สงกรานต์เป็นประเพณีเก่าแก่ของไทยมาแต่โบราณ และเป็นหนึ่งในหลากหลายประเพณีที่มีความเกี่ยวข้องกับน้ำ โดยน้ำได้ถูกนำมาใช้เป็นตัวแทน เป็นสัญลักษณ์ หรือให้ความหมายในหลายมิติ ซึ่งก็มีความแตกต่างกันไปตามยุคสมัยที่หมุนเปลี่ยนไป

“น้ำ”ถูกใช้เป็นตัวแทนแก้กันกับความหมายของฤดูร้อน เราใช้น้ำรดให้แก่กันเพื่อความชุ่มชื่น ใช้น้ำรดอวยพรและขอพรจากผู้ใหญ่ มีการสรงน้ำพระเพื่อเป็นสิริมงคล การแสดงความเคารพ และขออโหสิกรรมที่ตนอาจจะเคยล่วงเกิน รวมทั้งขอพรจากผู้ใหญ่ รวมถึงการรำลึกและกตัญญูต่อบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว

ปัจจุบันมีพัฒนาการไปในลักษณะที่ต่างออกจากแก่นแท้ความหมายของประเพณีสงกรานต์ไป เช่น การสาดน้ำใส่กัน แต่ก็เป็นการแสดงถึงการละเล่นสนุกสนานและไมตรีจิตของคนในสังคมที่หยิบยื่นให้แก่กัน 

“น้ำ” จึงไม่ใช่เป็นเพียงสสารที่ให้กำเนิดชีวิต และจำเป็นต่อการบริโภค อุปโภค เท่านั้น แต่น้ำยังอยู่เนื้อเดียวกันกับสังคมและ วัฒนธรรมกันอย่างแยกไม่ออก

ทว่าสถานการณ์ “น้ำ” ในปัจจุบันอาจไม่เหมาะสำหรับการละเล่นสาดน้ำเท่าไหร่นัก ถึงแม้การนำน้ำมาสาดเล่นในช่วงวันสงกรานต์อาจจะไม่เป็นสาเหตุให้น้ำหมดไปได้อย่างเป็นนัยสำคัญหรือจะส่งผลระยะยาวได้ แต่สิ่งที่เราต้องตระหนักรู้คือ ทรัพยากรน้ำนั้นมีอยู่อย่างจำกัด หลายพื้นที่ในประเทศกำลังประสบภัยแล้ง และยังมีประชากรอีกนับหลายล้านคนทั่วโลกไม่สามารถเข้าถึงแหล่งน้ำดื่มได้อย่างพอเพียง แหล่งน้ำในประเทศไทยหลายแห่งยังประสบปัญหาคุณภาพเสื่อมโทรม เราจึงต้องร่วมสร้าง “วัฒนธรรมอนุรักษ์น้ำ” คือเห็นถึงความสำคัญของน้ำ ประหยัดน้ำ ปกป้อง และเคารพต่อสายน้ำ

ดังนั้น สงกรานต์ปีนี้และต่อๆ ไป เราควรเล่นน้ำอย่างระมัดระวัง เข้าใจถึงวัตถุประสงค์ หรือเล่นอย่างมี “สติ” โดยไม่ควรทำให้เกิดการสิ้นเปลืองทรัพยากรอย่างไม่จำเป็นหรือทำลายคุณค่าของการอนุรักษ์น้ำ เราอาจใช้น้ำสะอาดตามธรรมชาติมาเล่น หรือหากต้องใช้น้ำประปาก็ต้องประหยัด ควรหลีกเลี่ยงการใช้ “น้ำขวด” รวมถึงการใช้อุปกรณ์เล่นน้ำ เช่น ปืนฉีดน้ำหรือท่อพีวีซี ซึ่งเป็นพลาสติกและขยะอันตราย เป็นการสิ้นเปลืองวัสดุ และสิ้นเปลืองพลังงานในการผลิตและกำจัดทำลาย หรือแม้แต่การรีไซเคิลก็เป็นการใช้พลังงาน ที่สำคัญจะเป็นการสร้างขยะอย่างไม่จำเป็น