“คนเจ็ดล้านคน ไม่มีอะไรที่ทำให้พวกเขาลืมเชอร์โนบิลได้” โคฟี อันนัน อดีตเลขาธิการสหประชาชาติ

 

โดย จริยา เสนพงศ์
ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

หมู่บ้าน รู้ดย่า เซอเรเว็ตสก้า ที่ปนเปื้อนสารกัมมันตรังสี
รู้ดย่า เซอเรเว็ตสก้า ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่แทบถูกทิ้งร้าง ตั้งอยู่ใกล้โซนที่หนึ่ง (Zone One) ที่ถูกปนเปื้อนมากที่สุด และยังเป็นพื้นที่ที่ได้รับมลพิษจากหายนะเชอร์โนบิลอย่างรุนแรง ประชาชนไม่ได้รับอนุญาตให้ย้ายเข้าไปยังพื้นที่เหล่านี้ พวกเขาทำได้เพียงออกไปเท่านั้น หมู่บ้านหลายแห่งกำลังถูกทิ้งร้างอย่างช้าๆ และกำลังเสื่อมสลายไปอย่างช้าๆ
1 มีนาคม 2554 © โรเบิร์ท นอธ / กรีนพีซ

จากเมืองเล็กที่ชื่อเชอร์โนบิล กลายเป็นเมืองประวัติศาสตร์ที่ถูกบันทึกความหายนะด้านการจัดการพลังงานนิวเคลียร์ซึ่งครบรอบ 25 ปีในเดือนเมษายนนี้ จวบจนถึงปัจจุบันเมืองร้างดังกล่าวยังคงปกคลุมด้วยความเสี่ยงจากมหันตภัยการแพร่กระจายของกัมมันตภาพรังสีแทนที่ความมีชีวิตชีวาของเมืองและผู้คน บทเรียนจากการระเบิดของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิลจึงกลายเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกประเทศต้องคำนึงถึงมาตรการและมาตรฐานด้านความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด

ถึงแม้ว่าความต้องการด้านพลังงานนิวเคลียร์ในแถบยุโรปและอเมริกาจะสะดุด แต่กลับสวนทางกับกระแสความสนใจในการลิ้มลองรสชาติของพลังงานดังกล่าวในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาอย่างสิ้นเชิง และหนึ่งในนั้นคือประเทศไทย รัฐบาลและหน่วยงานด้านพลังงานกำลังผลักดันให้เกิดการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขึ้นอีกครั้ง อ้างอิงเหตุผลความมั่นคงด้านพลังงานและความสามารถในการแข่งขันกับประเทศอื่นในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะประเทศเวียดนามที่กำลังอยู่ในระหว่างการหาพื้นที่ที่เหมาะสมในการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์  อย่างไรก็ตาม ก่อนที่รัฐบาลใหม่จะเข้ามาจะตัดสินใจว่าประเทศไทยต้องสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์หรือไม่ “การปฎิวัติพลังงาน” คือสิ่งที่ภาครัฐต้องทำให้เกิดความโปร่งใสและความเป็นธรรมด้านการจัดการพลังงานเพื่อให้เกิดความมั่นคงด้านพลังงานอย่างแท้จริงก่อน จากนั้นคนไทยทุกคนจึงตัดสินใจร่วมกันว่าประเทศไทยจำเป็นต้องสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์หรือไม่

สิ่งแรกที่ต้องทำความเข้าใจให้ตรงกันทั้งในระดับนโยบายและภาคปฎิบัตินั่นคือ การให้ความหมายของคำว่า ความมั่นคงด้านพลังงาน รัฐบาลและหน่วยงานด้านพลังงานจะต้องพิจารณาให้ครอบคลุมทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม

ประการแรก ความสัมพันธ์ด้านพลังงานและอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจจะทำให้ธุรกิจภาคไหนเติบโตและใครคือคนที่ได้รับผลประโยชน์อย่างแท้จริง ความสามารถในการผลิตกระแสไฟฟ้าของโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ตอบสนองอุตสาหกรรมหลักเชิงเกษตร ประมงและการท่องเที่ยวของคนไทยมากน้อยเพียงใดหากศึกษาเปรียบเทียบกับต้นทุนทางสังคมที่ต้องสูญเสีย รายได้จากการประกอบอาชีพเพื่อเลี้ยงดูครอบครัวและเป็นเสาหลักของเศรษฐกิจและปากท้องของคนไทยจะต้องเปลี่ยนขั้วสู่การเป็นแรงงานตามค่าจ้างขั้นต่ำในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ รวมทั้งโครงการขนาดใหญ่ดังกล่าวทำให้สัดส่วนความยากจนในพื้นที่ต่างจังหวัดสูงกว่าความร่ำรวยของกลุ่มนายทุนและอุตสาหกรรมมากน้อยเพียงใด

การขาดแคลนข้อบังคับในระดับนโยบายอย่างเช่นกฎหมายพลังงานหมุนเวียนที่จะเข้ามาสนับสนุนให้เกิดการผลิตและขายพลังงานหมุนเวียนมากขึ้นในทุกภาคส่วน กลายเป็นคอขวด เมื่อการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยมีอำนาจแต่เพียงผู้เดียวที่จะกำหนดโควต้าการรับซื้อพลังงานหมุนเวียน (Feed in Tariff)  และการทุ่มทุนสนับสนุนการวิจัยเทคโนโลยีด้านพลังงานหมุนเวียนและการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพอย่างเต็มที่เพื่อหลุดพ้นข้อจำกัดและลดการนำเข้าพลังงานและเทคโนโลยีจากต่างประเทศอันเป็นข้อเรียกร้องของประชาชนมาโดยตลอด แต่กลับถูกเพิกเฉยมายาวนานเช่นกัน ข้อจำกัดด้านพลังงานหมุนเวียนกลายเป็นข้ออ้างที่ทำให้ประเทศไทยต้องเลือกโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ทั้งๆที่ยังไม่มีการวางแผนการจัดการพืชพลังงานอย่างเต็มที่เพื่อให้เกิดปริมาณ คุณภาพและการขนส่งวัตถุดิบดังกล่าวเพียงพอต่อการผลิตพลังงาน การส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีด้านพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม ทดแทนการนำเข้าเทคโนโลยีดังกล่าว ภายใต้การคำนึงถึงความเหมาะสมของกังหันลมต่อสภาพอากาศร้อนชื้นและกระแสลมที่ค่อนข้างต่ำเพื่อให้เกิดประโยชน์มากที่สุด

อุปสรรคทางด้านการอัดฉีดงบประมาณให้เกิดการพัฒนาด้านพลังงานหมุนเวียนในประเทศเป็นเพียงแค่เศษเงินเมื่อเทียบกับการลงทุนเพื่อให้เกิดการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์หลายแสนล้านบาท ทั้งๆที่งบประมาณดังกล่าวควรผันมาศึกษาและหาทางออกให้กับพลังงานของประเทศที่ตอบสนองความมั่นคงของคนในประเทศอย่างเต็มที่ก่อน  รวมทั้งมุมมองด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมต่อการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์กำลังก่อชนวนความขัดแย้งขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ จนทำให้ฯพณฯ นายกอภิสิทธิและขุนพลพรรคประชาธิปัตย์ต้องยอมยกเผือกร้อนให้กับรัฐบาลหน้าต่อการตัดสินใจที่จะดำเนินโครงการดังกล่าว ด้วยเหตุผลหลักคือ ไม่ต้องการให้เกิดความขัดแย้งในสังคมมากขึ้นและลดผลกระทบต่อฐานคะแนนเสียงการเลือกตั้งของพรรค

บทเรียนจากหายนะกว่าสองทศวรรษของโรงไฟฟ้าเชอร์โนบิลที่ยังคงอยู่จึงที่มิใช่เรื่องเก่า หากประเทศไทยยังขาดการทบทวนแผนพัฒนาพลังงานในผลกระทบด้านพลังงานเชิงยุทธศาสตร์ที่เรียกว่า Strategic Environmental Assessment (SEA) ทุกฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้องด้านพลังงานต้องเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการวางแผนพลังงานทั้งหมดของประเทศมิใช่แค่การวางแผนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ในแต่ละครั้งและจำกัดเพียงแค่บางกลุ่มผลประโยชน์ แต่หมายรวมถึงผู้บริโภค ผู้ผลิตทั้งภาคประชาชน เอกชนและรัฐ นักปฎิบัติและนักวิชาการหลากหลายแขนงที่จะต้องเข้ามาร่วมกำหนดทิศทางด้านพลังงานร่วมกัน เพื่อลดความรุนแรงเชิงโครงสร้างด้านพลังงานที่กำลังคืบคลานเข้ามาคุกคามสิทธิมนุษยชนและความมั่นคงด้านพลังงานอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งอาจจะขยายตัวสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงขึ้น หากโครงสร้างการจัดการด้านพลังงานของรัฐยังปิดกั้นและผูกขาดการเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการพลังงานของภาคส่วนอื่นที่เกี่ยวข้อง

ข้ออ้างของเชอร์โนบิลอันเกิดมาจากความผิดพลาดของคนหรือที่เราเรียกว่า Human Error ซึ่งเป็นผู้ปฎิบัติงานในโรงไฟฟ้า ณ ช่วงเวลาดังกล่าวยังทำให้เกิดการสูญเสียครั้งใหญ่ของโลก หากแต่ประเทศไทย “ความผิดพลาดของคน” เกิดขึ้นก่อนที่จะเดินเครื่องโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เสียอีก ทั้งการทับซ้อนผลประโยชน์ของหน่วยงานด้านพลังงานสอดคล้องกับการเปิดเผยผ่านรายงานของวุฒิสภา เรื่อง “ธรรมาภิบาลในระบบพลังงานของประเทศ” และการไหลเวียนผลประโยชน์ดังกล่าวสู่กลุ่มนายทุน นักวิชาการขายตัว และภาครัฐส่วนท้องถิ่นอย่างเห็นได้ชัดในพื้นที่ที่โครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์กำลังจะเกิดขึ้น เพื่อให้คนในพื้นที่เห็นด้วยและยอมรับทั้งๆ ที่ยังขาดความรู้และความจริงในการร่วมกันตัดสินใจด้านพลังงาน และสิ่งเหล่านี้คือ หายนะจากความผิดพลาดของคนอย่างแท้จริง

หายนะที่เกิดขึ้นจากการระเบิดของโรงไฟฟ้าเชอร์โนบิลกลายเป็นอดีตมาตลอด เมื่อภาครัฐเพิกเฉยต่อสถานการณ์และความเสียหายที่เกิดขึ้นเนื่องจากเป็นเรื่องเก่าในอดีตที่รัฐมีการรับรองและยืนยันเสมอมาว่าจะไม่มีเหตุการณ์การระเบิดของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เกิดขึ้นอย่างแน่นอน เนื่องจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์

ก่อนการครบรอบ 25 ปีของการระเบิดของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิลเพียงเดือนกว่า เหตุการณ์การระเบิดของอาคารเตาปฏิกรณ์ที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในเมืองฟูกูชิมา ประเทศญี่ปุ่นอันเนื่องมาจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวและสึนามิ ความเสียหายที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ เปิดเผยความน่ากลัวกว่าประเด็นด้านความปลอดภัยจากการใช้พลังงานนิวเคลียร์ เมื่อมองย้อนกลับมาที่ประเทศไทย นั่นคือ การพยายามปกปิดข้อมูลของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องและการรายงานเท็จของบริษัทที่ดำเนินการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมา ความโปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้ของการจัดการพลังงานในประเทศ จึงสะท้อนบทเรียนสำคัญต่อสังคมไทยที่ต้องมีมาตรฐานตรงนี้อย่างเคร่งครัดเพื่อมุ่งสู่ความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศอย่างแท้จริง เนื่องจากข้อด้อยดังกล่าวจากการพัฒนาพลังงานและอุตสาหกรรมของรัฐที่ผ่านมายังคงมีหลักฐานให้สังคมเห็นคาตาทุกวัน มาตรฐานของคนที่ต้องไม่ด้อยกว่ามาตรฐานและความก้าวหน้าของเทคโนโลยี เพื่อป้องกันการเกิดขึ้นของหายนะจากยุคนิวเคลียร์ต่างหากที่จะนำมาซึ่งมาตรฐานและความไว้วางใจของคนไทยในการจัดการให้เกิดความมั่นคงด้านพลังงานร่วมกัน