โดย หน่วยศึกษาและเฝ้าระวังมลพิษทางน้ำ

หน่วยศึกษาและเฝ้าระวังมลพิษทางน้ำได้เดินทางไปจังหวัดอ่างทองเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เพื่อศึกษาสถานการณ์มลพิษทางน้ำและวิถีชีวิตชุมชนริมแม่น้ำเจ้าพระยาตอนบน แม้เป็นแม่น้ำเจ้าพระยาตอนบน แต่เราก็เห็นโรงงานอุตสาหกรรมเช่นเดียวกับทุกๆ ที่ แต่ก็ไม่หนาแน่นมากเช่นเดียวกับบริเวณแม่น้ำเจ้าพระยาตอนกลางและล่าง  

หน่วยศึกษาและเฝ้าระวังมลพิษทางน้ำได้เก็บตัวอย่างน้ำทิ้งจากโรงงานขนาดใหญ่แห่งหนึ่งซึ่งผลิตเส้นใยสังเคราะห์เรยอนเพื่อตรวจหาสารเคมีปนเปื้อนในน้ำทิ้งที่ถูกปล่อยออกมา โรงงานแห่งนี้ปล่อยน้ำสู่แม่น้ำมากกว่าวันละ 35,000 ลบ.ม. ซึ่งปริมาณน้ำที่ปล่อยมาจำนวนมากและแรงทำให้เกิดฟองสีขาวจำนวนมากลอยตัวบนผิวน้ำ ภาพดังกล่าวสร้างความสะเทือนใจให้กับผู้ที่มาพบเห็นและโดยเฉพาะชุมชนริมน้ำที่อยู่กับแม่น้ำมาตลอดชั่วชิวิต

ในอดีตจังหวัดอ่างทองมีความอุดมสมบูรณ์มาก น้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาสามารถใช้ในการอุปโภคบริโภคได้ ชาวบ้านมีอาชีพทำเกษตรเป็นส่วนใหญ่ รวมถึงการทำประมงและเลี้ยงปลา และในอดีตแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณเมืองอ่างทองมีความสวยงามมาก มีหาดทรายสวยงามบริเวณริมแม่น้ำ มีต้นไม้เขียวตลอดริมฝั่ง แต่การดูดทรายในแม่น้ำเจ้าพระยาได้ส่งผลให้ปัจจุบันไม่มีหากทรายริมน้ำดัง เช่นเดิม และการใช้สอยพื้นที่ก็เปลี่ยนไปจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม

หลังจากปี 2523 ชุมชนเริ่มขยายตัวขึ้น ขยะในพื้นที่ก็มากขึ้น เริ่มมีโรงงานเข้ามาตั้ง ต่อมาก็เริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงของคุณภาพน้ำเจ้าพระยาซึ่งมีคุณภาพน้ำแย่ลง การปล่อยน้ำเสียจากโรงงานต่างๆ ตลอดจนภาคเกษตรกรรมและตลาดสดก็ปล่อยของเสียลงแม่น้ำ ทำให้สภาพแม่น้ำเสื่อมโทรมจนไม่สามารถนำมาอุปโภคบริโภคได้เหมือนในอดีต ซึ่งผลค่อย ๆ สะสมเรื้อรังมา จนเห็นผลชัดเจนในปัจจุบัน ผลกระทบที่เห็นคือปลากระชังที่ชาวบ้านเลี้ยงโตช้า ผลผลิตลดลง (ปลาเป็นหมัน)

ปัจจุบันน้ำที่มาจากแม่น้ำเจ้าพระยาสามารถนำมาใช้ได้เพียงในภาคเกษตรกรรมอย่างเดียว ชาวบ้านส่วนใหญ่จะบอกว่าหากนำน้ำมาใช้อาบก็จะรู้สึกคัน แตกต่างจากเดิมมาก นอกจากนี้ การทำกระชังปลาในปัจจุบันจะได้รับผลกระทบในช่วงหน้าแล้งของทุกปี เนื่องจากเป็นช่วงที่กระแสน้ำนิ่ง ประกอบกับอากาศร้อน น้ำน้อย  เมื่อกระแสน้ำไม่ไหลเวียนประกอบกับการปล่อยน้ำเสียในปริมาณสูงจากโรงงาน น้ำเสียจากโรงงานจึงสามารถไหลมาที่กระชังปลาได้ บางครั้งส่งผลให้ปลาตายเป็นจำนวนมาก ทำให้เกิดความเสียหายหลายหมื่นบาทต่อกระชัง

คุณธนพัฒน์ ธินาค อายุ 45 ปี เจ้าของกระชังปลา

หลายปีที่ผ่านมาได้เกิดน้ำเน่าเสียในแม่น้ำเจ้าพระยาครั้งยิ่งใหญ่ตั้งแต่ อ.ป่าม่วงลงไป แม้จะไม่ถึงจังหวัด อ่างทอง แต่ไม่มีใครสามารถตรวจสอบได้ ว่าสาเหตุที่น้ำเน่าเสียเกิดจากที่ใด จึงก่อให้เกิดการรวมตัว และเรียกร้องมากขึ้น กลุ่มเครือข่ายอุตสาหกรรมรักษ์สิ่งแวดล้อมจึงถูกก่อตั้งขึ้นเมื่อประมาณ 2 ปี ที่ผ่านมา โดยมี คุณสุชิน   เจริญจิตร์ เป็นประธานเครือข่ายอุตสาหกรรมรักษ์สิ่งแวดล้อม และได้เป็นแกนนำสำคัญ เครือข่ายนี้เป็นเครือข่ายนำร่อง 4 จังหวัด 7 อำเภอ ลักษณะการทำงานคือ ประธานแต่ละอำเภอจะดูแลพื้นที่ของตนเองและมาประชุมสัญจร รับทราบปัญหาแต่ละอำเภอ รับทราบปัญหาทุกเรื่องทั้งเรื่องสิ่งแวดล้อม และปัญหาภาคอุตสาหกรรมซึ่งหากเรื่องใดที่ไม่ได้รับผิดชอบโดยตรง ทางเครือข่ายฯ ก็จะส่งเรื่องต่อให้กับผู้ที่รับผิดชอบ หรือส่งต่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

คุณสุชิน เจริญจิตร์ ประธานเครือข่ายอุตสาหกรรมรักษ์สิ่งแวดล้อม

นอกจากปัญหามลพิษทางน้ำแล้ว ปัญหากลิ่นเหม็นเป็นปัญหาที่ชาวบ้านริมน้ำเจ้าพระยาบริเวณจังหวัดอ่างทองกำลังเผชิญอยู่อย่างสาหัส คือโรงงานผลิตเส้นใยสังเคราะห์ได้ส่งกลิ่นเหม็นลักษณะกลิ่นซัลเฟอร์ที่ลอยมาตามกระแสลม ซึ่งมีกลิ่นฉุนแรง ฟุ้งกระจายในบริเวณกว้างไกล  นอกจากนี้ซัลเฟอร์ที่ปล่อยสู่บรรยากาศจำนวนมากได้ก่อให้เกิด “ฝนกรด” ชาวบ้านบริเวณนี้เล่าว่า หลังคาบ้านที่เป็นสังกะสีจะผุกร่อนเร็วกว่าปกติ ทำให้เสียค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมบ้านมากขึ้น และน้ำฝนไม่สามารถนำมาใช้ได้ เสื้อผ้าที่ตากไว้ก็มักจะมีฝุ่นดำมาเกาะติด

ผู้ติดตามดูแลปัญหามลพิษ และสิ่งแวดล้อมด้านต่างๆ ในพื้นได้ให้ความเห็นว่า ปัญหาปัจจุบันมาจากโรงงานใหญ่ๆ หลายแห่งที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำ  เช่น ไทยเรยอน ไทยคาร์บอนแบล็ค ฯลฯ  ซึ่งเป็นการปล่อยน้ำเสียตรงลงแม่น้ำเจ้าพระยาที่มีปริมาณสูงสุดในประเทศไทย  และยังมีปัญหาด้านกลิ่นเหม็นที่เกิดจากกระบวนการผลิต  แม้โรงงานจะมีระบบติดตามคุณภาพน้ำอัตโนมัติ COD Online และแม้น้ำที่ปล่อยออกมาจะได้มาตรฐานตามที่กฎหมายกำหนด แต่ปริมาณน้ำที่ปล่อยมีปริมาณมาก จึงมีผลทำให้แม่น้ำน้ำเจ้าพระยาเสื่อมโทรมลงอย่างรวดเร็ว 

จากการสอบถามความคิดเห็นของชาวบ้านและหน่วยงานท้องถิ่นพบว่าทุกคนอยากเห็นแม่น้ำเจ้าพระยาที่กลับมาสดใสเหมือนเดิม และอยากให้มีมาตรการป้องกันมลพิษหรือกฎหมายและการบังคับใช้ที่แข้มแข็ง ซึ่งหนึ่งมาตรการที่คนส่วนใหญ่ต่างเห็นด้วยคือ การผลักดันกฎหมายที่กำหนดให้โรงงานเปิดเผยข้อมูลสารเคมีที่ใช้และปลดปล่อยออกมาสู่สิ่งแวดล้อม ทั้งชนิดและปริมาณ ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างมาก จะช่วยให้ชาวบ้านมีความเชื่อมั่นและสบายใจมากขึ้น ความหวาดระแวงคลางแคลงใจก็จะลดลง จะช่วยให้บรรยากาศในชุมชนดีขึ้น เนื่องจากปัจจุบันชาวบ้านมองว่าทางโรงงาน อาจจะมีการให้เงินใต้โต๊ะ หรือติดสินบนแก่เจ้าหน้าที่ เนื่องจากปัญหาเรื้อรังมากว่า 10 ปี ปัญหาเรื่องกลิ่นและน้ำเสียก็ยังไม่หายไป

คุณสุวิทย์ นิยมมาก นักวิชาการสิ่งแวดล้อมชำนาญการ

แม้แม่น้ำเจ้าพระยาคงจะกลับมาดีเหมือนเดิมได้ยาก แต่หากจะช่วยให้บรรเทาลงน่าจะเป็นไปได้  โดยรัฐควรให้การสนับสนุน และทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันอย่างจริงจัง มิเช่นนั้นอนาคตอาจไม่มีน้ำใส ๆ ในแม่น้ำเจ้าพระยาให้เห็น