ในแต่ละปีคนไทยจ่ายค่าไฟฟ้ารวมกัน 3 แสนล้านบาทต่อปี และคนที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ ต้องจ่ายค่าจ้างให้กับการเก็บขยะในกรุงเทพฯ ประมาณวันละ 10 ล้านบาท สิ่งเหล่านี้คือค่าใช้จ่ายที่ส่อสัญญาณให้คนไทยต้องหันมาหัวใสใช้พลังงานและทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้มากขึ้นกว่าเดิม เพื่อลดค่าใช้จ่ายที่ส่งผลกระทบต่อกระเป๋าของตนเองในแต่ละเดือนและภาระหนี้สินของชาติในอนาคต อีกทั้งเพื่อยับยั้งการก่อสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่เพิ่มมากขึ้นตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า 2010 ในการมุ่งสนองตอบความต้องการเผาผลาญพลังงานอย่างไม่มีวันสิ้นสุด

ค่ายเยาวชนยุคพลังงานสะอาดที่เกิดขึ้น จึงเปิดโอกาสและความคิดให้พวกเขาทบทวนถึงความสำคัญของการหัวใสใช้พลังงาน การใช้พลังงานอย่างไร้ประสิทธิภาพในภาคอุตสาหกรรมและครัวเรือนจึงมิได้เกิดขึ้นจากผู้ใหญ่เพียงกลุ่มเดียว กระแสของเยาวชนคนรุ่นหลังผู้เป็นเจ้าของทรัพยากรในอนาคตมีแนวโน้มพฤติกรรมในทำนองเดียวกัน เนื่องจากแรงกระตุ้นและมาตรการที่จริงจังเพื่อให้ทุกคนหัวใสใช้พลังงานในประเทศไทยยังไม่เข้มข้นเท่าที่ควร ศุภกิจ  นันทะวรการ มูลนิธินโยบายสุขภาวะ สะท้อนความจริงว่า “ในปี 2552 ประเทศไทยนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศทะลุเป้า 1 ล้านล้านบาทต่อปี เทียบเท่ากับรายได้จากการส่งออกข้าวทั้งปีนั้นเราสามารถใช้จ่ายเพื่อนำเข้าพลังงานได้เพียงแค่หนึ่งอาทิตย์ คนไทยไม่สามารถหลุดพ้น จากความยากจนได้หากไม่ตระหนักถึงความสำคัญของการหัวใสใช้พลังงาน”

การรู้จัก พ กับพลังงาน พ เพียงจึงเป็นการลงมือทำจริงเพื่อลด ละ เลิก การใช้พลังงานที่ไม่จำเป็นลง ตะวันธรรม ข่าทิพย์พาที สถานธรรมสันติอโศก กล่าวเสริมว่า “ประโยชน์สูง ประหยัดสุด ทำให้เยาวชนต้องไตร่ตรองและมีสติทุกครั้งที่ใช้พลังงาน หัวใสใช้พลังงานลดการทำลายสิ่งแวดล้อม แต่กลับเพิ่มความอบอุ่นในครอบครัว เนื่องจากคนในครอบครัวสามารถอาศัยอยู่ในแหล่งทำกินเดิม ไม่ต้องอพยพหรือเปลี่ยนวิถีชีวิตดั้งเดิม”

ขณะเดียวกันการเปิดพื้นที่การสื่อสารให้เยาวชนได้รณรงค์การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพผ่านช่องทางสื่อในพื้นที่และส่วนกลาง เพื่อให้แนวคิดและสภาพปัญหาถูกสะท้อนออกมาอย่างชัดเจนและเฉียบคม แน่นอนว่าย่อมเกิดประโยชน์ต่อการผลักดันประเด็นพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ  ราเมศ เชื้อเมืองพาน โปรดิวเซอร์และดีเจ สถานีวิทยุ FM.105 กล่าวทิ้งท้าย