษน้อยกว่าขยะที่ไม่สามารถมองเห็นได้ และไม่ให้ภาพที่น่าขยะแขยง และยังเก็บไม่ได้อีก นั่นคือ ขยะจากโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งก็คือน้ำทิ้งที่มีสารเคมีมีพิษ ขยะนี้เก็บไม่ได้ เว้นแต่ภาครัฐและโรงงานอุตสาหกรรมต้องจัดการแก้ไข

หากรูปในบล็อกนี้ไม่พอ ดูสไลด์โชว์เต็มๆ ได้ที่นี่

วันนี้เราจะพายเรือต่อไปในอยุธยา พรุ่งนี้จะเข้าปทุมธานีและนนทบุรี จากนั้นวันสุดท้ายของการพายเรืออันทรหดจะสิ้นสุดลงที่กรุงเทพฯ ในวันศุกที่ 29 พฤษภาคม ซึ่งจะมีการแถลงข่าวเกิดขึ้น ฉะนั้นการเขียนบล็อกยังไม่จบ โปรดติดตา่ม แต่ก่อนอื่น โปรดช่วยเราทำบางอย่าง โดยไปที่ http://www.greenpeace.org/seasia/th/take-action-for-river เพื่อมีส่วนร่วมกับการพายเรือโดยไม่ต้องออกแรงพาย


ขยะบางส่วนที่เก็บได้จากคลองคูเมือง