ในขณะที่การเจรจาด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในกรุงเทพฯ กะโผลกกะเผลกมาถึงจุดสิ้นสุดในวันที่ 9 ตุลาคม 2552 กรีนพีซขอเรียกร้องให้ผู้นำของประเทศที่ร่ำรวยตัดสินใจเกี่ยวกับนโยบายทางการเมือง เพื่อปกป้องสภาพภูมิอากาศ

การเจรจาในครั้งนี้คืบหน้าจากเนื้อหาของตัวบทที่ใช้เจรจา แต่ปราศจากการเจรจาเกี่ยวกับการลดการปล่อยก๊า่ซเรือนกระจก และเกี่ยวกับการให้เงินสนับสนุนแก่ประเทศที่กำลังพัฒนา โดยประเทศที่พัฒนาแล้วได้ให้สัญญาใน 2 สิ่งนี้ไว้ การขาดเป้าหมายเช่นนี้จะไม่ทำให้เกิดข้อตกลงอันแข็งแกร่งสำหรับสภาพภูมิอากาศ ณ กรุงโคเปนเฮเกน

สิ่งที่ผู้คนให้ความสนใจมากเป็นพิเศษ คือ นโยบายของประธานาธิบดีโอบามาที่จะลดการปล่อยก๊า่ซเรือนกระจกลงอย่างมาก ซึ่งโลกรอคอยสิ่งนี้มาหลายทศวรรษ

"สหรัฐอเมริกากำลังพยายามยัดเยียดข้อจำกัดในประเทศให้กับชุมชนนานาชาติ ซึ่งเป็นข้อจำกัดที่ขับเคลื่อนเป็นส่วนใหญ่โดยการล๊อบบี้ของอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิล สิ่งที่ควรใช้กำหนดผลลัพธ์จากการประชุมที่โคเปนเฮเกน คือ วิทยาศาสตร์ของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความต้องการของประเทศที่ล่อแหลมมากที่สุด ไม่ใช่การล๊อบบี้ของอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิลของสหรัฐอเมริกา และความต้องการของประัเทศที่ร่ำรวยมากที่สุด" มาติน ไกเซอร์ ที่ปรึกษาด้านนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กรีนพีซ สากล กล่าว

ถึงเวลาที่ประธานาธิบดีโอบามาก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านสภาพภูมิอากาศ ดังที่เขากล่าวไว้
เรียกร้องประธานาธิบดีโอบามาให้เห็นชอบข้อตกลงสภาพภูมิอากาศที่แข็งแกร่ง โลกรอไม่ได้แล้ว หายนะกำลังมาถึงทุกชีวิต

กรีนพีซเรียกร้องให้สหภาพยุโรปรับผิดชอบ

"ตัวแทนจากสหภาพยุโรปจำนวนมากเข้าร่วมประชุมที่กรุงเทพฯ แต่พวกเขาขาดเป้าหมายอันแข็งแกร่ง ขาดการเสนอเงินทุนสนับสนุน และ มีนโยบายที่ไม่สอดคล้องกันเกี่ยวกับผลลัพธ์ของการประชุมที่โคเปนเฮเกน สิ่งนี้สร้างความไม่ไว้วางใจมากขึ้นให้กับประเทศที่กำลังพัฒนา"

"สหภาพยุโรปจะประชุมเพื่อตัดสินใจ และเราคาดหวังให้ผู้นำ โดยเฉพาะบราวน์ นายกฯ อังกฤษ เมอร์เคล นายกฯ เยอรมนี และ ซาร์โคซี ประธานาธิบดีฝรั่งเศส คลี่คลายประเด็นเหล่านี้ โดยก้าวขึ้นเป็นผู้นำต่อจากนอร์เวย์"

"ในท้ายที่สุดเราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงวิทยาศาสตร์ได้ ดังนั้นเราต้องเปลี่ยนแปลงการเมือง และนั่นหมายถึงการเป็นผู้นำที่แข็งแกร่ง ณ บัดนี้ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่อันตรายไม่เคยรอคอยใคร"

กรีนพีซเรียกร้องข้อตกลงที่เป็นธรรม มีผลบังคับตามกฎหมาย และมีเป้าหมายสูง โดย

* ประเทศที่พัฒนาแล้วลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างน้อย 40% ต่ำกว่าระดับ 2533 ภายในพ.ศ. 2563
* การหยุดการทำลายป่าเขตร้อนภายในพ.ศ. 2563
* ประเทศอุตสาหกรรมให้เงินทุนอย่างน้ิอย 140 พันล้านเหรียญ (4.7 ล้านล้านบาท) ต่อปี สำหรับการปรับตัว บรรเทา และ ปกป้องป่า ในประเทศที่กำลังพัฒนา

ลงมือทำ ทันที
เรียกร้องประธานาธิบดีโอบามาให้เห็นชอบข้อตกลงสภาพภูมิอากาศที่แข็งแกร่ง โลกรอไม่ได้แล้ว หายนะกำลังมาถึงทุกชีวิต