ผู้เข้าร่วมงานเสวนา “จิบชา ปฏิวัติพลังงาน”

มหกรรมปฏิวัติพลังงานที่จัดขึ้นโดยกรีนพีซ ระหว่างวันที่ 2-18 สิงหาคมที่ผ่านมา ณ สนามราชมังคลากีฬาสถานได้สิ้นสุดลงด้วยรอยยิ้มแห่งความหวังที่จะทำให้อนาคตของประเทศไทยขับเคลื่อนไปด้วยพลังงานหมุนเวียนเกิดขึ้นได้จริง โดยตลอดช่วงสามสัปดาห์ที่ผ่านมาได้มีการนำเสนอพลังงานหมุนเวียนในแง่ต่างๆ ให้ประชาชนได้รู้จักและคุ้นเคยกับพลังงานสะอาดชนิดต่างๆ มากขึ้นผ่านทางการเสวนาหลากความรู้ คอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง และกิจกรรมสนุกรายล้อมโดมกู้วิกฤติโลกร้อน ซึ่งแสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยของเราจะบอกลาพลังงานสกปรกและเข้าสู่ยุคพลังงานหมุนเวียนด้วยการผลักดันให้เกิดกฎหมายพลังงานหมุนเวียนฉบับแรกของประเทศไทยขึ้น

นางสาวรสนา  โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภากรุงเทพมหานคร ซึ่งติดตามตรวจสอบนโยบายพลังงานของประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่อง กล่าวในระหว่างการเสวนาว่า "การยกร่างกฎหมายพลังงานหมุนเวียนถือว่าเป็นเรื่องที่มีความก้าวหน้าและเห็นว่าควรมีการรื้อโครงสร้างกระทรวงพลังงานใหม่โดยแบ่งเป็นกระทรวงพลังงานด้านปิโตรเลียม และกระทรวงพลังงานที่ดูแลเรื่องพลังงานหมุนเวียนอื่นๆ ไม่เช่นนั้นพลังงานปิโตรเลียมซึ่งมีขนาดใหญ่มากก็จะควบคุมทุกอย่างทำให้พลังงานหมุนเวียนไม่มีทางที่จะเกิดขึ้นได้"

 

ปัจจุบันพลังงานหมุนเวียนของประเทศไทยสามารถผลิตได้ 8,272.08 เมกะวัตต์หรือร้อยละ 9.4 ของพลังงานที่ใช้ทั้งหมดในประเทศ โดยกระทรวงพลังงานตั้งเป้าหมายการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนให้ได้ร้อยละ 25 ภายใน 10 ปี ( 2555-2564) กรีนพีซเชื่อว่าถ้าประเทศไทยมีกฎหมายพลังงานหมุนเวียนที่เข้มข้นตามหลักการพื้นฐานที่กรีนพีซเสนอไว้ ประเทศไทยจะสามารถเพิ่มการผลิตพลังงานหมุนเวียนตามเป้าที่กระทรวงพลังงานตั้งไว้ได้ภายในเวลาไม่ถึง10 ปี

ประเทศไทยเรานั้นมีศักยภาพในการผลิตพลังงานหมุนเวียนอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นพลังงานจากแดด ลม น้ำ หรือพลังงานชีวมวลต่างๆ ขาดแต่เพียงแค่การให้ความรู้และสนับสนุนจากรัฐบาลเท่านั้น คงไม่มีใครอยากให้มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์หรือถ่านหินตั้งอยู่ในพื้นที่ของบ้านตนโดยที่ประเทศไทยเองก็ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ไฟฟ้าจำนวนมากขนาดนั้น และเป็นการได้ที่ไม่คุ้มเสียอย่างแท้จริง เพราะนอกจากจะเป็นการทำลายสิ่งแวดล้อมจนยากที่จะฟื้นฟูแล้ว ยังเป็นการทำลายถิ่นที่อยู่อาศัย แหล่งประกอบอาชีพ และสุขภาพชีวิตอย่างที่ไม่มีวันคุ้มค่ากับการแลกมาด้วยพลังงานไฟฟ้าอย่างแน่นอน

 “และไม่ใช่เพียงช่วยลดปัญหาโลกร้อนเท่านั้น แต่การลงทุนกับพลังงานหมุนเวียนจะส่งผลดีกับสังคมและเศรษฐกิจของประเทศไทย ทั้งการสร้างงานสร้างรายได้ ลดมลพิษที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ” ณัฐวิภา อิ้วสกุล ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวสรุป “โดยกฎหมายนี้จะเป็นกลไกสำคัญที่ส่งเสริมให้เกิดการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียน และที่สำคัญคือเป็นการกำหนดนโยบายที่เอื้อให้ชุมชนในพื้นที่ผลิตกระแสไฟฟ้าตามศักยภาพที่มีอยู่ในชุมชนได้อย่างเต็มที่”

ถึงเวลาที่เราต้องเวลาบอกลาโดมกู้วิกฤติโลกร้อนเพื่อให้เดินทางไปสร้างความหวังและแรงบันดาลใจเรื่องพลังงานหมุนเวียนที่ประเทศอื่นๆ ต่อไป แต่กิจกรรมรณรงค์กฎหมายพลังงานหมุนเวียนฉบับแรกของประเทศไทยของเรายังไม่จบสิ้นลง เราต้องการทุกเสียงสนับสนุนของคนไทย เพื่อจะทำให้เราปฏิวัติสู่พลังงานหมุนเวียนได้สำเร็จ แล้วประเทศเราก็จะได้บอกลาพลังงานสกปรกกันเสียที