กลุ่มเยาวชนยุคพลังงานสะอาด กรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ร่วมจัดกิจกรรมปฏิวัติพลังงานให้ความรู้ผสานความสนุกแก่หนูน้อยชั้นประถมศึกษากว่าร้อยชีวิต ณ โรงเรียน สหวิทย์ จ.สุพรรณบุรี ในวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕

“ณ เมืองสุขสีเขียว ที่เต็มไปด้วยป่าไม้ พืชพรรณธัญญาหาร ไม่ว่ามองไปทางไหนก็มีแต่ผักผลไม้ และดอกไม้แสนสวย  มีผีเสื้อโบยบินผสมเกสรไปดอกนู้นที ไปดอกนี้ที มองไปอีกฝั่งของขุนเขาก็จะเห็นน้ำตก ไหลลดหลั่นลงมาสู่สายน้ำใหญ่หล่อเลี้ยงชีวิตชาวนา ชาวไร่ ชาวสวน ผู้คนในเมืองรักใคร่กลมเกลียว เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ บ้างเลี้ยงสัตว์ มีวัว ควาย หมู เห็ด เป็ด ไก่ ถ้าเดินเข้าไปในป่า เราจะเจอช้างอยู่กันเป็นโขลง อีกทั้งสิงโตเจ้าป่า และเสือผู้ล่า กวางผู้สง่างาม ม้าเจ้าผจญ รวมถึงสัตว์เล็กสัตว์น้อย มีกระต่ายน้อย กระรอกผกโผไปตามต้นไม้น้อยใหญ่ พาเหล่ากิ้งก่า และมดเดินเรียงแถวไปหาอาหาร ช่างสงบ ร่มเย็น และอุดมสมบูรณ์”

“ไม่จริงหรอก” บรรเทา นายท่าประจำท่าน้ำแห่งหนึ่ง ฉีกหน้ากระดาษนี้ออกจากสมุดที่เคยเขียนครั้งเยาว์วัย

นายท่าบรรเทาไม่เชื่อเรื่องสังคมอุดมคติที่เต็มไปด้วยความอุดมสมบูรณ์ และความสุขสงบอีกต่อไป เพราะความจริงที่เขาเห็นมันขัดแย้งอยู่ในที

ทุกวันนายท่าบรรเทาจะคอยจดบันทึกสิ่งต่างๆ ที่ผ่านท่าก่อนขึ้นฝั่งและลงเรือ ทุกๆวันจะมีทั้งสินค้า ผู้คน และอารมณ์ความรู้สึกของแต่ละคน รวมถึงปัญหาต่างๆสัญจรขึ้นบก ลงเรือไม่ซ้ำหน้า  ในขณะเดียวกันนายท่าเกรงว่าสายเลือดแห่งชีวิตของมนุษย์และสัตว์กำลังจะหมดลง เขาจึงเก็บปัญหาต่างๆไว้เพียงผู้เดียว และกักผลกระทบการตัดไม้ทำลายป่า ผลกระทบจากการใช้สารเคมีในการเกษตร ผลกระทบจากโรงงานไฟฟ้าและโรงงานอุตสาหกรรมที่ใช้เชื้อเพลิงสกปรกซึ่งก่อให้เกิดมลพิษทางน้ำและอากาศ  และผลกระทบจากปัญหาพลังงานขาดแคลนและทรัพยากรธรรมชาติถูกทำลาย

นายท่าทำงานทุกวัน ไม่มีวันหยุด เพราะปัญหาเข้ามาเทียบท่าหรือจะล่องเรือไปตลอดเวลา อันไหนดีนายท่าจะปล่อยออกไป อันนี้ไม่ดีจะขอรับแต่เพียงผู้เดียว ยิ่งนายท่าจดบันทึกและกักปัญหาเพิ่มขึ้นเท่าใด นายท่ายิ่งมีโรคภัยไข้เจ็บ ผิวหนังของเขาก็จะเหี่ยวย่นมากขึ้นเท่านั้น  ตอนนี้สมุดบันทึกยาวเยียดกว่าห้าล้านล้านหน้าในเวลาไม่ถึงสิบปี ทำให้เขาดูแก่กว่าวัยกว่าห้าสิบปี จนสุขภาพย่ำแย่ลงทุกวัน...ทุกวัน...ทุกวัน จึงไม่น่าแปลกใจที่เห็นนายท่าหนังเหี่ยวยืนตัวเอียงทำมุม 80 องศากับพื้นและพยุงตัวด้วยไม้เท้าให้ทำงานต่อไป 

“ ตา เปนไรอ่ะ ฝึกเต้นฮิปฮอปเหรอ” เจ้าใส หนูน้อยริมท่าน้ำ ยืนตาแป๋วจ้องนายท่าที่กำลังจดบันทึกด้วยท่ามะงุมมะงาหรา

นายท่าบรรเทาไม่เข้าใจภาษาปะกิด แต่เจ็บกระดองใจที่มีคนว่าตนแก่ “ อุบะ ไอ้เด็กคนนี้นี่ ข้ายังยี่สิบกว่าๆเอง มาเรียกข้า ตา รึ หนอยแน่ะ”

นายท่าไม่มีแรงต่อล้อต่อเถียงกับเจ้าใสมากนัก ด้วยสังขารอันโรยราก่อนวัย เดินเหินไม่สะดวกเหมือนแต่ก่อน  แต่ อย่างไรเสีย นายท่าก็รักเด็กทุกคนด้วยความหวังว่า เด็กจะเป็นแรงผลักดันให้ปัญหาสิ่งแวดล้อมต่างๆลดลง และหวังที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ใหญ่วัยเดียวกันซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการทำลาย ความสมดุลทางธรรมชาติจนเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติต่างๆ

แต่... ทุกอย่างกลับแย่กว่าเดิม ยิ่งมีภัยพิบัติเพิ่มขึ้น ตอนนี้ระดับน้ำเพิ่มสูงอย่างรวดเร็ว กัดเซาะชายฝั่ง เสาท่าน้ำสึกกร่อน สุขภาพนายท่าทรุดหนัก หนังเหี่ยวเหมือนขนมชั้นเหมือนตาแก่อายุร่วมร้อยปี จนต้องนั่งเก่าอี้ใส่เครื่องออกซิเจนพรางทำหน้าที่นายท่าต่อไป

นายท่าบรรเทาจับมือเจ้าใส แล้วบอกว่า

“ ใสเอ้ย ข้าคนเดียวช่วยสิ่งแวดล้อมไม่ได้หรอก เจ้าจงชวนคนอื่นมาอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ลดใช้พลังงานและทรัพยากรที่เกินความจำเป็น มาใช้พลังงานจากธรรมชาติ เช่น สายลม แสงแดด มาปลูกต้นไม้ เพื่อความอยู่ที่ยั่งยืนของเรา ยังไม่สาย ยังไม่สาย ไม่สายเลย”

แล้วยื่นกระดาษที่มีข้อความว่า

“ณ เมืองสุขสีเขียว ที่เต็มไปด้วยป่าไม้ พืชพรรณธัญญาหาร ไม่ว่ามองไปทางไหนก็มีแต่ผักผลไม้ และดอกไม้แสนสวย  มีผีเสื้อโบยบินผสมเกสรไปดอกนู้นที ไปดอกนี้ที มองไปอีกฝั่งของขุนเขาก็จะเห็นน้ำตก ไหลลดหลั่นลงมาสู่สายน้ำใหญ่หล่อเลี้ยงชีวิตชาวนา ชาวไร่ ชาวสวน ผู้คนในเมืองรักใคร่กลมเกลียว เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ บ้างเลี้ยงสัตว์ มีวัว ควาย หมู เห็ด เป็ด ไก่ ถ้าเดินเข้าไปในป่า เราจะเจอช้างอยู่กันเป็นโขลง อีกทั้งสิงโตเจ้าป่า และเสือผู้ล่า กวางผู้สง่างาม ม้าเจ้าผจญ รวมถึงสัตว์เล็กสัตว์น้อย เช่น กระต่ายน้อย กระรอกผกโผไปตามไม้น้อยใหญ่ พาเหล่ากิ้งก่า และมดเดินเรียงแถวไปหาอาหาร ช่างสงบ ร่มเย็น และอุดมสมบูรณ์”