นโยบายการซื้อกระดาษของแมทเทลเข้มแข็งน้อยกว่าการจับมือทักทายแบบพลาสติกของเคน

บาร์ บี้ที่น่าสงสาร เธออยู่รอดกับเสื้อผ้าแสนห่วยมา 50 ปี การกุดหัวออกอย่างทันทีของเหล่าน้องชาย และ ความโกรธเคืองของนักสตรีนิยมทุกหนแห่ง ภายใต้รอยยิ้มแน่นิ่งนั้น มีความตั้งใจแน่วแน่ที่แกร่งกล้า ที่ผลักดันให้ตุ๊กตานี้ขึ้นสู่แนวหน้าของวัฒนธรรมร่วมสมัยของอเมริกา และทำให้เธอคงอยู่ที่นั่นมาหลายต่อหลายรุ่น มันเป็นหนึ่งในนิยายขั้นเทพ แต่ในขณะนี้ เธอเกี่ยวพันกับเรื่องอื้อฉาวที่เข้าเขย่า “บ้านแห่งความฝัน” ถึงรากฐานเลยทีเดียว

เมื่อวันอังคาร กรีนพีซเผยแพร่หลักฐานใหม่  ที่แสดงให้เห็นถึงวิธีที่แมทเทลใช้บรรจุของเล่นที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก โดยการทำลายป่าฝนเขตร้อน นักกิจกรรมที่แต่งตัวเป็นเคนและบาร์บี้  ได้ไปถึงลอส แอนเจอลีส เพื่อส่งข้อความอันชัดเจนกับพนักงานของแมทเทลว่า “ถึงเวลานำเอาการทำลายป่าออกไปจากธุรกิจของคุณตลอดกาล”
การตอบรับของพวกเขาน่ะหรือ
“มัน ไม่ได้เป็นแนวทางปฏิบัติโดยทั่วไปของธุรกิจที่จะกำหนดว่าผู้จัดหาสินค้าต้อง จัดหาวัสดุมาจาก แหล่งใด” อย่างไรก็ตาม พวกเขาตกลงที่จะยกเลิกบริษัท Asia Pulp and Paper ซึ่งเป็นผู้ทำลาย ป่าฝนเขตร้อนอันฉาวโฉ่ ออกจากห่วงโซ่อุปทานของพวกเขาชั่วคราวในขณะที่การสืบสวนดำเนินไป
นั่น เป็นความก้าวหน้า แต่พวกเขายังทำไม่สำเร็จ หากปราศจากนโยบายปกป้องป่าฝนเขตร้อน การสืบสวนนี้ก็จะไม่มีประสิทธิภาพ และปัญหานี้ก็ยังไม่สามารถแก้ไขได้ งานรณรงค์ของเราจะดำเนินต่อไป และเคนยังไม่ได้ตัวบาร์บี้กลับมา
เรา รู้ว่าพวกเขาทำได้ หลังจากเหตุการณ์อันน่าหวั่นกลัวของสีปนเปื้อนตะกั่วในของเล่นในปี 2550 แมทเทลได้บังคับใช้กฎระเบียบอันเข้มงวดกับผู้จัดหาสินค้า โดยกำหนดให้พวกเขาพิสูจน์ว่าโรงงานและโรงงานแปรรูปปราศจากสารเคมีอันตราย ร้ายแรง ไม่ถึงข้ามคืน บริษัทฯ ได้เข้าใจปัญหาที่ซับซ้อนและมีความท้าทายทางเทคนิคได้อย่างแจ่มชัด การณ์กลับเป็นว่าไม่มีอะไรสู้ภาพลักษณ์ด้านลบต่อสาธารณชน ที่ทำให้สิ่งที่เป็นไปไม่ได้นั้น เป็นไปได้ในทันทีทันใด

และ นั่นคือประเด็นที่เราต้องการสื่อ สำหรับแมทเทล การทำลายป่าฝนเขตร้อนที่มองไม่เห็นนั้น ไม่เป็นภัยคุกคามต่อยี่ห้อสินค้าของพวกเขา ตราบที่ยังคงมองไม่เห็นต่อไป การที่อุตสาหกรรมของเล่นย้ายฐานปฏิบัติการไปยังประเทศอื่น เท่ากับนำเอาผลกระทบที่อันตรายของธุรกิจให้บริษัทอื่น โดยหวังว่าระยะทางระหว่างคมเลื่อยและห้องเด็กเล่นนั้นจะห่างไกลพอที่จะทำให้ ไม่มีใครสังเกตเห็น ในขณะที่บริษัทในภาคอุตสาหกรรมอื่นๆ (เช่น เนสท์เล่  คราฟท์ และ ยูนิลีเวอร์) ได้ลงมือทำอย่างแท้จริงเพื่อกำจัดการทำลายป่าออกจากผลิตภัณฑ์ของพวกเขา แต่อุตสาหกรรมของเล่นกลับพึงพอใจที่จะไม่รับรู้อะไร

แน่นอน ว่าปัญหานี้อยู่ไกลตัว อินโดนีเซียไม่เคยมีคนดังเรียกร้องดังเช่นป่าอะเมซอน ไม่เคยมีสติงหรือโบโนเรียกร้องความสนใจให้กับชะตาของมัน แต่เรื่องราวก็มันค่อนข้างสดใหม่ การทำลายป่าฝนเขตร้อนส่วนใหญ่เริ่มขึ้นในยุคมืดของระบอบการปกครองของซูฮาร์ โตในทศวรรษ 1990 ในปัจจุบันอินโดนีเซียสูญเสียป่าราว 12,000 ตารางกิโลเมตรทุกๆ ปี ให้กับอุตสาหกรรมที่โลภมากที่กอบโกยทรัพย์สมบัติมหาศาลเพื่อนักธุรกิจที่มี อำนาจเพียงไม่กี่คน Asia Pulp and Paper ได้รีบร้อนที่จะปกป้องแมทเทล มีเพื่อนแบบนี้ จะมีไปทำไม

หาก ลองดูตัวเลขอย่างคร่าวๆ จะพบว่าอินโดนีเซียเป็นประเทศแนวหน้าในการต่อสู้กับภาวะโลกร้อน อินโดนีเซีย รองจากสหรัฐอเมริกาและจีน เป็นแหล่งปล่อยคาร์บอนที่มนุษย์สร้างขึ้นเป็นอันดับที่ 3 ของโลก ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการทำลายป่า การดึงน้ำออก การตัดทำลายและ การเผาป่าและป่าพรุที่อุดมไปด้วยคาร์บอน เพื่อปลูกป่าใหม่นั้น กำลังปล่อยคาร์บอนปริมาณมหาศาลขึ้นสู่อากาศ สิ่งนี้กำลังเร่งความรุนแรงของภาวะโลกร้อน เหมือนอย่างที่เหตุการณ์สภาพอากาศรุนแรงต่อเนื่องกำลังเกิดขึ้น ตั้งแต่เท็กซัสไปถึงแมสซาชูเซ็ทส์ ลืมเจ้าเสือไปก่อนสักแป๊ปนึง คิดถึงตัวเราเอง

และ แล้ว เด็กน้อยทั้งหลาย เราได้มาถึงแฮปปี้ เอ็นดิ้ง บริษัทต่างๆ อย่างเช่น Asia Pulp and Paper ก็เหมือนกับแมทเทล ที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว ถ้าลูกค้าของพวกเขาปฏิเสธที่จะซื้อกระดาษที่มาจากการทำลายป่าฝนเขตร้อน บริษัทเหล่านั้นก็จะหยุดผลิตมัน

อินโดนีเซีย มีพื้นที่ที่ถูกถางเป็นบริเวณกว้างขวางที่สามารถใช้เพื่อขยายการปลูกไม้ทำ กระดาษ อุตสาหกรรมกระดาษสามารถเติบโตได้ต่อไปในขณะที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของ เรา สิ่งเดียวที่อุตสาหกรรมนี้ต้องการก็คือสัญญาณอันชัดเจนจากแมทเมล และบริษัทอื่นๆ อย่างเช่นฮาสโบรและดีสนีย์ว่าพวกเขาจะไม่ยอมให้การทำลายป่าปนเปื้อนอยู่ใน ผลิตภัณฑ์ของพวกเขา หากปราศจากพันธะดังกล่าว เวลาของการเล่นก็จบลง