โครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จำนวน 5 โรงตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (พีดีพี 2010) กำลังเริ่มทะยอยออกสู่สายตาผู้ชมมากขึ้นผ่านการโฆษณาบนสื่อของหน่วยงานด้านพลังงาน เป็นที่ทราบกันดีว่า ความต้องการของรัฐบาลในเวลานี้คือ ความไว้วางใจจากประชาชนเพื่อยุติการคัดค้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในพื้นที่ที่ได้มีการสำรวจทั้งหมด 17 พื้นที่และเหลือเพียง 5 พื้นที่สุดท้ายซึ่งขณะนี้กำลังเร่งจะประกาศพื้นที่ที่เหมาะสมให้เหลือเพียง 2 จังหวัด เพื่อไม่ให้เกิดความล่าช้าในการดำเนินการตามแผนการจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบ กลยุทธ์ในการใช้สื่อโฆษณาจึงเป็นเครื่องมือชวนเชื่อผู้ใช้ไฟฟ้าทุกคนให้เริ่มชินกับสิ่งแปลกปลอมจากการพัฒนาของรัฐที่กำลังคืบคลานเข้ามาและยอมรับสรรพคุณตามที่อ้างในที่สุด

นอกจากการคัดเลือกพื้นที่และการสร้างความรู้ ความเข้าใจและการมีส่วนร่วมของประชาชนในการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แล้ว แผนงานเชิงรุกในปีหน้าที่เรียกกันว่า “ระยะที่ 2” นั้นจะเกิดขึ้นหลังจากการประกาศพื้นที่ที่มีศักยภาพในการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ โดยรัฐบาลจะต้องจัดตั้งหน่วยงานกำกับดูแลอย่างเต็มรูปแบบ ร่างกฎหมายและพันธกรณีระหว่างประเทศเพื่อให้มีผลบังคับใช้และการเตรียมการเปิดประมูล ในการศึกษาความเป็นไปได้ในแง่กฎหมายสำหรับประเทศไทยในการดำเนินโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์กำลังอยู่ในขั้นตอนการศึกษาวิจัย ภายใต้สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว) ซึ่งได้มีการนำเสนอผลการศึกษาเบื้องต้นเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา ภายใต้สองประเด็นหลักที่คนไทยต้องติดตาม คือ แนวทางการจัดตั้งองค์กรความปลอดภัยนิวเคลียร์แห่งชาติของประเทศไทย และปัญหาในการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและการประเมินผลกระทบทางสุขภาพ 

ธรรมนิตย์ สุมันตกุล กรรมการร่างกฎหมายประจำสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา หนึ่งในผู้ทรงคุณวุฒิวิจารณ์งานวิจัยครั้งนี้ว่า “รูปแบบขององค์กรขึ้นอยู่กับนโยบาย แต่สิ่งสำคัญยิ่งคือ องค์กรที่มีอิสระซึ่งหน่วยงานอิสระต้องใช้เวลาและตอนนี้ไม่มีหน่วยงานใดเป็นอิสระจากรัฐเลย การเป็นอิสระจากรัฐคือไม่เกี่ยวกับการเมือง มิใช่การที่นายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีมานั่งเป็นประธาน ซึ่งตอนนี้กฎกระทรวงหลายฉบับมีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง กฎหมายจึงต้องการการมีส่วนร่วมจากภาคประชาชน” เสียงสะท้อนของนักกฎหมายที่ทำให้ผู้ร่างกฎหมายต้องกลับไปทบทวนอย่างจริงจังว่าทำไมร่างรูปแบบขององค์กรความปลอดภัยนิวเคลียร์แห่งชาติของประเทศไทยจึงขาดอำนาจการตรวจสอบจากภาคประชาชนในฐานะผู้ใช้ไฟฟ้าและผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์โดยตรง โครงสร้างขององค์กรที่มีการนำเสนอยังคงผูกขาดการให้อำนาจกับหน่วยงานด้านพลังงานเหมือนเดิม แล้วปัญหาในการจัดการพลังงานของประเทศไทยจะได้รับการไขก๊อกภายใต้การผูกขาดและการคอรัปชั่นในระดับนโยบายได้อย่างไร   

มาตรฐานในการประเมินผลกระทบทางด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมคืออีกประเด็นที่ต้องตระหนัก ไพศาล ลิ้มสถิตย์ นักวิจัยโครงการฯ สะท้อนว่า “หลักเกณฑ์ ระเบียบวิธีการของการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของนิวเคลียร์นั้นต้องเป็นการเฉพาะ ประกาศของกระทรวงทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมไม่เพียงพอ เนื่องจากการมีส่วนร่วมของประชาชนยังไม่ถูกตอบสนอง และสำนักนโยบายและแผนฯ ไม่บังคับให้ต้องเปิดเผยร่างรายงานให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียและประชาชนทราบ เพียงแต่ระบุในแบบฟอร์มให้เปิดเผยหากมีการเรียกร้อง การประเมินฯ จึงต้องบอกทั้งข้อดีและข้อเสีย การบอกข้อดีเพียงอย่างเดียวคือการโฆษณา และที่สำคัญจะต้องประเมินในระดับยุทธศาสตร์ที่เรียกว่าเอสอีเอ (SEA Strategy Environmental Development) ซึ่งขณะนี้อีไอเอและเอชไอเอที่ใช้ในประเทศไทยยังก้าวไปไม่ถึง”

ความเข้มข้นในการสะท้อนความเห็นในวันนั้นได้รับการยืนยันอีกครั้งจาก อัยการดร.ชัชชม  อรรฆภิญญ์ สำนักงานอัยการสูงสุดว่า “การทำวิจัยดังกล่าว จะต้องมองทะลุถึงผู้เชี่ยวชาญด้านนิวเคลียร์ในประเทศไทยที่มีอยู่และจะเข้ามาทำงานตรงนี้ได้อย่างไร และตอนนี้ประเทศไทยยังไม่มีการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน (Public Hearing) มีเพียงการประกาศให้ประชาชนทราบ (Public Announcement) รวมทั้งจะแก้ปัญหาความน่าเชื่อถือและการรักษาความเป็นธรรมของโครงการกับผู้เป็นเจ้าของโครงการในฐานะผู้ได้รับประโยชน์ได้อย่างไร” ดูเหมือนว่าการบ้านในวันนั้นของผู้ทำวิจัยจะหนักขึ้น เมื่อผู้ทรงคุณวฒิท่านหนึ่งให้ความเห็นปิดท้ายว่า ประเทศไทยควรมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ แต่ไม่ควรมีคนไทย นั่นหมายความว่า ประเทศไทยกำลังมีปัญหาที่มาตรฐานของคนที่มากำกับดูแลมิใช่ปัญหาด้านเทคโนโลยีที่กำลังถูกโยนความผิดให้ การทำวิจัยด้านกฎหมายในการดำเนินการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ครั้งนี้จึงต้องกลับไปตามหาบางสิ่งที่หายไปและขาดไม่ได้นั่นคือ การล้มล้างระบบการผูกขาดการจัดการไฟฟ้าของประเทศไทยและการลงพื้นที่ของผู้ทำวิจัยที่ต้องวิเคราะห์เชื่อมโยงความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างและอำนาจที่กำลังสูบกำไรจากรายได้ค่าพลังงานผ่านชาวบ้านและคนไทยทุกคน เพื่อให้เราเข้าใจตรงกันว่า โครงการการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มีอะไรมากกว่าที่เห็นในโฆษณา