จากความล่าช้าอย่างมากและต้นทุนที่บานปลายนับพันๆล้านของเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ที่กำลังมีการก่อสร้างอยู่ในขณะนี้ ทั้งในประเทศฟินแลนด์และฝรั่งเศส แสดงให้เห็นว่า พลังงานนิวเคลียร์ไม่สามารถแข่งขันได้กับพลังงานหมุนเวียนในการจัดการกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นับตั้งแต่เริ่มมีการก่อสร้างเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ทั้งสองเครื่อง ศักยภาพพลังงานหมุนเวียนของโลก ทั้งลมและแสงอาทิตย์ ได้เติบโตขึ้นในอัตราร้อยละ 15-50 ต่อปี ซึ่งสูงกว่าเศรษฐกิจของจีนมาก และในช่วงระยะเวลาเดียวกัน เพียงโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แห่งใหม่อย่างเดียวก็สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าเข้าสู่สายส่งได้มากกว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อีกด้วย

การจัดการกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นการแข่งขันกับเวลา หากเราต้องการหลีกเลี่ยงผลกระทบที่ร้ายแรงจากอุณหภูมิของโลกที่สูงขึ้น เราต้องมีการดำเนินการที่เข้มข้นและมีความหมายอย่างทันที นั่นคือ โลกเราต้องลืมเรื่องการก่อสร้างเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ไปเลย เพราะมีต้นทุนมหาศาล มีอันตราย และต้องใช้เวลาก่อสร้างที่ยาวนานมาก แล้วหันมาให้การสนับสนุนกับพลังงานหมุนเวียนที่มีความปลอดภัย มีราคาถูก รวมทั้งสนับสนุนการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งมีความปลอดภัย สามารถติดตั้งได้อย่างรวดเร็ว และกำลังมีราคาถูกลงทุกวัน พลังงานแสงอาทิตย์ที่ส่องลงมายังโลกในหนึ่งชั่วโมงทำให้เรามีพลังงานใช้ได้ตลอดทั้งปี และลมก็ไม่มีวันหมดไป ขณะนี้พลังงานแสงอาทิตย์มีราคาถูกกว่าพลังงานนิวเคลียร์ และอีกไม่นานก็จะมีราคาถูกกว่าน้ำมัน ลองเข้ากูเกิ้ลดูรายละเอียดเกี่ยวกับการสร้างพลังงานลมที่ใหญ่ที่สุดในโลก

อย่างไรก็ตาม กลุ่มอุตสาหกรรมนิวเคลียร์กลับอ้างว่า พลังงานนิวเคลียร์เป็นส่วนสำคัญในการจัดหาพลังงานที่หลากหลาย และเป็นสิ่งจำเป็นหากเราต้องจัดการกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ประเด็นที่น่าตระหนกจากการกล่าวอ้างดังกล่าวก็คือ แม้จะต้องใช้เวลาที่ยาวนาน ต้นทุนและทรัพยากรมหาศาล กลุ่มอุตสาหกรรมนิวเคลียร์ก็กลับยังไม่แสดงท่าทีและไม่ตระหนักถึงความเร่งด่วนในการจัดการกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเลย

ที่ผ่านมาและในขณะนี้ ได้มีการพูดถึงกันมากเรื่องเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์รุ่นใหม่ที่จะเกิดขึ้นเหมือนดอกเห็ดไปทั่วโลกในอีก 10 ปีข้างหน้า และจะช่วยให้เรารอดพ้นจากผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ แต่ข่าวที่ออกมาจากอุตสาหกรรมนิวเคลียร์กลับแสดงให้เห็นว่า นี่ยังคงเป็นเพียงเรื่องเพ้อฝันของอุตสาหกรรมนิวเคลียร์เท่านั้น

เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์รุ่นที่สามที่ถือเป็นรุ่นสำคัญอยู่ในขณะนี้คือ เตาปฏิกรณ์แบบใช้แรงดันน้ำ หรือ European (หรือ Evolutionary) Pressurised Reactor (EPR) ซึ่งออกแบบโดยบริษัทนิวเคลียร์ยักษ์ใหญ่ของฝรั่งเศส บริษัทอารีว่า (Areva) เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์รุ่น EPR นี้ ถ้ามีการสร้างแล้วเสร็จสมบูรณ์ จะกลายเป็นเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ที่ใหญ่ที่สุดที่โลกตั้งแต่เคยมีมา ปัจจุบันนี้โลกเรามีเตารุ่น EPR สามเครื่องที่กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง ที่โอคิลูลิโอ ประเทศฟินแลนด์ ที่ฟลามองวิลล์ ประเทศฝรั่งเศส และที่ไทฉาน ประเทศจีน ข่าวที่ออกมาจากพื้นที่ก่อสร้างสองแห่งทั้งที่ฟินแลนด์และฝรั่งเศส ในช่วงสัปดาห์นี้นั้น สร้างความตื่นตระหนกมาก เพราะมีการเปิดเผยถึงปัญหาใหม่ที่กำลังเกิดขึ้นกับทั้งสองโครงการ นอกเหนือไปจากปัญหาต้นทุนบานปลายออกไปกว่าพันๆล้านยูโรแล้ว และการก่อสร้างที่ล่าช้ากว่าแผนอยู่มาก

เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์รุ่น EPR ของฟินแลนด์นี้ ในตอนแรกคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ในปีพ.ศ. 2552 แต่ เนื่องจากความล่าช้า ประเด็นข้อกังวลด้านความปลอดภัย และการขาดมาตรการการตรวจสอบที่เหมาะสม ทำให้ไม่สามารถเริ่มดำเนินการได้ก่อนปีพ.ศ. 2556 เป็นอย่างเร็วที่สุด ต้นทุนที่เกิดขึ้นในขณะนี้คือ 3 พันล้านยูโร ซึ่งเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าแล้ว และเราก็ยังได้ข่าวว่า ยังคงมีปัญหาอยู่และต้นทุนอาจต้องบานปลายขึ้นไปอีก ทั้งๆที่มีการดำเนินการก่อสร้างมาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2548 การออกแบบก็ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ และหากการออกแบบยังไม่ผ่านการตรวจสอบ ก็ต้องเสียเงินทุนและเสียเวลาเพิ่มอีกในการเปลี่ยนแบบ

นอกจากนี้ ยังมีข้อกังวลมากขึ้นเกี่ยวกับขั้นตอนด้านความปลอดภัยและการควบคุมคุณภาพของระบบ ควบคุมความปลอดภัยเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ ซึ่งรวมถึงระบบหล่อเย็นสำรอง (ซึ่งเป็นระบบที่ประสบความล้มเหลวที่ฟูกูชิมาของญี่ปุ่นอันนำไปสู่อุบัติภัย นิวเคลียร์ที่เรารับรู้กันอยู่ในขณะนี้) มีการทำงานในเรื่องนี้โดยไม่มีการวางแผนงานที่เหมาะสม อีกทั้งยังไม่มีการตรวจสอบอย่างมีประสิทธิภาพ เหล่านี้ล้วนหมายถึงความล่าช้าอย่างมากในการก่อสร้างเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ ลองนึกภาพการแข่งขันกับเวลาที่เรากล่าวถึงในช่วงต้น

ที่ฟลามองวิลล์ ประเทศฝรั่งเศสก็ไม่ได้ต่างไปจากนี้ มีการให้สัญญาและรับประกันว่า บทเรียนจากประสบการณ์ที่เลวร้ายที่ฟินแลนด์จะไม่เกิดขึ้น แต่เราก็เห็นกลุ่มอุตสาหกรรมนิวเคลียร์ยังดื้อดึงไม่ยอมรับรู้ถึงบทเรียนดังกล่าว เราจึงได้เห็น ปัญหาที่เกิดขึ้นที่ฝรั่งเศสเกือบจะเหมือนกับที่เกิดขึ้นที่ฟินแลนด์เลย

บริษัท EdF ซึ่งเป็นบริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ของฝรั่งเศส กำลังก่อสร้างเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์รุ่น EPR ที่ฟลามองวิลล์ ได้ประกาศในช่วงสัปดาห์นี้ว่า จากแผนเดิมที่กำหนดจะสามารถเริ่มดำเนินการเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ได้ในปีพ.ศ. 2555 นั้น จะต้องเลื่อนออกไปถึงปีพ.ศ. 2559 เป็นอย่างเร็วที่สุด ตุ้นทุนโครงการบานปลายออกไปจาก 3.3 พันล้านยูโร กลายเป็น 6 พันล้านยูโร และยิ่งน่าเศร้าไปอีก มีคนงาน 2 คนได้เสียชีวิตลงในระหว่างระยะเวลาการก่อสร้างด้วย

เพียงพิจารณาเรื่องต้นทุนเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นชีวิต เวลา เงินทุน และทรัพยากรต่างๆ เราต้องไม่ปล่อยให้เกิดการสูญเสียต้นทุนเหล่านี้อีกต่อไป ลองคิดดูถึงสิ่งที่เราจะสามารถบรรลุได้ หากบริษัทเหล่านี้ได้ลงทุนไปกับพลังงานหมุนเวียนและการประหยัดพลังงาน ซึ่งบางทีนี่ก็อาจทำให้การแข่งขันเพื่อจัดการกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่จำเป็นต้องมีความเร่งด่วนอย่างในขณะนี้ก็เป็นได้

ในประเทศเยอรมนี อิตาลี สวิตเซอร์แลนด์ และคูเวต กำลังเดินหน้ายกเลิกพลังงานนิวเคลียร์ นายกรัฐมนตรีคังของญี่ปุ่น ก็ได้เสนอให้ญี่ปุ่นพิจารณาอนาคตของประเทศที่ปราศจากนิวเคลียร์เนื่องจากตระหนักถึงมหันตภัยฟูกูชิมา ในเยอรมนีประเทศเดียว มีการจ้างงานถึง 300,000 คนในอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน หลายประเทศกำลังเดินหน้าแข่งขันเพื่อจัดการกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ยังไม่สายเกินไปที่ประเทศอื่นๆทั่วโลกจะไล่ตามประเทศเหล่านี้ เพียงแต่เรามีเวลาไม่มากนัก

โครงการก่อสร้างเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ EPR ในประเทศฝรั่งเศสและฟินแลนด์ ประกอบกับแผนการก่อสร้างเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ใหม่ขึ้นอีกในอีกหลายประเทศ จะต้องหยุดลงทันที และหันมาให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่กับ แนวทางและรูปแบบการผลิตพลังงานที่มีความปลอดภัย สะอาด และยั่งยืน


อ่านเพิ่มเติม: Greenpeace New Briefing เกี่ยวกับปัญหาในการก่อสร้างเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ EPR ที่โอคิลูลิโอ ประเทศฟินแลนด์