ภาพถ่ายดาวเทียมแสดงให้เห็นความเสียหายที่โรงไฟฟ้าฟูกูชิมา1 ในจังหวัดฟูกูชิมา หลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวและสึนามิเมื่อวันที่ 11มีนาคมที่ผ่านมา (© DigitalGlobe)

เรื่องราวต่างๆที่เกี่ยวข้องกับพลังงานนิวเคลียร์มักจะใช้เวลานานมากกว่าที่ความจริงจะถูกเปิดเผยออกมา และขณะนี้เป็นเวลา 6 เดือนแล้วหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวและสึนามิที่ญี่ปุ่นที่ทำให้เกิดความหายนะขึ้นที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมา ไดอิชิ ความจริงก็เริ่มที่จะปรากฎออกมา

รัฐบาลญี่ปุ่นและบริษัทโตเกียวอิเลคทริคเพาเวอร์ (TEPCO) ก็ยังไม่สามารถทำให้เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ที่โรงไฟฟ้าฟูกูชิมากลับมาทำงานได้ตามปกติ ซึ่งผลกระทบจากเหตุการณ์นี้ก็จะยาวนานเป็นศตวรรษเลยทีเดียว เพราะเมื่อเวลาผ่านไปนานมากขึ้น การปนเปื้อนกัมมันตรังสีเป็นเวลานานจากการแพร่กระจายเป็นบริเวณกว้างต้องใช้เวลาหลายศตวรรษในการสลายตัว อีกทั้งทำให้เกิดปํญหาด้านสุขภาพและความเสี่ยงในการปนเปื้อนกัมมันตรังสีในห่วงโซ่อาหาร และพื้นที่เป็นบริเวณกว้างรอบโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ยังคงมีความเสี่ยงอย่างมาก

แนวทางการรับมือของทางการญี่ปุ่นต่อหายนะครั้งนี้ยังขาดความครอบคลุม ขาดความโปร่งใสและขาดความเร่งด่วน ไม่มีข้อมูลที่ทำให้มั่นใจและเชื่อมั่นถึงความปลอดภัยต่อสาธารณะออกมาจากรัฐบาลซึ่งกำลังเล่นเกมอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการเฝ้าระวังและตรวจวัดการปนเปื้อนกัมมันตรังสีอย่างเหมาะสม การให้คำแนะนำอย่างชัดเจนและทันเวลา มาตรการการป้องกันและการสนับสนุนอย่างเพียงพอ รวมถึงการอพยพประชาชนที่อยู่ในบริเวณเสี่ยง เหล่านี้ไม่มีออกมาจากรัฐบาลเลย ซึ่งต้องออกมาตั้งแต่ตอนต้นแล้ว

เหล่าพ่อแม่ผู้ปกครองได้พยายามทุกอย่างที่จะป้องกันและหลีกเลี่ยงการรับสารกัมมันตรังสีด้วยตนเองเพราะรัฐบาลไม่ได้ช่วยเหลืออะไร แต่ก็กลับพบว่าความเสี่ยงยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องนี้กำลังเป็นอันตรายกับลูกหลานของตน กรีนพีซได้ตรวจพบความเสี่ยงที่เมืองฟูกูชิมาเมื่อเดือนที่แล้ว โดยตรวจพบการปนเปื้อนกัมมันตรังสีในโรงเรียนและที่สาธารณะหลายแห่ง เหล่าพ่อแม่ผู้ปกครองจึงตกอยู่ในสภาพที่จะต้องเลือกระหว่างความเสี่ยงในการได้รับกัมมันตรังสีกับการศึกษาเล่าเรียนของลูกหลาน

ผู้เชี่ยวชาญด้านรังสีของกรีนพีซ ไอรีน่า ลาบันสก้า ตรวจวัดระดับกัมมันตรังสีที่โรงเรียนอนุบาลมินามิ ฟูกูชิมา (© Noriko Hayashi / Greenpeace)

จากเหตุหายนะที่ฟูกูชิมา ทางประเทศเยอรมนีและอิตาลี ก็ได้แสดงความกล้าหาญในการประกาศหันหลังให้กับพลังงานนิวเคลียร์ แต่ในญี่ปุ่นและในอีกหลายประเทศ กลุ่มอุตสาหกรรมนิวเคลียร์กลับทำเหมือนเป็นเรื่องปกติ อีกทั้งมีความพยายามปกปิดเรื่องอันตรายและความเสี่ยงเหล่านี้อยู่

บริษัทเทปโก้เอง แทนที่จะพยายามควบคุมสถานการณ์และเรียกความเชื่อมั่นจากประชาชนกลับมาโดยเปิดเผยทุกอย่างอย่างโปร่งใส แต่กลับยังคงปกปิดข้อมูลที่สำคัญเกี่ยวกับวิกฤตนิวเคลียร์ครั้งนี้ ซึ่งก็เป็นปัญหาตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นวิกฤตนั่นเอง มีการเปิดเผยคู่มือการดำเนินการรับมือกับอุบัติเหตุนิวเคลียร์ของบริษัทเทปโก้ต่อคณะกรรมการของรัฐในช่วงสัปดาห์นั้นทางคณะกรรมการเองก็พบว่ามีการปกปิดรายละเอียดหรือเซนเซอร์เยอะมากจนไม่สามารถอ่านและทำความเข้าใจกับคู่มือได้ แม้แต่อดีตนายกรัฐมนตรีนาโอโตะ คันเองก็ประหลาดใจในสิ่งที่บริษัทเทปโก้กำลังทำอยู่ด้วย จึงได้กล่าวว่า การที่ท่านเข้าไปดูเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ฟูกูชิมาเป็นการส่วนตัวในช่วงหลังจากเกิดวิกฤตขึ้นแล้วนั้น “ก็เพราะเราไม่ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องอะไรเลยจากเหตุการณ์โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ระเบิด”

บริษัทนิวเคลียร์อื่นๆของญี่ปุ่น หลังจากได้เห็นว่าประชาชนเริ่มจะไม่เชื่อมั่นนิวเคลียร์แล้ว ก็เริ่มใช้กลยุทธ์ใหม่ขอให้ประชาชนให้โอกาสนิวเคลียร์อีกครั้ง นับตั้งแต่เกิดวิกฤตนิวเคลียร์ขึ้น ทั้งอุตสาหกรรมนิวเคลียร์และรัฐบาลได้รับคำถามและเกิดข่าวอื้อฉาวมากมาย รวมทั้งเรื่องที่อุตสาหกรรมพยายามบิดเบือนความคิดเห็นของประชาชนไปในทางที่สนับสนุนพลังงานนิวเคลียร์

และนี่ก็ไม่ได้เป็นเรื่องใหม่ การสมคบกันของรัฐกับอุตสาหกรรมนิวเคลียร์เกิดขึ้นมานานหลายปีแล้ว แม้แต่องค์กรด้านความปลอดภัยของอุตสาหกรรมและนิวเคลียร์แห่งชาติของญี่ปุ่น (Japan’s Nuclear and Industrial Safety Agency) ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแลนิวเคลียร์ของประเทศ ก็เคยมีความพยายามชี้นำในการประชุมสาธารณะในปีพ.ศ. 2550 และอีกเรื่องที่น่าเหลือเชื่อก็คือ ประธานคณะกรรมการด้านความปลอดภัยนิวเคลียร์จังหวัดเซกะ ซึ่งเป็นองค์กรที่ตั้งขึ้นเพื่อติดตามตรวจสอบข่าวอื้อฉาวต่างๆที่เกี่ยวกับนิวเคลียร์ต้องลาออกไปเมื่อเดือนที่แล้ว เพราะถูกเปิดโปงว่ารับเงินบริจาคจากอุตสาหกรรมนิวเคลียร์

อย่างไรก็ดี เรื่องอื้อฉาวเช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นที่ญี่ปุ่นแห่งเดียวเท่านั้น เล่ห์เหลี่ยมและกลยุทธ์สกปรกเช่นนี้เกิดขึ้นในทุกที่ที่มีเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์เดินเครื่องอยู่ ดังเช่นบริษัทนิวเคลียร์อีเนล (ENEL) ของอิตาลี ซึ่งพยายามกีดกันไม่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมใดๆ หรือทางการของอังกฤษที่จัดการประชุมปรึกษาหารือในลักษณะที่ “ไม่เป็นธรรม” “ชี้นำไปในทางที่ผิด” “มีช่องโหว่อย่างมาก” และ”มีกระบวนการที่ไม่โปร่งใส”ขึ้น รวมทั้งบริษัทนิวเคลียร์ยักษ์ใหญ่ของฝรั่งเศส EdF ทำการสอดแนมการดำเนินการของกรีนพีซ เป็นต้น นี่เพียงแค่ตัวอย่างเท่านั้น เรื่องสกปรกเหล่านี้มีอีกมากและจะมีมากขึ้นอีกในอนาคต

หายนะที่ฟูกูชิมาแสดงให้โลกเห็นว่าโดยพื้นฐานแล้วพลังงานนิวเคลียร์นั้นไม่ปลอดภัยเลย และผู้ที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องก็ไม่น่าเชื่อถือและไม่น่าไว้วางใจ ถึงเวลาแล้วที่เราจะให้ความเชื่อมั่นและวางอนาคตของเราไว้กับแหล่งพลังงานที่สะอาดและปลอดภัยอย่างพลังงานลมและแสงอาทิตย์ การเดินหน้า สร้างและฟื้นฟูเศรษฐกิจอีกครั้งหลังจากเหตุการณ์เศร้าสลดเมื่อวันที่ 11 มีนาคม รวมทั้งเพื่อปกป้องสุขภาพและความปลอดภัยของประชาชนนั้น ญี่ปุ่นจะต้องทำการปฏิวัติพลังงาน และสามารถเริ่มทำได้เลย โปรดติดตามรายละเอียดต่อไปในสัปดาห์หน้าเกี่ยวกับแนวทางที่ญี่ปุ่นไม่จำเป็นต้องพึ่งพาพลังงานนิวเคลียร์

เพื่อให้เข้าใจมากขึ้นว่าเหตุหายนะฟูกูชิมาได้รับการเปิดเผยขึ้นอย่างไร ลองเข้ามาดูที่เหตุการณ์ตามแต่ละช่วงเวลาของเราได้ที่: