อุบัติเหตุเรือน้ำตาลล่มในแม่น้ำเจ้าพระยาได้เกิดขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับความเสียหายและการแก้ปัญหาแบบผักชีโรยหน้าแบบเดิม ย้อนกลับไปปี 2550 อุบัติเหตุเรือน้ำตาลล่มเช่นกันนี้ก็เคยเกิดขึ้นมาแล้ว อุบัติเหตุทั้งสองครั้งก่อให้เกิดความเสียหายคล้ายๆ กัน คือน้ำตาลจำนวนมากนับพันตันจมน้ำ จึงทำให้ปริมาณออกซิเจนลดลงและน้ำเน่าเสีย และเกิดมวลน้ำเสียปริมาณมหาศาลไหลตามสายน้ำ ส่งผลต่อปลาตามธรรมชาติและปลาเลี้ยงในกระชังที่อยู่ใต้จุดเกิดเหตุขาดออกซิเจนและตายในที่สุด เหตุการณ์ทั้งสองครั้งทำให้ปลาตายนับล้านตัว ประเมินความเสียหายได้ไม่ต่ำกว่า 20 ล้านบาท ซึ่งยังไม่รวมถึงสัตว์น้ำต่างๆ ตามธรรมชาติต่างๆ ซึ่งไม่สามารถประเมินค่าได้ โดยเฉพาะปลาพื้นถิ่นพันธุ์หายากหรือใกล้สูญพันธุ์

แม่น้ำเจ้าพระยาจุดที่เรือน้ำตาลล่มเกยตลิ่ง

© อัญชลี พิพัฒนวัฒนากุล/กรีนพีซ

     นับว่ายังโชคดี ที่อุบัติเหตุครั้งนี้เป็นเรือน้ำตาล ไม่ใช่เรือขนสารเคมี วัตถุอันตราย หรือขยะอันตราย หากเป็นเช่นนั้น ความเสียหายคงมากกว่านี้มหาศาลและยากที่จะทำความสะอาดฟื้นฟู  เรามักไม่ค่อยที่จะนำเหตุการณ์ปัญหามาเป็นบทเรียนเพื่อหาทางป้องกัน แม้แต่ที่จะมีมาตรการจัดการรับมือกับปัญหาที่ชัดเจน เกือบทุกครั้งประชาชนผู้รับผลกระทบจะต้องช่วยเหลือตัวเอง หาผู้รับผิดชอบไม่ได้ และลงเอยที่การนำภาษีประชาชนจ่ายความเสียหายแทนให้กับ “ผู้ก่อมลพิษ”

     หน่วยศึกษาและเฝ้าระวังมลพิษทางน้ำได้ลงไปติดตามปัญหา และพูดคุยกับผู้ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเฝ้าดูการแก้ปัญหาและภารกิจดูดน้ำตาล ทำตลิ่งและกู้เรือ อย่างไรก็ตาม เมื่อถามผู้ว่าฯ ว่าเรือนี้เป็นของบริษัทใด น้ำตาลจากบริษัทใด คำตอบที่ได้คือ “เส้นใหญ่” ซึ่งเป็นนัยว่าผู้รับผิดชอบคงเป็นประชาชนนี่เอง

 

ชาวบ้านบริเวณชุมชนคลองต้นไทรใต้สะพานสมเด็จพระเจ้าตากสินใช้สวิงตักปลาที่ลอยขึ้นมาตายเพื่อนำเป็นอาหาร

© อัญชลี พิพัฒนวัฒนากุล/กรีนพีซ

     สภาพแม่น้ำเจ้าพระยาในบริเวณจังหวัดอยุธยามีสีแดงขุ่น กระแสน้ำเชี่ยวกราด จากการสอบถามจากชุมชนบริเวณนั้น พบว่ามีการปล่อยน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาที่จังหวัดชัยนาท เพื่อให้น้ำสะอาดมาปรับน้ำที่มีค่าออกซิเจนต่ำให้มีออกซิเจนสูงขึ้น และให้ไหลไปสู่อ่าวไทยให้เร็วที่สุด นั่นก็หมายถึงมวลน้ำเสียมหาศาลจะไหลลงมาในบริเวณจังหวัดปทุมธานี นนทบุรี กรุงเทพมหานคร และสมุทรปราการ สร้างความเสียหายต่อปลาธรรมชาติและปลาในกระชังจำนวนมากมาย ชนิดพันธุ์ปลาหายากที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์เริ่มทยอยตายกันอย่างที่เห็นตามข่าว ปลากระเบนเจ้าพระยาหรือกระเบนน้ำจืด ลอยตัวเกยตื้นขึ้นมาตายถึง 4 ตัวในจังหวัดปทุมธานี และปลาลิ้นหมา ปลาเนื้ออ่อน ปลาอุก ปลาเค้าดำ ปลาตะเพียนทอง ปลาตะเพียน ทยอยลอยขึ้นมาตายเพิ่มขึ้นตลอดลำน้ำตั้งแต่อยุธยาจนถึงกรุงเทพมหานคร

แม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณสะพานสมเด็จพระเจ้าตากสินช่วงมวลน้ำเสียไหลผ่านมาถึง ส่งกลิ่นเหม็น

© อัญชลี พิพัฒนวัฒนากุล/กรีนพีซ

     ภาพความสวยงามของแม่น้ำหวนให้นึกถึงว่าเหตุใดจึงมีเรือสินค้าล่มบ่อยนัก จากการประมวลผลและสืบค้นข้อมูล มาตราการการควบคุมเรือสินค้า การตรวจสภาพเรือประจำปี และการจำกัดการเดินเรือในฤดูน้ำหลากยังไม่มีใครเคยนำประเด็นเหล่านี้มาประกอบการวางแผนรองรับการแก้ปัญหาเลย ส่วนใหญ่อาจจะเห็นว่าเรือล่มเป็นอุบัติเหตุ และบ้างก็ว่าเป็นพิบัติภัยตามธรรมชาติ จากปี 2550 จนถึงปี 2554 เหมือนหนังม้วนเดิมที่เคยเกิดขึ้น วิธีการจัดการปัญหาของภาครัฐยังคงเป็นการจัดการที่ปลายเหตุ ผลกระทบโดยตรงจึงต้องตกเป็นของชาวบ้าน สัตว์น้ำและสิ่งแวดล้อมเป็นผู้แบกรับทั้งสิ้น น่าเศร้านัก!

     ปัญหาเหล่านี้สามารถป้องกันได้ หากเรามีมาตรการป้องกันปัญหาที่ชัดเจน รวมถึงระบบเตือนภัย กรีนพีซเรียกร้องให้หน่วยราชการที่เกี่ยวข้องปฏิบัติดังนี้ 

1)  ติดตามปัญหาอย่างใกล้ชิด ดำเนินการฟื้นฟูแหล่งน้ำ ประเมินความเสียหายอย่างครบถ้วนรอบด้าน และเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนทราบ   

2)  ยึดหลักการ “ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย” โดยเปิดเผยบริษัทที่เกี่ยวข้องและดำเนินการฟ้องร้องค่าเสียหายอย่างถึงที่สุด ทั้งการชดเชยแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบ และการฟื้นฟูแหล่งน้ำ

3)  เร่งหามาตรการป้องกันมาบังคับใช้ อาทิ การควบคุมการขนสินค้าสินค้าที่สามารถส่งผลต่อคุณภาพน้ำและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะสารเคมีอันตราย น้ำมัน และอื่นๆ เช่น น้ำตาล

     หวังว่าเหตการณ์ครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้าย....