จบไปแล้วสำหรับการนัดพิจารณาคดีครั้งแรก ในคดีสารตะกั่วปนเปื้อนในลำห้วยคลิตี้ จ.กาญจนบุรี ของศาลปกครองสูงสุด  เมื่อวันที่ 26 พ.ค. 2555 ที่ผ่านมา กรณีที่ชาวบ้านชุมชน กระเหรี่ยงคลิตี้ล่าง นำโดย นายยะเสอะ นาสวนสุวรรณ กับพวกรวม 22 คน ชาวบ้านคลิตี้ล่าง ยื่นฟ้อง กรมควบคุมมลพิษ ผู้ถูกฟ้องคดี ไม่ควบคุมตรวจสอบการประกอบกิจการของบริษัท ตะกั่วคอนเซนเตรทส์ (ประเทศไทย) จำกัด ที่ปล่อยน้ำเสียซึ่งมีสารตะกั่วเจือปนในลำห้วยคลิตี้ เป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีและราษฎรได้รับความเสียหาย โดยเรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นมานับตั้งแต่ปี 2541   แม้ว่าวันดังกล่าวจะไม่ใช่วันที่ศาลตัดสิน แต่สำหรับชาวคลิตี้ล่างแล้วถือเป็นวันที่มีความสำคัญกับพวกเขาอย่างมาก เพราะถือว่าเป็นขั้นตอนสำคัญสุดท้ายก่อนที่จะมีการตัดสินคดี  และจะช่วยให้พวกเขาเห็นแนวทางว่าคดีจะมีทิศทางอย่างไร   

อยากให้เน้นเรื่องการฟื้นฟูมากกว่าเงิน 

26 มิถุนายน 2555

อาสาสมัครกรีนพีซได้แต่งตัวเป็นมนุษย์ตะกั่วชูข้อความ “กรม (ไม่) ควบคุมมลพิษ” พร้อมถังตะกอนดินปนเปื้อนเพื่อสื่อสารเชิงสัญลักษณ์ และประกาศปฏิญญาคลิตี้ 14 ข้อ เรียกร้องให้มีการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ล่าง และออกมาตรการเชิงรุกแก้ปัญหามลพิษและปกป้องสิ่งแวดล้อม บริเวณหน้าอาคารศาลปกครองสูงสุด ในวันนัดนั่งพิจารณาคดีครั้งแรกกรณีชุมชนคลิตี้ล่างฟ้องกรมควบคุมมลพิษ © Dario Pignatelli/Greenpeace

 

ทั้งนี้ นายภานุพันธ์ ชัยรัต ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองชั้นต้น  ประจำศาลปกครองสูงสุด ได้แถลงความเห็นส่วนตัว ต่อองค์คณะผู้พิพากษาศาลปกครองสูงสุดคดี สิ่งแวดล้อม  โดยมีใจความโดยสรุปว่า  โรงแต่งแร่ของบริษัทตะกั่วคอนเซนเตรทส์ เป็นแหล่งกำเนิดมลพิษ  และเห็นควรให้มีการแก้คำพิพากษาศาลปกครองชั้นต้นจากคนละ 350 บาท เป็นคนละ 700 บาทต่อเดือน  นับตั้งแต่เดือน พ.ย. 2545 - วันที่ 21 มิ.ย. 2552 รวม 80 เดือน เป็นเงินจำนวนคนละ 56,000 บาท 

สำหรับค่าเสียหายหรือค่าทดแทนในอนาคตจากการได้ประโยชน์จากธรรมชาตินั้น พิเคราะห์แล้วเห็นควรกำหนดให้ผู้ฟ้องคดีคนละ 1,000 บาทต่อเดือน ตั้งแต่วันที่ 21 มิ.ย. 2542-2552 เป็นเวลา 10 ปี ซึ่งเป็นระยะเวลาที่ต้องปล่อยให้ธรรมชาติฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ตามกระบวนการธรรมชาติ เป็นเงินคนละ 120,000 บาท  เป็นเงินคนละ 176,000 บาท  จำนวน 22 คน  รวมทั้งสิ้น 3,872,000 บาท ทั้งนี้สำหรับคำแถลงการณ์ของตุลาการผู้แถลงคดีนั้นเป็นเพียงความเห็นส่วนตัว ไม่มีผลผูกพันองค์คณะผู้พิพากษาศาลปกครองสูงสุด เจ้าของสำนวน ซึ่งจะมีความเห็นแย้งหรือเห็นด้วยกับตุลาการผู้แถลงคดีก็ได้ โดยหลังจากนี้องค์คณะตุลาการศาลปกครองสูงจะนัดฟังคำพิพากษาต่อไป

อย่างไรก็ตามแปลกแต่จริงที่ว่าชาวบ้านกลับไม่มีความยินดีกับความเห็นของตุลาการผู้แถลงคดีในเรื่องการจ่ายเพิ่มค่าเสียหาย  เพราะสิ่งที่พวกเขาต้องการคือ “ลำห้วยคลิตี้ที่สะอาดปราศจากสารตะกั่ว” กลับมา  ไม่ใช่ต้องการ “เงิน”  เพราะหากปราศจากลำห้วยที่สะอาดแบบที่เคยเป็นมาในอดีตแล้ว  เงินจำนวนดังกล่าวก็ไม่สามารถซื้อชีวิตตายผ่อนส่งของชาวคลิตี้ล่างที่ต้องอยู่กับสารตะกั่วอย่างไม่รู้จบได้  ดังนั้นสิ่งที่ชาวบ้านอยากจะเห็น คือเรื่องการฟื้นฟูให้ลำห้วยคลิตี้กลับมาเป็นอย่างเดิม ด้วยการขุดลอกตะกอนตะกั่วออกจากลำห้วย เพราะการฟื้นฟูโดยธรรมชาติตามที่กรมควบคุมมลพิษกล่าวอ้างไม่ได้ผล เพราะวันนี้ผ่านไปแล้วกว่า 14 ปี แต่น้ำในลำห้วยคลิตี้ยังเป็นอันตรายเหมือนเดิม

14 ปีพิสูจน์แล้ว  การฟื้นฟูโดยธรรมชาติไม่ได้ผล 

กำธร  ศรีสุวรรณมาลา  ตัวแทนชาวบ้านชุมชนคลิตี้ล่าง กล่าวว่า จากการที่ตุลาการแถลงเรื่องการเพิ่มค่าเสียหายนั้น  อยากบอกว่าชาวบ้านไม่ได้เน้นเรื่องเงิน แต่เน้นเรื่องการฟื้นฟู แต่เหมือนตุลาการไม่ได้เน้นเรื่องนี้ แต่กลับพูดถึงการให้ธรรมชาติฟื้นฟู   ซึ่งในฐานะที่อยู่ตรงนั้นขอบอกเลยว่าธรรมชาติฟื้นฟูไม่ได้ เพราะเราอยู่กับธรรมชาติมาเป็นร้อยๆปี  เรารู้อยู่แล้วว่าน้ำป่าไหลหลากทุกปี ตะกอนตะกั่วที่อยู่ในลำห้วยฟุ้งทุกปี  ดังนั้น  ต้องดูดตะกอนที่ปนเปื้อนสารตะกั่วออก  การที่กรมควบคุมมลพิษอ้างว่าให้ธรรมชาติฟื้นฟู  แต่กลับตอบไม่ได้ว่าต้องใช้เวลากี่ปี เพราะตอนนี้ 14 ปีมาแล้ว  แต่ตะกั่วยังปนเปื้อนน้ำในลำห้วยเหมือนเดิม แม้จะรู้สึกผิดหวังอยู่บ้างที่ตุลาการไม่ได้พูดเรื่องการฟื้นฟู แต่จะรอคำตัดสินของศาลปกครองสูงสุดอีกที

สอดคล้องกับ   พลาย ภิรมย์ ผู้จัดการฝ่ายรณรงค์ ประเทศไทย  กรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งร่วมทำงานประเด็นคลิตี้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการติดตามตรวจสอบสถานการณ์สิ่งแวดล้อมในพื้นที่และรณรงค์ขับเคลื่อนแก้ไขป้องกันปัญหาเชิงนโยบายและการปฏิบัติของภาครัฐและอุตสาหกรรม  ที่เห็นว่า การฟื้นฟูตามธรรมชาติที่กรมควบคุมมลพิษ ระบุไว้นั้น  คือ การปล่อยมีการฟื้นฟูโดยธรรมชาติเพื่อให้กลับมาเหมือนเดิม แต่ 14 ปีที่ผ่านมาน่าจะพิสูจน์ได้แล้วว่ามันไม่ได้เกิดขึ้นจริง หรือถ้าจะเกิดขึ้นอาจจะใช้เวลายาวนานมาก ดังนั้น การฟื้นฟูสารตะกั่วที่เราอยากจะเห็นคือการขุดลอกตะกอนตะกั่วออกไปข้างนอก  เพื่อให้ทุกอย่างกลับมาสู่สภาพเดิมโดยเร็ว เพราะข้อมูลที่กรีนพีซฯไปลงพื้นที่ตรวจสอบก็ยังพบว่าลำห้วยคลิตี้มีการปนเปื้อนสารตะกั่วสูงมากในรูปของตะกอนดิน  

“สิ่งที่กรมควบคุมมลพิษควรทำตอนนี้ คือ การนำนักวิชาการเข้ามาศึกษาเรื่องการฟื้นฟูอย่างละเอียดว่าจะต้องทำอย่างไร งบประมาณเท่าไหร่และต้องรีบทำให้เร็วที่สุด เพราะการลงมาตรวจอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ  โดยในต่างประเทศหากมีปัญหาการสะสมของโลหะหนักในแม่น้ำแบบนี้จะมีการขุดเอาตะกอนดินไปบำบัดทันที ดังนั้น การขุดลอกจึงเป็นเรื่องที่ทำได้”       

สมพงศ์ ทองผาไฉไล  ตัวแทนชาวบ้านคลิตี้ล่าง  กล่าวถึงผลของสารตะกั่วว่าได้ทำให้ชาวบ้านคลิตี้ล่างเดือดร้อน โดยมีหลายคนป่วยเป็นโรคพิการทางสมองบางคนถึงกลับตาบอด เหตุที่ชาวบ้านต้องลุกขึ้นมาต่อสู้ครั้งนี้  เพราะเห็นว่าถ้าเราอยู่ไปโดยที่ไม่มีการแก้ไขจากสิ่งที่โรงงานแร่ตะกั่วทำไว้ ก็เหมือนกับการปล่อยให้มีการฆ่าเราให้ตายทางอ้อม เพราะที่ผ่านมาเราอยู่กับธรรมชาติ แต่มีมนุษย์บางกลุ่มมาทำลายธรรรมชาติ พวกเราก็เป็นมนุษย์ก็อยากใช้สิทธิความเป็นมนุษย์ในการปกป้องตัวเองเช่นกัน และเป็นเรื่องที่น่าเศร้ามาก เมื่อชาวบ้านที่ป่วยด้วยโรคสารตะกั่วในเลือดสูง  ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้  เพราะกลับไปบ้านก็ยังต้องเจอกับสารตะกั่วอยู่ดี ดังนั้นสิ่งที่ชาวบ้านต้องการมากที่สุด คือการขุดลอกตะกั่วออกจากลำห้วยคลิตี้ล่าง ไม่เช่นนั้น ชาวบ้านก็จะมีชีวิตตายผ่อนส่งแบบนี้  ฉะนั้นไม่ว่าศาลจะมีคำพิพากษาอย่างไรแต่พวกเราจะต่อสู้คดีนี้ให้ถึงที่สุด

คดีประวัติศาสตร์เพื่อบรรทัดฐานคดีสิ่งแวดล้อมไทย       

สุรชัย ตรงงาม  ผู้อำนวยการโครงการนิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW) ในฐานะผู้แทนในการดำเนินคดีต่อศาลปกครองกล่าวว่า เราฟ้องเรียกค่าเสียหายต่อผู้ก่อมลพิษ คือทั้งโรงงานและกรมควบคุมมลพิษ ที่ละเลยการปฏิบัติหน้าที่ แต่ปัญหาดังกล่าวจะไม่จบเลยหากไม่มีการฟื้นฟูคุณภาพสิ่งแวดล้อม ดังนั้น กรมควบคุมมลพิษต้องรับผิดชอบตรงนี้  เพื่อให้ชาวบ้านได้มีวิถีชีวิตกลับมาเหมือนเดิม  ทั้งนี้คดีคลิตี้เป็นคดีตัวอย่างที่จะสะท้อนว่าหากมีการปนเปื้อนมลพิษในสิ่งแวดล้อม  รัฐจะมีมาตรการใดๆ ที่จะเข้ามาแก้ไขอย่างรวดเร็วและเป็นธรรม คดีคลิตี้ได้สะท้อนภาพการบังคับใช้กฎหมายของเราอย่างเป็นรูปธรรมที่สุด 

“14 ปีมานี้ ถามว่าพอหรือยังที่จะกล่าวว่า เราไม่ต้องทำอะไร ปล่อยให้ธรรมชาติฟื้นฟู  ดังนั้น  เราคงต้องมาทบทวนการฟ้องร้องคดีนี้เพื่อต้องการให้ศาลมีคำพิพากษาให้กรมควบคุมมลพิษเข้ามาดำเนินแก้ไขปัญหาต่างๆ และยังจะเป็นตัวอย่างให้กับพื้นที่อื่นๆด้วย”

สุนี  ไชยรส   รองประธานกรรมการปฏิรูปกฎหมาย และในฐานะอดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ชุดแรกที่ติดตามเรื่องคลิตี้ล่างมาอย่างยาวนาน กล่าวว่า ด้านก้าวหน้าคือรัฐที่อนุมัติโครงการใดๆ ต้องรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้น แม้กรมควบคุมมลพิษไม่ใช่ผู้อนุมัติแต่ถือว่าเป็นตัวแทนรัฐร่วมกันและให้จ่ายค่าเสียหายเพิ่มจากเดิม  แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าตุลาการผู้แถลงคดีไม่ได้มีการพูดถึงกรณีกรมควบคุมมลพิษมีความล่าช้าในการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้   เพราะยอมรับว่าการฟื้นฟูโดยธรรมชาตินั้นถูกต้องแล้ว ดังนั้นตรงนี้ถือเป็นการท้าทายต่อการแก้ปัญหาของภาคประชาชน เพราะชาวบ้านยังอยู่ในหมู่บ้านเป็นร้อยๆ คน และเงินที่จ่ายค่าชดเชยก็เพียงแค่ผู้ฟ้อง 22 คน แล้วชาวบ้านที่เหลือเขาจะมีอนาคตยังไง จะกลับมามีวิถีชีวิตเดิมอย่างไร 

ดังนั้น การที่ตุลาการผู้แถลงคดียอมรับความเห็นผู้เชี่ยวชาญของหน่วยงานรัฐจนถึงมติคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติที่ให้ฟื้นฟูแบบธรรมชาติย่อมส่งผลกระทบต่อคดีสิ่งแวดล้อมในอนาคต เพราะมีช่องโหว่หลายอย่าง อาทิ เรื่องผู้เชี่ยวชาญที่กรมควบคุมมลพิษอ้างว่าการฟื้นฟูโดยธรรมชาติเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่สุด แต่กลับไม่รับฟังข้อโต้แย้งของผู้เชี่ยวชาญภาคประชาสังคมที่ชี้ว่าการฟื้นฟูโดยธรรมชาติไม่ถูกต้อง เพราะทุกวันนี้คนยังต้องใช้น้ำเหมือนเดิม และยังได้เสนอวิธีการฟื้นฟู ที่สามารถนำตะกั่วที่ปนเปื้อนออกจากลำน้ำได้ ซึ่งควรจะเอาชีวิตคนเป็นที่ตั้ง

“ชาวบ้านถามง่ายๆ ใครคิดว่าฟื้นฟูตามธรรมชาติจะแก้ปัญหาได้ก็ให้มาอยู่กันบ้างซักปีสองปี จะกล้ามาอยู่หรือไม่   ดังนั้น ยังมีความหวังว่าศาลปกครองสูงสุดจะรับฟังตรงนี้และย้อนกลับไปวินิจฉัยประเด็นเรื่องการฟื้นฟูที่ไม่รอธรรมชาติก็จะทำให้เป็นบรรทัดฐานให้คดีสิ่งแวดล้อมต่อไป เพราะคนไม่ได้ต้องการเพียงค่าเสียหายแต่ต้องการการแก้ปัญหาที่ยั่งยืน” 

ทั้งนี้ต้องจับตาดูว่าคดีประวัติศาสตร์ที่ชาวบ้านต่อสู้มานานกว่าสิบปีนี้จะจบลงอย่างไร  เพราะคำตัดสินดังกล่าวจะเป็นบรรทัดฐานของคดีสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย ในเรื่องการฟื้นฟูผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากนโยบายของรัฐและกลุ่มทุนให้รวดเร็วและเป็นธรรม ไม่ว่าจะเป็น กรณีมาบตาพุด กรณีการปนเปื้อนสารแคดเมียมในลำห้วยแม่ตาว  จ.ตาก กรณีการปนเปื้อนโลหะหนักในลำน้ำและในเลือดของชาวบ้าน จากเหมืองแร่ทองคำ อ.วังสะพุง จ. เลย สัมปทานเหมืองแร่ทองคำ จ.พิจิตร และปัญหามลพิษอื่นๆ อีกมากมาย  อีกไม่นานคงจะได้รู้กัน