คุณ ทราบไหมคะว่าเมื่อปีที่แล้ว ประเทศไทยได้รับประกาศนียบัตรจากกินเนสบุ๊ก Guiness Book World's Record ว่า ในปี 2008 ประเทศไทยได้ส่งข้าวออกเป็นอันดับหนึ่งของโลก (ประมาณ 8 ล้านตัน - คิดเป็นประมาณ 27% จากทั้งโลก)




ข้าว อาหารหลักของคนไทย สินค้าส่งออกหลักของประเทศ แล้วมีใครทานข้าวแล้วนึกถึงชาวนา คนปลูกข้าว 'หลังสู้ฟ้า หน้าสู้ดิน' ไหมคะ

คุณป้าสำเนียง ฮวดลิ้ม อายุ 62 ปี - ชาวนาไทยคนหนึ่ง เกิดในครอบครัวที่ทำนามาตลอด และปัจจุบันก็ยังทำนาด้วยวิถีดั่งเดิมอยู่



คุณป้าเล่าชีวิตการทำนาให้เราฟังด้วยความภาคภูมิใจ;

"ป้าทำนามาตั้งแต่เด็กๆ จำได้ว่าอายุ 13-14 ปี ก็ช่วยพ่อไถนาแล้ว สมัยนั้นก็ไม่เคยใช้เคมี ใช้ขี้วัว ไปตามธรรมชาติ แล้วอยู่มา ก็มีคนบอกให้ลองใช้ดูจะได้ผลดีขึ้น ป้าก็ลองทำดู ทำไปปีแรก ก็ได้ผลดี แต่พอทำปีต่อไป ดินมันเสื่อมคุณภาพลง และข้าวก็เป็นสารพัดโรค มันคงดื้อยา แล้วเราก็ต้องซื้อเคมีมาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพื่อบำรุง ปีนึงๆ ซื้อยา 4-5 ครั้ง ครั้งละพันกว่าบาท และข้าวออกมาก็แข็ง ทั้งๆที่เป็นข้าวเราพันธุ์เดิมนั้นแหละ พอปีที่ 3 ดินมันแย่มาก ป้าก็เอาขี้วัวไปใส่ ข้าวก็เริ่มไม่เป็นโรค แข็งแรงขึ้น ป้าก็เลยเริ่มเรียนรู้ ทำจุลินทรีย์ ปุ๋ยหมัก ยาฆ่าแมลงชีวภาพ ทำจากน้ำส้มควันไม้ ถ่านก็เผาเอง ไม่ต้องซื้อ แกลบ ก็เอามาทำปุ๋ยต่อ หรือ เอามาเผาถ่านเพื่อทำปุ๋ยหมัก รายได้ก็เริ่มดีขึ้น รายจ่ายก็ไม่ค่อยมี ส่วนข้าวนั้น ก็ยังเอามาแปรรูปทำขนมจีนแป้งสด เพื่อเพิ่มมูลค่า"


คุณป้าบอกว่าแค่ดูแลดินให้ดี เตรียมพื้นที่ปลูกข้าวทุกขั้นตอนด้วยเกษตรอินทรีย์ วัสดุที่หาได้ในท้องถิ่น เช่นขี้วัว ขี้ควาย ไม่ใช้เคมีเกษตรเลย ใช้ปุ๋ยชีวภาพ ปุ๋ยหมักทำเอง ซึ่งก็ทำให้ได้ผลผลิตใกล้เคียงกับปุ๋ยเคมี แต่ต้นทุนต่ำกว่ามาก

'ปุ๋ยเคมีมีต้นทุนสูงมาก สูงกว่าการปลูกทางอินทรีย์ประมาณ 4 เท่าตัว ต้นทุนทำนาปุ๋ยเคมีประมาณ 4,600 กว่าบาทต่อไร่ เทียบกับ 1,000 บาทเท่านั้นถ้าใช้วิธีปลูกทางอินทรีย์

และนี่ที่ทางบ้านป้า (หมายถึงมีคุณป้า คุณลุง ลูกชาย และลูกสะใภ้) ช่วยกันหว่านเอง ดำนาเองด้วย ไม่ต้องเสียค่าจ้างแรงงาน ต้นทุนก็เหลือแค่ประมาณ 400 บาทต่อไร่เท่านั้น แต่เวลาถ้าทำไม่ไหว ก็จ้างลูกจ้าง คนที่เขาไม่มีงานทำ เช่นผู้ใหญ่ที่อายุแยะหน่อย หรือคนที่ไม่ได้เรียนหนังสือ พวกที่เขาไม่มีคนอื่นจ้างหน่ะ จะได้ช่วยชุมชนด้วย" คุณป้าสำเนียงเล่าด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม


"ทีแรกลุงเขา (หมายถึงสามีคุณป้า) ก็ไม่เชื่อหรอก ว่าไม่ใช้พวกปุ๋ยเคมี หรือสารฆ่าแมลงเคมีแล้วจะได้ผลผลิตดี แต่พอทำไปแล้วมันได้ผลเหลือเชื่อ ยิ่งทำไป ทำไป ดินก็อุดมสมบูรณ์ขึ้นเรื่อยๆ ปีที่ 3 นี่ ดินสมบูรณ์มาก โดยสังเกตจากมีสัตว์ต่างๆ เช่นปูนา มาอาศัยอยู่ได้ ผลผลิตก็ดี ความนุ่มและรสชาติของข้าวก็อร่อยกว่าปลูกด้วยเคมีอีก อย่างเอาข้าวมาทำขนมจีนนี่ ข้าวที่ได้จากการปลูกโดยใช้เคมีจะแข็ง เวลาเอาทำขนมจีนแทบไ่ม่ได้ มันจะร่วนและก็บูดง่าย" คุณป้าเสริม


ตอนนี้ คุณป้าสำเนียง ได้เปิดศูนย์พ่อสร้าง ลูกสาน โพธาราม มูลนิธิกษิกรรมธรรมชาติ เปิดอบรมให้ชาวบ้านมาเรียนรู้ โดยนอกจากจะไม่คิดค่าใช้จ่ายแล้ว ยังให้ที่พัก อาหารฟรีด้วย โดยเปิดสอน 2 หลักสูตร คือหลักสูตรการเกษตรอินทรีย์ทั่วไป เช่นสอนนาข้าวปลอดสารพิษ วิธีทำจุลินทรีย์ ปุ๋ยหมัก ยาฆ่าแมลงธรรมจากธรรมชาติ ไม่ก่อให้เกิดสารพิษตกค้าง และหลักสูตรต้นกล้าอาชีพ ซึ่งจะสอนเฉพาะคนว่างงาน-ไม่มีิเงินเดือน


สุดท้าย คุณป้าฝากไว้ว่า "อยากให้เกษตรกรทุกคนที่ทำนา หันมาใช้วิถีอินทรีย์ ใช้ปุ๋ยหมักธรรมชาติ เพราะปลอดภัยและได้ผลดี เป็นเกษตรกรรมแบบยั่งยืน"


"ตอนนี้ชีวิตดีขึ้น ก่อนนี้ชีวิตป้าย้ำแย่ ชีวิตป้ายิ่งกว่าละครอีก ล้มหลายครั้ง รุ่งก็หลายครั้ง

หลงทาง ไปทำอะไรที่เราทำไม่เป็น เพราะเราไม่รู้ เชื่อเขาบอกว่าทำอย่างนั้นอย่างนี้แล้วจะรวย ก็ทำไปทั้งๆที่เราไม่มีความรู้จริง

เราต้องกลับมาดูตัวเราเองว่ามีความรู้ แก้ปัญหากับสิ่งที่เราทำให้เป็น ศึกษาเรียนรู้ทำอะไรที่เรารู้ เราจะได้แก้ปัญหาเป็น อย่าเอาแต่ฟังจากเขาพูด อย่างป้าเองปัจจุบัน ในที่สุดมีชีวิตที่ดีกลับมาได้ก็เพราะอาชีพทำนาที่เราทำมาตั้งแต่เด็ก" คุณป้าพูดด้วยใบหน้าอมยิ้มด้วยความภูมิใจ


ทางกรีนพีซมีโครงการสนับสนุนข้าวไทยปลอดภัยสารพิษ ต่อต้านข้าว GMO ดูรายละเีอียดเพิ่มเติมได้ที่นี้นะคะ



Rin