© ธัชกร กิจไชยภณ/กรีนพีซ

ประยุต เกริกธนสกุล ผู้แทนพลังงานจังหวัดสุรินทร์

ประยุต  เกริกธนสกุล ผู้แทนพลังงานจังหวัดสุรินทร์

“ การหันมามองพลังงานในประเทศ เพื่อลดการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศตามแผนพัฒนาพลังงานทดแทน 15 ปี ในฐานะวาระแห่งชาติของรัฐบาล ซึ่งภาคเกษตรจะต้องปลูกพืชพลังงานหรือการใช้ส่วนที่เหลือมาทำก๊าซชีวมวลในการผลิตกระแสไฟฟ้า ความร้อนและเชื้อเพลิง ทางภาคอีสานมีแหล่งทรัพยากรพลังงานหมุนเวียนมากทั้งจากชานอ้อย แกลบ น้ำเสีย หรือโรงงานเอทานอลจากมันสำปะหลังและพลังงานลม การพิจารณาโครงการพลังงานหมุนเวียนในอนาคตขึ้นอยู่กับคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานในการเพิ่มราคาเพื่อจูงใจให้เกิดการรับซื้อพลังงานหมุนเวียนที่มีศักยภาพในการผลิต ตอนนี้จังหวัดสุรินทร์มีโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวลและพลังงานแสงอาทิตย์อย่างน้อย 27 โรงจ่ออยู่ ซึ่งรวมแล้วมีกำลังผลิตกว่าประมาณ 200 กว่าเมกะวัตต์เทียบเท่ากับความต้องการใช้ไฟฟ้าของทั้งจังหวัดที่ผ่านมา ซึ่งสิ่งสำคัญของการพัฒนาพลังงานของประเทศคือ ความเข้มแข็งของชุมชนและประชาชนที่มีความรู้”

 

 

 

ดร.เดชรัตน์ สุขกำเนิด คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ดร.เดชรัตน์ สุขกำเนิด คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

“ เรามีความเชื่อว่าการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นเรื่องสำคัญ และเรามีความเชื่อต่อว่าเศรษฐกิจโตได้ เราต้องใช้พลังงานมากขึ้น การถกเถียงว่าโรงไฟฟ้าไหนดีกว่ากัน ระหว่างโรงไฟฟ้าจากพลังงานฟอสซิลและพลังงานหมุนเวียน ภาคอีสานใช้พลังงานน้อยเพียง 1,800 กว่าเมกะวัตต์ แต่การวางแผนพลังงานมองว่าอาจเพิ่มสูงถึง 4,000 กว่าเมกะวัตต์ สิ่งที่จะเกิดขึ้นในภาคอีสานสิ่งแรกคือ โครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาด 40 เมกะวัตต์ เพื่อเสนอให้เป็นตัวเลือกควบคู่กับพลังงานชีวมวล โดยประเทศเจ้าของเทคโนโลยีจะรับผิดชอบทุกอย่างรวมทั้งกากนิวเคลียร์ด้วย ถัดมากรณีการรับซื้อไฟฟ้าจากประเทศลาว ซึ่งมาจากการสร้างเขื่อนในลำน้ำสาขาของแม่น้ำโขง ในขณะที่โครงการสร้างเขื่อนในลุ่มน้ำโขงโดยตรงก็จะทวีคูณผลกระทบอย่างหนัก โดยเฉพาะการอพยพและสูญพันธุ์ของชนิดปลาในลุ่มน้ำโขง นอกจากนี้กรณีการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานชีวมวลซึ่งยังมีจำนวนมากกว่านี้ เนื่องจากศักยภาพของพลังงานชีวมวลมีเยอะและราคาจะเพิ่มสูงขึ้นจากแหล่งวัตถุดิบของประเทศเพื่อนบ้านตามกลไกตลาดในอนาคต อีกทั้งมาตรการการเพิ่มศักยภาพในการผลิตกระแสไฟฟ้าจากปริมาณเชื้อเพลิงเท่าเดิมให้ได้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามเราจะมีการวางแผนพีดีพีที่ดีได้อย่างไร หากเราไม่ตั้งคำถามเรื่องวิธีคิดที่จะมีผลต่อการวางแผนพัฒนาพลังงาน”

 

สดใส สร่างโศก ผู้แทนชุมชนจากจังหวัดอุบลราชธานี

สดใส สร่างโศก ผู้แทนชุมชนจากจังหวัดอุบลราชธานี

“ภาคอีสานในปีพ.ศ. 2553 มีการผลิตไฟฟ้าที่เกินความจำเป็นประมาณ 3,789 เมกะวัตต์ ในขณะที่คนส่วนน้อยในระดับครัวเรือนและชุมชนเดินหน้าหาความยั่งยืนแต่คนส่วนมากสำหรับภาคอุตสาหกรรมเดินหน้าใช้พลังงานอย่างฟุ่มเฟือย จากอดีตถึงปัจจุบันพลังงานของภาคอีสานเราแลกมาด้วยชีวิตและผืนป่า การคัดค้านโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวลประเด็นสำคัญคือ โครงการดังกล่าวต้องไม่สร้างโรงไฟฟ้าชีวมวลใกล้ชุมชนและแหล่งน้ำของชาวบ้าน ปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การสร้างมูลค่าของพลังงานชีวมวลอยู่ที่ 12 ล้านบาท ในขณะที่มูลค่าทางเศรษฐกิจของคนในพื้นที่มีถึง 14 ล้านบาท แต่โครงการโรงไฟฟ้าดังกล่าวยังคงดำเนินการขุดบ่อน้ำ 25 บ่อ ทำให้แหล่งน้ำขนาดเล็กไหลไปรวมกันที่บ่อใหญ่ของโครงการรวมทั้งน้ำใต้ดิน ทำให้ชาวบ้านไม่มีน้ำทำนาและบ่อน้ำใช้หน้าบ้าน ทั้งๆที่ในโครงการระบุว่าจะใช้น้ำจากแม่น้ำมูล แต่กลับเป็นการขุดน้ำจากชุมชนแทน ดังนั้นการแลกเปลี่ยนความรู้และวิธีการท่ามกลางภัยพิบัติและความหนักหน่วงของการพัฒนาพลังงานที่ไร้ประสิทธิภาพย่อมเป็นเครื่องมือสำคัญของประชาชนในอนาคต”

 

พ่อเอี่ยม สมเพ็ง ตัวแทนชาวบ้านอำเภอมหาชนะชัย จังหวัดยโสธร

พ่อเอี่ยม  สมเพ็ง ตัวแทนชาวบ้านอำเภอมหาชนะชัย จังหวัดยโสธร

“ตั้งแต่ปีพ.ศ.2535-2538 ผมใช้ปุ๋ยทำนาจาก 5 กระสอบมาเป็นหนึ่งตันจากที่นาทั้งหมด 23 ไร่ คิดว่าทำนายิ่งทำยิ่งจน ดังนั้นตั้งแต่ปีพ.ศ. 2539 เป็นต้นมาผมทำนาและเริ่มจดข้อมูลทุกครั้งที่ฝนตก เป็นข้อมูลเพื่อวางแผนในการทำนา ประมาณ 4-5 ปีถัดมา การจดข้อมูลฝนตกเริ่มเห็นผล เพราะจะทำให้รู้ช่วงหว่านข้าว และชาวบ้านเริ่มมาถามช่วงเวลาหว่านข้าวจากผมตั้งแต่นั้น ในช่วงนั้นการตกของฝนจะล่าช้าอย่างน้อยประมาณ 15 วัน ผมเริ่มใช้กังหันลมสูบน้ำเก็บกักน้ำมาใช้ในการปลูกข้าวเพื่อลดต้นทุน อยากได้น้ำตรงไหนก็เอากังหันลมไปวางตรงบ่อ โดยกังหันลมในชุมชนมีหลายรูปแบบทั้งแกนตั้งและแนวนอน จากเดิมกังหันลมรับลมได้แค่สองทาง พอมีโอกาสไปดูงานที่เขาหลวงจังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดชัยภูมิและจังหวัดเลย จึงพัฒนาให้กังหันลมรับลมได้ทุกทาง การใช้ไฟฟ้าจากส่วนกลางของที่บ้านผมจะใช้เมื่อไม่มีลม ดังนั้นบิลค่าไฟฟ้าจึงลดลงครึ่งหนึ่ง ความพิเศษอีกอย่างหนึ่งคือ ผมใช้เศษผ้ามาเย็บกังหันลม เหมือนผีเสื้อบินกลางท้องนา และเหล่านี้สะท้อนว่าความยั่งยืนคือตนเป็นที่พึ่งแห่งตนในเรื่องพลังงาน”

 

สุทัศนา กำเนิดทอง ผู้แทนจากองค์กร Greenzone

สุทัศนา  กำเนิดทอง ผู้แทนจากองค์กร Greenzone

“ผู้ประกอบการในปัจจุบันอยากทำธุรกิจสีเขียว Green Business แต่หลายบริษัทกลายเป็น Green Wash คือธุรกิจที่ทำร้ายสิ่งแวดล้อมก่อนแล้วค่อยมาทำดีทีหลัง คำถามที่สำคัญคือ เราเป็นผู้ประกอบการสีเขียวตั้งแต่ตั้นทางได้หรือไม่ ทุกวันนี้ทางเลือกในการใช้เทคโนโลยีมีมากขึ้น อย่างเช่นการผลิตพลังงานจากแสงอาทิตย์ เราต้องเลือกเทคโนโลยีที่ใช้พื้นที่น้อยและสามารถปรับการรับแสงได้ตามทิศทางของแสงอาทิตย์ อีกทั้งมีแบตตเตอรี่แบบเจลที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในการกักเก็บพลังงาน สิ่งสำคัญคือ แผงโซล่าเซลล์ดังกล่าวทำมาจากวัตถุดิบอะไร ทำมาจากทรายสกัดหรือ เทคโนโลยีที่ดีเพียงใด ซึ่งแผงโซล่าเซลล์ต้องมิใช่ทำมาจากแคดเมียมซึ่งอาจเกิดการรั่วไหลลงใต้ดินได้เหมือนอย่างกรณีการรั่วไหลของแคดเมียมในประเทศญี่ปุ่น หรือประเทศมาเลเซียมีการผลิตแผงโซล่าเซลล์ที่ทำมาจากแคดเมียม คนงานถูกให้ออกทุกๆ 6 ปี เนื่องจากร่างกายของพวกเขามีการปนเปื้อนสารแคดเมียมและเสียชีวิตหลังจากนั้น ดังนั้นการจะเป็นผู้ประกอบการที่ดีนั้นจะต้องตระหนักถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนการ การลงทุนด้านพลังงานต้องลงทุนที่พฤติกรรมตัวเองก่อน เพราะว่าเทคโนโลยีเป็นเรื่องปลายทาง มิใช่คำตอบของที่สุดเนื่องจากการผลิตเทคโนโลยีก็ต้องใช้ทรัพยากรในการผลิตเช่นกัน ดังนั้นการลด ละ เลิกการใช้พลังงานที่ไม่จำเป็นคือการลงทุนที่ยั่งยืนที่สุด”