จนถึงขณะนี้ (กุมภาพันธ์ 2555) ญี่ปุ่นมีเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ผลิตไฟฟ้าเพียง 3 เครื่องจากทั้งหมด 54 เครื่องที่ยังทำงานอยู่ สถานะของเตาปฏิกรณ์ 51 เครื่องนั้น ถ้าไม่ชำรุดเสียหายจากแรงแผ่นดินไหวก็อยู่ในระหว่างการซ่อมบำรุงโดยไม่มีข้อตกลงจากรัฐบาล ว่าจะมีการเดินเครื่องใหม่อันเนื่องมาจากปัญหาด้านความปลอดภัย ที่สำคัญ ชาวญี่ปุ่นยังคงมีไฟฟ้าใช้!!! และยังไม่มีปัญหารูปธรรมอันใดถึงแม้ว่าจะเป็นช่วงฤดูหนาวอันเย็นยะเยือก

ผลจากอุบัติภัยนิวเคลียร์ฟูกูชิมาและการรวมตัวของภาคประชาชนที่เข้มแข็งเป็นแรงกดดันที่มากพอต่อการกำหนดทิศทางนโยบายพลังงานของญี่ปุ่น แผ่นดินไหวขนาดกลางที่เกิดขึ้นต่อเนื่องทุก 2 สัปดาห์ก็เป็นเงื่อนไขหลักที่ย้ำเตือนให้พลเมืองญี่ปุ่นลุกขึ้นมาต่อต้านความพยายามที่จะเดินเครื่องโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่อยู่ในระหว่างการซ่อมบำรุง

สถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานนี้ อุตสาหกรรมนิวเคลียร์ของญี่ปุ่นเองกำลังดิ้นรนเต็มที่เพื่อรักษากำลัง การผลิตไฟฟ้าจากเตาปฏิกรณ์ที่เหลืออยู่ก่อนที่ไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานนิวเคลียร์จะเป็นศูนย์ภายใน ปลายเดือนเมษายน 2555 ที่จะถึงนี้

ในช่วงอุบัติภัยนิวเคลียร์ฟูกูชิมา กรีนพีซได้เสนอแผนการปฏิวัติพลังงานของญี่ปุ่นโดยฟันธงว่า โดยการดำเนินนโยบายพลังงานหมุนเวียนและยกระดับประสิทธิภาพทางพลังงานอย่างเข้มข้นรวมถึงสนับสนุนให้มีระบบกระจายศูนย์พลังงานและโครงข่ายสายส่งไฟฟ้าอัจฉริยะ ญี่ปุ่นสามารถลด ละ เลิกการพึ่งพาการผลิตไฟฟ้าจากนิวเคลียร์ภายในปี 2555! ซึ่งเป็นแผนการปฏิวัติพลังงานที่หลายคนไม่เชื่อว่าจะเกิดขึ้นได้จริง

ทว่า การปฏิวัติพลังงานกำลังจะเกิดขึ้นที่นั่น!!!

ฤดูร้อนของญี่ปุ่นที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาไฟฟ้าจากนิวเคลียร์นั้นเป็นไปได้หากพลังของประชาชนเข้มแข็งพอที่จะผลักดันรัฐบาลให้ยุติหรือชะลอการเดินเครื่องใหม่ของเตาปฎิกรณ์นิวเคลียร์ที่เหลืออยู่ 3 เครื่อง

มีคำถามอีกว่า ถ้าไม่มีการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคพลังงานของญี่ปุ่นจะเป็นอย่างไร? ข้อเสนอในการแผนการปฏิวัติพลังงานของกรีนพีซคือ เราสามารถบรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ญี่ปุ่นตั้งไว้ได้ร้อยละ 25 ได้ โดยเงื่อนไขสำคัญคือการยกเลิกงบประมาณและเงินอุดหนุนอุตสาหกรรมนิวเคลียร์และระบบการวางแผนพลังงานที่ส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์ที่คร่ำครึ ซึ่งเป็นอุปสรรคขัดขวางการขยายตัวของระบบพลังงานหมุนเวียนแบบกระจายศูนย์

ในเดือนมกราคม 2555 ที่ผ่านมา นายยูกิโอะ อิดาโน รัฐมนตรีเศรษฐกิจของญี่ปุ่น ยังได้กล่าวว่ากับผู้สื่อข่าวของอาซาฮี ชิมบุน ว่า เขาเองไม่ได้คาดหวังว่าจะมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งใดเปิด ดำเนินการในช่วงฤดูร้อนที่จะมาถึงนี้ ไฟฟ้าที่ผลิตจากโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนและความพยายามใน การอนุรักษ์พลังงานนั้นเพียงพอที่จะให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นดำเนินไปได้อย่างดี ตัวอย่างของความพยายามคือในช่วงปี 2554 อุตสาหกรรมรถยนต์ของญี่ปุ่นทำการเปลี่ยนแปลง เวลาทำงานและร้องขอให้คนงานภาคอุตสาหกรรม เผชิญกับความท้าทายที่เกิดขึ้น และจะไม่เกิดขึ้นในปี 2555 นี้ นายยูกิโอะ อิดาโนกล่าวปิดท้ายว่า “เรามีโอกาสอีกมากสำหรับสังคมญี่ปุ่นโดยรวมในการช่วยกันประหยัดไฟฟ้า รวมถึงการใช้แสงสว่างและเครื่องปรับอากาศตามบ้านเรือน”

ท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าอุตสาหกรรมนิวเคลียร์ญี่ปุ่นจะดึงดันมิให้เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ที่เหลืออยู่จะต้องหยุดเดินเครื่องอันเนื่องมาจากปัญหาความปลอดภัยได้สำเร็จหรือไม่ก็ตาม ไม่ว่ารัฐบาลและผู้กำหนดนโยบายพลังงานจะยังคงยังอิงผลประโยชน์ระยะสั้นมากน้อยเพียงใด แต่พลเมืองญี่ปุ่นได้เรียนรู้จากหายนะภัยและเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสอย่างกล้าหาญไปแล้ว

ผมเชื่อว่า ความกล้าหาญที่จะเปลี่ยนแปลงเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม เป็นสิ่งที่เราทุกคนในประเทศไทย ต้องการจะเห็นจากนักการเมืองไทยและผู้กำหนดนโยบายพลังงานด้วย