" อนาคตพลังงานชุมชนภาคใต้ : นโยบายและเครือข่ายความร่วมมือ "

งานมหกรรมพลังงานภาคใต้ ครั้งที่2 "พลังงานชุมชนภาคใต้ พอได้แหละ"

ณ มหาวิทยาลัยทักษิน วิทยาเขตพัทลุง 24-25 มิถุนายน 2554 

รศ.เกษม อัศวตรีรัตนกุล ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยทักษิณ

“จากการสำรวจเมื่อปลายปี 2552 ประเทศไทยสูญเสียงบประมาณเพื่อนำเข้าพลังงานจำนวน 1.16 ล้านบาท โดยมีความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้า 22,000 เมกะวัตต์ และใช้พลังงานหมุนเวียน 580 เมกะวัตต์ คิดเป็นร้อยละ 26 ของความต้องการไฟฟ้าทั้งหมดในภาคใต้  ถ้าทุกคนในภาคใต้ใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 5 ต่อปี ในอีก 20 ปีข้างหน้า จะมีความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 5,800 เมกะวัตต์ หากเราดึงศักยภาพของพลังงานหมุนเวียนทั้งภาคใต้ที่มีอยู่มาใช้อย่างครบถ้วน มีการวิเคราะห์ยุทธศาสตร์พลังงานภาคใต้ 14 จังหวัด มีการขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิวัติพลังงานด้วยกลไกเครือข่ายพลังงานของภาคใต้โดยเน้นกลไกประสานเครือข่าย ฐานข้อมูล และระบบการมีส่วนร่วม มีการสร้างเครือข่ายพลังงานหมุนเวียนของชุมชนภาคใต้ทั้งเครือข่ายอ่าวไทย เครือข่ายอันดามัน และเครือข่ายจังหวัดชายแดนใต้ภาคใต้แล้วล่ะก็ ภาคใต้สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนได้ร้อยละ 100 ”

นพ.วิพุธ พูลเจริญ  ผู้ทรงคุณวุฒิของสภาวิจัยแห่งชาติ

“ประเทศไทยต้องนำเสนอกระบวนทัศน์การเปลี่ยนนโยบายพลังงานแบบรวมศูนย์พลังงานจากส่วนกลางไปสู่การกระจายศูนย์พลังงานให้ภูมิภาคด้วยยุทธศาสตร์ความร่วมมือ ให้ท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วม ภายใต้กรอบทฤษฏีเศรษฐกิจพอเพียงกับพลังงานของภาคใต้ ที่นำความลงตัว ความั่นคง และความยั่งยืน ตั้งอยู่บนฐานความรู้และคุณธรรมเพื่อแก้ปัญหาผลกระทบทางด้านวัฒนธรรม วัตถุ สังคมและสิ่งแวดล้อม”

 

ซาการียา หมัดเลียด ผู้แทนชุมชนตำบลปริก อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา

 “ภาคใต้สร้างรายได้ให้ประเทศไทยมากกว่าร้อยละ 30 มีพื้นที่และความเหมาะสมในการพัฒนาพลังงานหมุนเวียน ทั้งพลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ ก๊าซชีวภาพและอื่น ๆ ผนวกกับความร่วมมือทั้งเครือข่ายภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน จาก 7 จังหวัดภาคใต้ ใน 42 ตำบล เช่น มาตรการการลดปริมาณขยะของเทศบาลตำบลปริกที่มีนโยบายลดขยะตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง ทำให้ขยะปริมาณ 10 ตันต่อวัน สามารถลดลงได้ 3 ตันต่อวันซึ่งส่วนนี้ได้ถูกนำไปใช้ผลิตก๊าซชีวภาพ ตัวผมเองไม่ได้ซื้อแก๊สหุงต้มมาใช้เป็นในบ้านเป็นเวลา 5 ปีแล้ว”

 

ศยามล ไกยูรวงศ์  ผู้จัดการโครงการเสริมสร้างจิตสำนึกนิเวศวิทยาจังหวัดตรัง

“ประเทศ ไทยจะปฏิรูปพลังงานได้ ต้องปฏิรูปประเทศไทย เปลี่ยนวิธีคิด จากเล็กไปหาใหญ่ เปลี่ยนจากชุมชนสู่ระดับนโยบาย ชุมชนควรตระหนักในสิทธิผู้บริโภคนอกเหนือจากความต้องการลดค่าใช้จ่ายรายเดือน ประชาชนมีสิทธิในการรับรู้โครงสร้างพลังงาน ศักยภาพชุมชนของตน และสามารถวิเคราะห์ทิศทางการใช้พลังงานของชุมชนได้เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคพลังงาน อีกทั้งผู้บริโภคสามารถเชื่อมโยงการบริหารจัดการวางแผนพัฒนาพลังงาน ตัวอย่างเช่น โครงการขยะจากชุมชนของจังหวัดตรัง ที่มีเครือข่ายร่วมจาก เกาะลิบง ต.บ่อหิน ต.วังเป้า ร่วมมือกันเพื่อทำงานร่วมกับอบต. เพื่อกำหนดทิศทางการจัดการขยะเพื่อขับเคลื่อนการปกป้องสังคม สิ่งแวดล้อม และสร้างรายได้ในท้องถิ่น”

ณัฐกิจ ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา กองประสานสื่อสารระบบผลิตและส่งไฟฟ้า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย

“ในอนาคตประชากรโลกจะเพิ่มเป็นกว่า 9 พันล้านคน ถ้าเรายังใช้พลังงานเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แบบนี้ แล้วเราจะอยู่อย่างไร การกระจายศูนย์พลังงานจึงเป็นกุญแจสำคัญเพื่อปลดแอกภาระพลังงานตามแนวทางพระราชดำรัสของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่กล่าวว่า “มองอะไรให้มองประโยชน์กว้างๆ ให้มองจากจุดเล็กๆ” ซึ่งไม่ยุ่งยาก และทำให้พิจารณารายละเอียดอย่างรอบคอบ และง่ายต่อระบบการจัดการบริหารพลังงานสู่ระบบพลังงานระบบใหญ่อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งไม่ได้คิดแค่ต้นทุนและผลกำไร (Cost Benefit) จากการผลิตไฟฟ้าเท่านั้น แต่คิดถึงต้นทุนด้านประสิทธิภาพพลังงานด้วย (Cost Efficiency)”

ดร.เดชรัต สุขกำเนิด  ผู้จัดการมูลนิธินโยบายสุขภาวะ

“โมเดลพลังงานของเยอรมนีที่ประกาศตัวอย่างชัดเจนว่าจะใช้พลังงานหมุนเวียนร้อยละ 80 ในอนาคต และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกร้อยละ 30 เปอร์เซ็นต์ รวมทั้งวางแผนกปลดระวางโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 17 โรงภายในปี ค.ศ. 2022 ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์พลังงานที่เกิดจากการตกผลึกทางความคิดจากประสบการณ์ปัญหาพลังงานนิวเคลียร์ที่ไม่ปลอดภัย ประกอบกับการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนโดยไม่ได้คิดเฉพาะต้นทุนพลังงานหมุนเวียนเท่านั้น แต่คำนวณว่าพลังงานหมุนเวียนจะสร้างรายรับเท่าไร การจ้างงานเท่าไร ลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเท่าไร ผมจึงอยากชวนคนไทยคิดโมเดลพลังงานหมุนเวียนสามารถเชื่อมกับชุมชนโดยเพิ่มคุณค่าลงไป (Value Add) เพื่อเพิ่มความสำคัญของพลังงานหมุนเวียนกับการเชื่อมโยงมิติด้านสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม เช่น เติมคุณค่าพลังงานหมุนเวียนภาคใต้กับภัยพิบัติโลกร้อนทางภาคใต้ ผูกเรื่องพลังงานหมุนเวียนกับการท่องเที่ยว เช่น เศรษฐกิจฐานชีวภาพ และเติมคุณค่าพลังงานหมุนเวียนกับค่าใช้จ่ายรายเดือนของประชาชน ทำให้นโยบายกับเครือข่ายพลังงานล้อไปกับความร่วมมือภาคประชาชน ทำให้ปรับเปลี่ยนมุมมองจาก “ส่งเสริมเพื่อขาย เป็นส่งเสริมเพื่อใช้” คือการส่งเสริมการออมเงินไว้ในมือให้มากที่สุด ไม่อยากให้คนไทยผลิตไฟฟ้าเพื่อขาย อยากให้ขายด้านความรู้และเทคโนโลยีมากกว่า เช่นคำว่า “Negawatt” หากใครสามารถลดการใช้พลังงานได้ ก็ควรส่งเสริมโดยการให้เครดิต”

ข้อมูลจากงานเสวนา “อนาคตพลังงานชุมชนภาคใต้: นโยบายและเครือข่ายความร่วมมือ