การชั่งน้ำหนักปลาทูน่าเพื่อเตรียมขายที่ท่าเรือเจเนรัล ซานโตส ประเทศฟิลิปปินส

หากกล่าวถึงจังหวัดภูเก็ตแล้ว ผู้คนส่วนใหญ่จะนึกถึงแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลที่สวยงาม  หาดทรายขาว น้ำทะเลใส ปะการังที่งดงาม และแน่นอนคืออาหารทะเลที่ขึ้นชื่อ  หลายคนอาจจะไม่รู้ว่าจังหวัดภูเก็ตมีท่าเรือสำคัญของประเทศที่มีการขนถ่าย “ปลาทูน่า” เพื่อการนำไปใช้ในการประกอบอาหารและใช้ในอุตสาหกรรมทูน่ากระป๋องที่ประเทศไทยครองอันดับหนึ่งในการส่งออกปลาทูน่ากระป๋องไปทั่วโลก  ซึ่งแน่นอนว่าทำให้เกิดการจ้างงานแก่คนไทยในระบบการผลิตจำนวนมากกว่า 30,000 คน

โดยเรือที่นำปลาทูน่าเข้ามาขนถ่ายที่ท่าเรือภูเก็ตมาจากหลายประเทศด้วยกัน อาทิ  ใต้หวันและญี่ปุ่น ซึ่งมีการจับแบบเบ็ดราว (Longlines Fishing) ซึ่งจะได้ปลาทูน่าที่เหมาะแก่การทำอาหารญี่ปุ่นที่ปัจจุบันเป็นที่นิยมอย่างมาก โดยปลาที่ขนถ่ายนี้ส่วนใหญ่จะถูกขนส่งโดยเครื่องบินเพื่อนำกลับไปยังประเทศของตนเพื่อนำไปใช้ในการประกอบอาหาร  ทั้งซูชิ ซาซิมิ และอีกมากมายที่ปัจจุบันคนไทยเองก็นิยมบริโภคกันอย่างแพร่หลาย

อาสาสมัครของกรีนพีชกำลังช่วยชีวิต เต่าสายพันธุ์ Olive Ridley ที่กำลังจะสูญพันธุ์ ซึ่งเป็นผลพลอยได้ที่ไม่ต้องการจากการตกปลาทูน่าแบบเบ็ดราว

อย่างไรก็ตามปัญหาที่เกิดขึ้นจากการจับปลาทูน่าแบบเบ็ดราวนี้  เป็นการจับสัตว์น้ำพลอยได้ (Bycatch) ที่มาจากการใช้วิธีจับแบบนี้   ซึ่งทำให้การจับปลาทูน่าแต่ละครั้งได้สัตว์น้ำอื่นๆติดมาจำนวนมากและส่งผลกระทบต่อปริมาณสัตว์เหล่านั้น อาทิ เต่าทะเล ซึ่งที่เป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์และเป็นสัตว์ที่อยู่ในอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (CITES)  และยังมีปลาฉลาม ซึ่งเมื่อถูกจับได้อาจจะถูกตัดไปเพียงแค่ครีบเพื่อนำไปทำหูฉลามเพียงเท่านั้น และที่สำคัญโลมาก็ยังอาจถูกจับพร้อมกันกับวิธีนี้เช่นเดียวกัน ซึ่งการตกปลาวิธีไม่มีความยั่งยืน ส่งผลให้จำนวนของสัตว์ต่างๆเหล่านี้ลดจำนวนลงอย่างมาก

เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา  ดิฉันได้เป็นตัวแทนของกรีนพีชเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศไทย เดินทางเข้าร่วม Pole and Line Forum หรือการเสวนาเพื่อส่งเสริมการตกปลาทูน่าด้วยคันเบ็ด ที่เมืองเจเนรัล ซานโตส ประเทศฟิลิปปินส์  ซึ่งเป็นศูนย์กลางในการซื้อขายปลาทูน่าของประเทศ ในครั้งนี้ได้เดินทางไปยังท่าเรือเจเนรัล ซานโตส (Port of General Santos) เพื่อการศึกษาดูงานเกี่ยวกับปลาทูน่า ซึ่งเป็นท่าเรือที่อยู่ทางตอนใต้ของประเทศฟิลิปปินส์  ที่มีการนำปลาทูน่าเข้ามาถ่ายโอนขึ้นเทียบท่าที่นี่  ซึ่งท่าเรือแห่งนี้อาจเปรียบได้กับท่าเรือภูเก็ตของเมืองไทยเราที่มีการถ่ายโอนปลาทูน่าเช่นกัน 

ปลาทูน่าสายพันธุ์ Yellowfin ที่กำลังโดนดึงขึ้นมาจากทะเลด้วยวิธีการตกด้วยเบ็ดมือ

โดยการจับปลาทูน่าของชาวประมงฟิลิปปินส์ เป็นการใช้วิธีจับปลาทูน่าแบบเบ็ดมือ (Handlines)  ซึ่งต่างกับเบ็ดราว โดยแต่ละครั้งชาวประมงหนึ่งคนจะจับปลาทูน่าได้ครั้งละหนึ่งตัวเท่านั้น หากปลาที่จับได้นั้นไม่ใช่ปลาทูน่าแต่เป็นปลาหรือสัตว์ชนิดอื่น เช่น ปลาฉลาม  ปลาโลมา เต่าทะเล สามารถปล่อยลงทะเลได้ทันที และยังมีชีวิตรอดต่อไปได้ แต่การจับปลาทูน่าด้วยวิธีเบ็ดราวนั้น หากมีปลาหรือสัตว์ชนิดอื่นติดเบ็ดมาด้วย แน่นอนว่าสัตว์เหล่านั้นอาจจะต้องตาย เนื่องจากว่ามีการวางเบ็ดเป็นระยะทางยาวหลายกิโลเมตรและเป็นเวลานาน ซึ่งทำให้เกิดผลกระทบต่อประชากรสัตว์น้ำที่สำคัญ ซึ่งการจับปลาทูน่าแบบเบ็ดราวนี้แสดงให้เห็นถึงผลเสียที่เกิดขึ้นมากกว่าวิธีการที่จับปลาทูน่าด้วยเบ็ดมือที่สามารถปล่อยสัตว์ที่ไม่ต้องการได้ทันที เป็นการจับปลาที่ก่อให้เกิดความยั่งยืนต่อปริมาณของสัตว์น้ำและเป็นวิธีที่ไม่ทำลายสัตว์น้ำในระดับที่ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศทางทะเล

ที่ท่าเรือเจเนรัล ซานโตสนี้ ปลาที่ได้มาจากการจับปลาของชาวประมงฟิลิปปินส์แบบเบ็ดมือ(Handlines) เป็นวิธีที่ก่อให้เกิดความยั่งยืนทางด้านสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศทางทะเลมากกว่าปลาที่ถูกนำมาขนถ่ายที่ท่าเรือภูเก็ตอย่างมาก เนื่องจากปลาที่จับได้มาจากการจับแบบเบ็ดราวนั้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเล อย่างไรก็ตามอุตสาหกรรมการจับปลาด้วยวิธีเบ็ดมือนี้ ก็ยังสามารถที่จะก่อให้เกิดความไม่ยั่งยืนได้ เนื่องจากปลาที่จับได้ส่วนใหญ่นั้นเป็นปลาทูน่าสายพันธ์เยลโลฟิน Yellowfin ที่มีการลดจำนวนลงอย่างต่อเนื่องในปัจจุบัน จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องให้เกิดการอนุรักษ์  ซึ่งต้องเกิดการร่วมมือกันของทุกฝ่าย อย่างบูรณาการและเห็นความสำคัญของทรัพยากรทางทะเล เพื่อให้เกิดความยั่งยืนอย่างแท้จริง