15 มีนาคม 2554 กรีนพีซเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ผนึกกำลังร่วมกับเครือข่ายประชาชนใน 7 จังหวัด คือ อุบลราชธานี นครสวรรค์ ตราด ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช ประกาศคัดค้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในประเทศไทย และขอให้รัฐบาลยกเลิกโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จำนวน 5 โรงตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า PDP 2010 และหันมาสนับสนุนพลังงานที่ปลอดภัยและมั่นคงกับชีวิตของคนไทย

กรีนพีซและเครือข่ายประชาชนขอแสดงความเสียใจต่อการสูญเสียจากการเกิดแผ่นดินไหว สึนามิและการระเบิดของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่เกิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเสียสละของคนงาน เจ้าหน้าที่และทหารที่ต้องใช้ความพยายามอย่างหนักในการแก้ปัญหาเหตุขัดข้องและผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการรั่วไหลของกัมมันตรังสี  ผู้เชี่ยวชาญด้านนิวเคลียร์ของญี่ปุ่นให้ความเห็นว่า ในสถานการณ์ดังกล่าวการเกิดการรั่วไหลของกัมมันตรังสีสามารถเกิดขั้นได้กับทุกเทคโนโลยี ซึ่งการทำงานของเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์จะมีระบบสำรองเพื่อให้การทำงานของเครื่องสามารถดำเนินการได้ตามปกติเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้น แต่กรณีดังกล่าวนี้ระบบสำรองสามารถทำงานในช่วงขณะหนึ่งเท่านั้นและหยุดทำงานในที่สุด

วิฑูรย์ เพิ่มพงศ์ษาเจริญ เครือข่ายพลังงานเพื่อนิเวศวิทยาแม่น้ำโขง กล่าวว่า “การระเบิดของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ จะมีกัมมันตรังสีชนิดที่ชื่อว่า ซีเซียม-137 ซึ่งเป็นรังสีตัวเดียวกับที่รั่วไหลเมื่อเกิดเหตุที่เชอร์โนบิล รังสีดังกล่าวยังคงมีอยู่ที่เชอร์โนบิลจนถึงทุกวันนี้และส่งผลกระทบต่อกระดูกและภูมิคุ้มกันของร่างกาย ในขณะที่รังสีไอโอดีน-131 จะทำให้เกิดมะเร็งต่อมไทรอยด์ ซึ่งรัฐบาลญี่ปุ่นแจกไอโอดีนให้ผู้อาศัยในบริเวณใกล้โรงไฟฟ้ารับประทานนั้น เพื่อให้ร่างกายมีไอโอดีนเยอะมากพอที่ร่างกายจะไม่สามารถรับได้เฉพาะรังสีไอโอดีน-131 เท่านั้น ดังนั้นการรั่วไหลของกัมมันตรังสีจึงยังคงส่งผลกระทบต่อร่างกายได้”

ระหว่างที่เกิดเหตุการณ์การระเบิดของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ญี่ปุ่น รัฐบาลและชาวเยอรมนีกำลังถกเถียงกันอย่างหนักเกี่ยวกับการจัดการพลังงานของประเทศ ในที่สุดรัฐบาลเยอรมันประกาศต่อสาธารณชนว่า รัฐบาลเยอรมันจะปฏิวัติพลังงาน โดยประกาศปิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จำนวน 7 โรงที่เก่าที่สุดเทียบจากทั้งหมด 17 โรงที่มีอยู่ภายในสามเดือนนี้ Jost Pachaly ผู้อำนวยการมูลนิธิไฮนริค เบิลล์ ซึ่งเป็นชาวเยอรมัน กล่าวว่า “การจัดการกากนิวเคลียร์ ยังคงมีปัญหามาโดยตลอด ไม่มีประเทศใดในโลกนี้ที่มีการกักเก็บกากนิวเคลียร์ที่ปลอดภัย ในประเทศเยอรมันมีการจัดเก็บกากกัมมันตรังสีดังกล่าวที่เหมืองเกลือชั้นใต้ดิน ส่งผลให้เกิดการรั่วไหลของกัมมันตรังสีสู่น้ำชั้นใต้ดินและยังคงไม่มีการจัดการที่ชัดเจน สิ่งเหล่านี้คือ ประสบการณ์ร่วมของคนทั้งโลกต่อนิวเคลียร์”

สดใส  สร่างโศก  หนึ่งในตัวแทนเครือข่ายคัดค้านโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จากอุบลราชธานี กล่าวว่า “ต้องย้อนถามกระทรวงพลังงาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยว่า ต้องการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เพื่อนายทุนกลุ่มใหน การประกาศว่าจะสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เพราะคนในพื้นที่ไม่คัดค้าน จึงไม่มีมาตรฐานที่จะดูแลรับผิดชอบคนในสังคมไทย รัฐบาลกำลังหยิบยื่นภัยพิบัติให้คนไทย การหาทางออกด้านพลังงานจึงไม่ใช่การโยนหินถามทาง แต่รัฐบาลต้องตัดสินใจหาทางออกเพื่อความมั่นคงด้านพลังงานและความปลอดภัยของประเทศ” ขณะเดียวกัน ธารา บัวคำศรี ผู้อำนวยการฝ่ายรณรงค์กรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยืนยันว่า “ ประเทศไทยกำลังมีปัญหาอย่างมากในเรื่องความโปร่งใสในการวางแผนพลังงาน ทั้งในด้าน การคาดการการใช้พลังงานไฟฟ้าในอนาคตเพื่อใช้ในการวางแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ การผูกขาดของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านพลังงาน ซึ่งสิ่งสำคัญเร่งด่วนที่สังคมไทยต้องทำคือ การปฏิวัติพลังงาน เพื่อให้เกิดการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพโดยเฉพาะการกระจายศูนย์พลังงาน และการอัดฉีดงบประมาณสนับสนุนเพื่อเพิ่มศักยภาพของพลังงานหมุนเวียนให้เต็มที่แทนที่การลงทุนก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์”

การเรียนรู้จากการสูญเสียครั้งใหญ่ของทุกคนในครั้งนี้ จึงเป็นสิ่งที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านพลังงานของไทยต้องหันมาทบทวนบทบาทของตัวเองในฐานะข้าราชการและนักการเมืองที่ต้องมีวิสัยทัศน์ด้านพลังงานที่จะต้องขับเคลื่อนการจัดการด้านพลังงานเพื่อความมั่นคงทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมเช่นกัน