29 พฤษภาคม 2552

แหกขึ้ตาแต่เช้ามืดเพื่อเตรียมตัวและจัดเก็บสัมภาระให้เรียบร้อย เรือล่องลงสู่ทิศใต้เพื่อเข้าสู่มหานคร แม้จะเป็นแม่น้ำเดียวกัน แต่วันนี้ผมรู้สึกคุ้นเคยกับเธอเป็นพิเศษเพราะผมแทบจะเติบโตมาบนสายน้ำแห่งนี้ การคมนาคมทางน้ำเป็นทางเลือกของผมท่ามกลางวิถีชีวิตที่เร่งรีบของคนเมืองที่ต้องตื่นแต่เช้ามาอัดถั่วดำกระป๋องกันบนรถเมล์ที่ติดแหง็กอยู่บนถนนแห่งมลพิษ ผมหลีกวิถีชีวิตแบบนั้นด้วยการนั่ง (บางทีก็ยืน) เรือไปโรงเรียนทุกวันเพราะเร็ว ถูก ไม่ต้องต่อหลายเที่ยว และที่สำคัญที่สุดคือมันไม่เหม็นเหมือนการเดินทางบนถนน

350 กิโลเมตรที่เราพายเรืออย่างทรหดลงมาตามแม่น้ำพบการเปลี่ยนแปลงของแม่น้ำตลอดเวลา แม่น้ำสีน้ำตาลนานๆ ครั้งจะเห็นเป็นสีเขียวด้วยมลพิษจากสารเคมี บางครั้งเต็มไปด้วยผักตบชวา แต่วันที่ผมสงสารแม่น้ำที่สุดคือวันลอยกระทงซึ่งคนทั้งประเทศพร้อมใจกันบูชาพระแม่คงคาด้วยการนำสิ่งแปลกปลอมนานาชนิดไปทิ้งลงในน้ำ ถ้าเก็บไม่ทันมันก็จะลอยออกทะเล ราวครึ่งหนึ่งของเครื่องบูชาเป็นวัสดุที่ก่อสาร CFC อันเป็นตัวการหลักที่ส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สรุปว่าสั้นๆ คืนนั้นพวกเราร่วมกันบูชา (ยัน) แบบคอมโบทำลายทีเดียวทั้งแม่น้ำ ทะเล และบรรยากาศ

ยิ่งไปกว่านั้นยังมีคนจำนวนไม่น้อยที่ทิ้งโลหะหนัก (เหรียญ – ก็มันจมน้ำนี่นา) ลงแม่น้ำ โดยเชื่อว่าเป็นการทำบุญ สงสัยจริงว่ามันจะได้บุญตรงไหน? เงินใช้ได้ในโลกหน้าด้วยหรือ? ที่นั่นมีห้างสรรพสินค้าหรือไม่? แล้วหากในนรกหรือสวรรค์ใช้เงินยูโรเราจะแลกเงินที่ไหนได้? เหรียญและธนบัตรเป็นทรัพย์สินของประเทศเราเคยคิดไหมว่าการทิ้งเหรียญลงน้ำเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย จะดีกว่าหรือไม่หากเราเอาเงินไปทิ้งลงตู้รับบริจาคแล้วอุทิศส่วนกุศลให้พระแม่คงคาหรือบรรพบุรุษที่ตายไปแล้ว หรือนำเงินของท่านไปซื้อผลิตภัณฑ์จากโรงงาน/บริษัทที่ไม่ปล่อยน้ำเสียลงแม่น้ำ แต่ปัญหาคือเราจะรู้ได้อย่างไรว่าโรงงานไหนไม่ทิ้งน้ำเสีย? ด้วยเหตุนี้พวกเราชาวกรีนพีซจึงเรียกร้องให้ภาครัฐ ตรวจหา ลงโทษ และปิดโรงงานอุตสาหกรรมที่ปล่อยน้ำทิ้งปนเปื้อนสารเคมีอันตรายลงสู่แหล่งน้ำทุกแหล่ง มิใช่เฉพาะเจ้าพระยา แต่เราเลือกเจ้าพระยามาเป็นสื่อในการรณรงค์ เพราะคนไทยผูกพัน และมีมลพิษระดับสูง ที่สำคัญแม่น้ำเจ้าพระยามีประโยชน์ 4 อย่างในหลายแง่มุม ภาครัฐไม่ใส่ใจกับมลพิษทางน้ำ ทีมีโลหะหนักจากโรงงานปนเปื้อน เช่น BOC ออกาโนคลอรีน POP ซึ่งสะสมและเป็นพิษสูง เมื่อสะสมในตะกอนดิน ปนเปื้อนในห่วงโซ่อาหาร และแหล่งน้ำอุปโภคบริโภค จะส่งผลต่อชีวิตในน้ำและริมฝั่งน้ำ ลูกเรือของเราคนหนึ่งแพ้น้ำ เพราะอาบน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาทุกวัน จนผื่นแดงขึ้นเต็มตัว ใครจะรู้ว่าสาเหตุเกิดจากสารพิษในแม่น้ำหรือไม่

นอกจากเรียกร้องให้ภาครัฐและอุตสาหกรรมหยุดปล่อยน้ำเสียที่มีสารเคมีอันตรายแล้ว ตัวท่านเองยังสามารถทำบุญและดูแลแม่น้ำแบบไม่ต้องเสียเงินด้วยวิธีง่ายๆ คือ การไม่ทิ้งขยะลงน้ำ หรือเก็บขยะขึ้นมาถ้าไม่ลำบากจนเกินไป ใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่นเดียวกับการกระจายข่าวสารเกี่ยวกับการอนุรักษ์และมลพิษ ที่เราได้ทำระหว่างการเดินทางตลอดเส้นทาง โดยพบปะแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับชุมชน และช่วยบอกให้พวกเขาดูแลแหล่งน้ำ ซึ่งพวกเขายินดีมาก เพราะมีชีวิตผูกพันกับสายน้ำ นอกจากนี้ท่านยังสามารถรายงานการตรวจพบมลพิษให้กรีนพีซได้รับทราบ เพื่อพิจารณาเข้าไปแก้ปัญหา

นอกจากเรียกร้องให้ภาครัฐ ตรวจหา ลงโทษ และปิด โรงงานอุตสาหกรรมที่ปล่อยน้ำทิ้งปนเปื้อนสารเคมีอันตรายลงสู่แหล่งน้ำ เราสนับสนุนเทคโนโลยีการผลิตที่สะอาด เพื่อลดสารเคมีให้เหลือศูนย์ในภาคการผลิต แต่เพราะมีราคาแพง ภาครัฐจึงยังไม่ใส่ใจ ทั้งๆ ที่มีข้อดีมากมาย เรารู้สึกแย่ที่ล่องเรือผ่านโรงงานอุตสาหรรมที่กำลังปล่อยน้ำทิ้ง และเลยมาสักนิดพบคนชราและเด็กกำลังเล่นน้ำ พวกเขามีสิทธิในการรับรู้ (Right to Know) ว่าน้ำที่พวกเขาใช้เพื่อชีวิตตนเองนั้นมีอะไรอยู่ในนั้นบ้าง กรีนพีซจึงเรียกร้องให้ภาคอุตสาหกรรมเปิดเผยบัญชีการใช้สารเคมี (Toxic Inventory) เพื่อตั้งเป้าลดสารเคมีที่เรามองไม่เห็น ซึ่งชาวบ้านหลายแห่งกำลังต่อสู้ในเ้รื่องนี้ หลายประเทศเริ่มปฏิบัติแล้ว ที่มาบตาพุดเริ่มใช้แล้วเช่นกัน

กว่าจะคิดได้ก็เกือบจะสายเสียแล้ว พวกเราผูก ป้าย “Greenpeace” ข้างเรือสูบลม และแต่งตัวแต่เนิ่น ๆ เพื่อเตรียมความพร้อมหากเกิดเหตุฉุกเฉิน เด็ดดอกไม้ดอกเดียวยังทำให้สะเทือนไปทั้งจักรวาลได้ แล้วทำไมการหยิบชูชีพตัวเดียวจะมิอาจทำให้สั่นสะท้านไปทั้งเรือได้

“ไม้พาย Overboard เอาเรือยางไปเก็บไม้พายก่อน” เสียงพี่ท็อปตะโกนบอกให้ทีมเรือยางลงน้ำโดยมิได้นัดหมาย พี่แป๋งรับบทพระเอกควบเรือยางนำทีมไปเก็บไม้พายที่ลอยอืดอยู่กลางน้ำ....งานนี้พี่แป๋งได้ใจผมไปเต็มๆ

เรือใหญ่จอดที่ท่าเรือใต้สะพานพระรามแปดเพื่อให้พวกเราขนสัมภาระบางส่วนขึ้นฝั่ง พี่เบียร์ผู้นำทีมบกนำรถมารับของทันทีที่พวกเราไปถึง พวกเราผูกเรือพาติดกันเพื่อกันให้เรือไม่โคลงแล้วจึงมุ่งหน้าไปยังวัดอรุณฯ เรือวิ่งไปอย่างช้า ๆ ทำให้ผมมีเวลามองสองฝั่งแม่น้ำจากมุมมองที่เปลี่ยนไปเพราะพายเรือมาจึงมองเห็นจากมุมต่ำ และด้วยวัยที่หนุ่มน้อยลงทุกวันคงจะเป็นเรื่องยากที่ความคิดจะเหมือนวันวาน ที่กรุงเทพฯมีประชากรอาศัยมากกว่าทุกจังหวัด แต่เมื่อเทียบโดยสัดส่วนมีผู้คนน้อยเหลือเกินที่ใช้ชีวิตอย่างผูกพันกับแม่น้ำ ที่ดินริมน้ำมักเป็นร้านอาหาร โรงแรม สถานศึกษา ย่านธุรกิจ ซึ่งเกี่ยวข้องกับแม่น้ำในด้านการคมนาคมเป็นหลัก

ระหว่างทางโย่ยนถามผมว่าเคยมีอุบัติเหตุในแม่น้ำเจ้าพระยาไหม ผมจึงเล่าเรื่องโป๊ะล่มที่ท่าเรือพรานนกให้ฟัง อุบัติเหตุในวันนั้นส่งผลต่อการออกแบบโป๊ะในปัจจุบัน คือโป๊ะจะไม่มีหลังคาเพื่อป้องกันคนติดอยู่ข้างในหากเกิดเหตุฉุกเฉิน ผมกลับมามองที่เรือตัวเองว่าจะล่มเมื่อไหร่ เพราะกว่าจะถึงกรุงเทพฯ ขยะโดยเฉพาะอย่างยิ่งตอไม้ในแม่น้ำก็ได้สร้างรอยแผลให้กับเรือพายสูบลมของพวกเราไว้อย่างมากมาย แต่อย่างน้อยล่มตรงนี้ก็ยังดีกว่าล่มที่ปลายน้ำ (ปากอ่าว)

เรือขนทรายแม้ว่าจะวิ่งช้า แต่ด้วยความที่ใหญ่และยาวอย่างยิ่งจึงกลายเป็นหนึ่งในพี่เบิ้มของสายน้ำ (เกะกะชิบเป๋ง) ตอนเด็กผมเข้าใจว่าเรือลากมีสองแบบคือแบบสูงและแบบเตี้ย โง่อยู่นานกว่าจะรู้ว่าไอ้เรือที่สูง ๆ นั้นคือเรือเปล่าที่วิ่งกลับบริษัท หากเรามองในด้าน Logistics (art of the movement and supply of troops) การวิ่งเรือเปล่าเป็นการใช้ทรัพยากรอย่างสิ้นเปลือง ไม่สร้างมูลค่า นอกจากนั้นยังเพิ่มต้นทุนด้านการขนส่ง ในด้านสิ่งแวดล้อมการเดินทางแต่ละเที่ยวย่อมก่อมลภาวะอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การวิ่งที่มากเที่ยวย่อมไม่ส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวแทนที่แต่ละบริษัทจะคิดแต่เรื่องการแข่งขันและวิ่งเรือแบบตัวใครตัวมัน พวกเขาควรจะสร้างพันธมิตรทางธุรกิจ (ที่ไม่จำเป็นต้องใส่เสื้อเหลือง) ในด้านการขนส่ง เพื่อลดต้นทุนและดำเนินธุรกิจอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

เมื่อถึงวัดอรุณฯ พวกเราหันหัวเรือทวนน้ำไปทางทิศเหนือ แล้วบังคับเรือเข้าใกล้ฝั่งพระนครเพื่อให้สื่อมวลชนถ่ายภาพการรณรงค์ของเรา ช่วงนี้ยากกว่าตอนซ้อมพอสมควรเพราะมีทั้งเรือด่วน เรือนำเที่ยว เรือข้ามฟาก และเรือหางยาว วิ่งผ่านไปมาอยู่ตลอดเวลา ผมไม่ค่อยชอบป้ายตาข่ายเท่าไรนักเพราะว่าอ่านยาก แต่ด้วยความที่พวกเราต้องถือป้ายบนเรือซึ่งต้องเผชิญกับทั้งน้ำและลมป้ายชนิดนี้จึงเป็นคำตอบสุดท้าย พวกเราพายกันอยู่สามรอบว่าจะได้ภาพที่พอใจ แน่นอนการพายเรือคงจะไม่ทำให้น้ำสะอาดขึ้นมาเป็นแน่ ทว่าเป้าหมายของพวกเราคือการเรียกความสนใจจากมวลชนเพื่อให้ทุกคนได้ตระหนักถึงความสำคัญของแม่น้ำรวมถึงภัยคุกคามที่เกิดขึ้น และสิ่งนี้เองที่ทำให้คนจำนวนหนึ่งลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อปกป้องแม่น้ำอันเป็นสมบัติของพวกเราทุกคน

“หมดเวลาสนุกแล้วสิ” ผมนึกถึงเทเลทับบีเวลาจะจบ เสร็จกิจพวกเราก็เอาไม้พายตีน้ำคนละสามครั้ง เพื่อเรียกจิตวิญญาณในสายน้ำดังที่โยย่นเคยบอก

พวกเรากลับเรือใหญ่ซึ่งพาพวกเราพร้อมสัมภาระทั้งหมดไปส่งที่ท่าเรือใต้สะพานพระรามแปด ภารกิจยังไม่จบดี พวกเรายังต้องกลับไปที่ Warehouse หรือคลังสมบัติของกรีนพีซ เพื่อนำอุปกรณ์ทั้งหมดไปเก็บเข้าที่ ผมขอแยกตัวกลับบ้านก่อนเพราะบอกที่บ้านไว้ไม่ให้ล็อคกุญแจ จะโทรไปบอกให้ล็อคบ้านก็ไม่มีใครอยู่ จะโทรไปบอกโจรว่าอย่าเพิ่งเข้าบ้านก็คงจะไม่ดีแน่ เพื่อนๆ อาสาสมัครล้างและเก็บของกันถึงเย็นต่อด้วย Debriefing หรือ การกล่าวสรุปอย่างสั้นๆ ที่คงจะไม่สั้นอย่างแน่นอน

ความสวย ทิวทัศน์ที่เป็นธรรมชาติ และกลิ่นอายความสดชื่นของแม่น้ำเจ้าพระยาช่วงต้น จะทำให้พวกเราหวนคิดถึง และหวังว่าจะกระตุ้นให้ภาครัฐ เอกชน และประชาชนช่วยอนุรักษ์ต้นน้ำ ที่มีทิวทัศน์สวยงาม ให้ดำรงอยู่ และรักษาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ และขออย่าให้เป็นเช่นดังแม่น้ำตอนกลางที่เสื่อมโทรมลงเรื่อยๆ จนถึงปลายน้ำ ที่เสื่อมโทรมมากที่สุด ณ ปลายน้ำนั้นแม้จะมีแปลงเกษตร พื้นที่ปศุสัตว์ และพื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำน้อยกว่าต้นน้ำ แต่มีโรงงานมากกว่า และมีมลพิษจากท่อน้ำทิ้งจากบ้านเรือนมากกว่า จนปลายน้ำไม่สามารถใช้ประโยชน์ใดๆ ได้ นอกจากเพื่อเพียงการคมนาคมเท่านั้น

- ขวัญ และ หนิง

การเดินทางสิ้นสุด แต่ท่านยังคงช่วยเราได้ต่อ โปรดไปที่ http://www.greenpeace.org/seasia/th/take-action-for-river เพื่อส่งรูป ข้อความ บล็อก หรือ วีดิโอ เกี่ยวกับน้ำ เพื่อปกป้องน้ำ