ผมเคยไปที่อาร์กติกในช่วงฤดูร้อนปีค.ศ. 1970 โดยผมอยู่ในทีมนักวิทยาศาสตร์บนเรือเดินสมุทรของแคนนาดาชื่อว่า "ฮัดสัน" ซึ่งเป็นหนึ่งในเรือสำรวจทางทะเลของประวัติศาสตร์ และการเดินเรือรอบโลกครั้งแรกของสหรัฐอเมริกา เราได้ไปเยือนแอนตาร์กติกมาแล้ว ซึ่งยิ่งเป็นการทำให้ผมอยากท่องทะเลที่ปกคลุมไปด้วยน้ำแข็ง และขณะนี้เรากำลังย่างเข้าทะเลโบฟอร์ดในอาณาเขตของมหาสมุทรอาร์กติก โดยผ่านทางช่องแคบแบร์ริงเพื่อทำการสำรวจสมุทรศาสตร์ก่อนจะล่องเรือผ่านนอร์ธเวสต์ แพสเสช ซึ่งเป็นทางเดินเรือจากมหาสมุทรแอตแลนติกมายังแปซิฟิกผ่านทางฝั่งทะเลเหนือของแคนนาดา ตัวเรือได้รับการเสริมความแข็งแรงเพื่อเตรียมรับกับน้ำแข็งที่พบตลอดชายฝั่งทางเหนือของอลาสก้า และนอร์ธเวสต์เทร์ริทอรีส์ทางตอนเหนือของแคนนาดา ซึ่งทะเลน้ำแข็งของมหาสมุทรอาร์กติกลอยอยู่ใกล้ชายฝั่ง เราจึงมีพื้นที่เพียงไม่กี่ไมล์ที่สามารถแล่นเรือได้ (ซึ่งเราได้ค้นพบน้ำแข็งที่มีความเงาวาวของน้ำแข็งใต้ทะเลที่เกิดจากสันแนวความกดอากาศเลียบชายฝั่ง) บางครั้งก็ไม่มีแม้แต่ช่องเดินเรือ มีแต่น้ำแข็ง ซึ่งเป็นสิ่งปกติที่เราคาดหวังไว้ ทะเลน้ำแข็งที่อาร์กติกนั้นปกคลุมทั่วบริเวณมหาสมุทรอาร์กติกแม้แต่ในช่วงฤดูร้อน เช่นเดียวกับฤดูหนาว
 
ทุกวันนี้ทะเลน้ำแข็งในฤดูร้อนลดลงเหลือเพียงแค่เศษน้ำแข็ง ในปีค.ศ. 2007 ทะเลน้ำแข็งละลายเหลือเพียงสี่ล้านตารางกิโลเมตร และในฤดูร้อนปีนี้ยิ่งเหลือน้อยลงกว่าที่เคย และอาจเหลือปริมาณน้อยกว่า สามล้านตารางกิโลเมตร ผมคาดว่าในฤดูร้อนปีค.ศ. 2015 หรือ 2016 คงจะไม่เหลือน้ำแข็งอีกต่อไป ปัจจุบันนี้เมื่อแล่นเรือไปยัง อาร์กติกผ่านทางช่องแคบแบร์ริง แทนที่จะพบกับทางเดินเรือเพียงไม่กี่ไมล์ก่อนที่จะปะทะกับภูเขาน้ำแข็งนั้น ก็กลับพบทะเลเปิดกว้างอยู่เบื้องหน้า โดยมีเพียงน้ำแข็งเหลืออยู่ไม่กี่ไมล์หลงเหลืออยู่ที่ขั้วโลกเหนือ หากมองจากห้วงอวกาศก็จะพบว่าส่วนเหนือสุดของโลกดูเป็นสีน้ำเงินเข้ามาแทนที่ สีขาว

เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ และจะมีผลกระทบต่อเราอย่างไร? สาเหตุ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะสภาวะการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศหรือสภาวะโลกร้อน โดยอาร์กติกมีอุณหภูมิสูงขึ้นเร็วกว่าสามถึงสี่เท่าของส่วนอื่นๆ ทั่วโลก ทะเลน้ำแข็งมีความหนาน้อยลงทุกฤดูหนาว และละลายมากขึ้นในฤดูร้อน ดังนั้นผ่านไปปีแล้วปีเล่าน้ำแข็งจึงมีความบางขึ้นเรื่อยๆ ในที่สุดก็ถึงจุดที่การละลายในช่วงฤดูร้อนมีปริมาณสูงกว่าปริมาณที่สามารถ ก่อตัวได้ในช่วงฤดูหนาว จากนั้นน้ำแข็งทั้งหมดจึงถล่มลง เรากำลังอยูในจุดนี้แล้ว เป็นเวลา 35 ปีที่ผมได้คอยตรวจวัดระดับความบางของน้ำแข็งโดยการใช้ระบบโซนาร์จากเรือดำ น้ำ และคอยเตือนอยู่บ่อยครั้งถึงการขยับเข้าใกล้การสูญสิ้นน้ำแข็งในช่วงฤดูร้อน แผ่นน้ำที่เปิดกว้างจากการถอยร่นของน้ำแข็งยิ่งทำให้เกิดคลื่นขนาดใหญ่จาก การพัดของพายุได้ ซึ่งจะยิ่งโหมพัดให้น้ำแข็งที่ไม่ละลายนั้นหลุดลอยออกไปอีก

เมื่อ เป็นเช่นนี้จะมีผลกระทบอย่างไรต่อโลก? ตราบใดที่ยังพอมีน้ำแข็งปกคลุมผิวน้ำทะเลอยู่บ้างในช่วงฤดูร้อนถึงแม้จะบาง สักแค่ไหน อุณหภูมิของท้องทะเลจะถูกรักษาคงที่ไว้ที่ศูนย์องศาเซลเซียสเนื่องจากรังสี ดวงอาทิตย์ที่ดูดซับมาจะหลอมละลายส่วนใต้น้ำแข็งมากกว่าทำให้น้ำอุ่นขึ้น เช่นเดียวกับอุณหภูมิของภูมิอากาศก็จะถูกรักษาให้คงที่ไว้ที่ใกล้ จุดเยือกแข็งศูนย์องศาเซลเซียสเนื่องจากอากาศที่อุ่นขึ้นจะละลายชั้นผิวของ หิมะที่ปกคลุมยอดน้ำแข็ง และยังคงรักษาความเย็นอยู่ ถึงแม้จะบางลงแต่ทะเลน้ำแข็งยังคงทำหน้าที่เป็นเสมือนกับเครื่องปรับอากาศ ให้กับมหาสมุทรและอากาศได้เต็มประสิทธิภาพ  ทว่าทันทีที่ไร้น้ำแข็ง เมื่อไร กระบวนการนี้จะยิ่งทวีความร้อน และทะเลสามารถร้อนขึ้นได้อย่างรวดเร็ว (สามารถสูงถึงเจ็ดองศาเซลเซียสได้เมื่อถึงปลายฤดูร้อน ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อปลายปีที่แล้ว และทำให้อาร์กติกมีอุณหภูมิไม่เย็นไปกว่าทะเลเหนือ) เช่นเดียวกับภูมิอากาศ (ที่ยิ่งเมื่อมีอากาศร้อนพัดผ่านกรีนแลนด์ก็จะยิ่งทำให้น้ำแข็งบริเวณ กรีนแลนด์ละลายเร็วยิ่งขึ้น) ความร้อนแฝงคือตัวกั้นกลางความร้อนที่มีอานุภาพสูงมาก โดยปริมาณความร้อนที่ต้องใช้เพื่อละลายน้ำแข็งหนึ่งกิโลกรัมจะทวีความร้อน ให้กับน้ำที่ละลายแล้วสูงถึง 80 องศาเซลเซียส ดังนั้นเมื่อน้ำแข็ง ละลายจนหมดสิ้นจะเกิดการผันผวนของอุณหภูมิครั้งใหญ่ในมหาสมุทรและภูมิอากาศ ของขั้วโลก และยิ่งยากที่จะหาหนทางที่จะเปลี่ยนมหาสมุทรในช่วงฤดูร้อนให้กลับมาปกคลุม ด้วยน้ำแข็งได้อีกหากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น

การที่น่าน น้ำเปิดเข้ามาแทนที่ทะเลน้ำเเข็งจะเป็นการลดอัตราส่วนรังสีสะท้อน (Albedo) ของโลก ซึ่งเป็นการสะท้อนกลับโดยรวม โดยผมได้คำนวณว่าการสูญเสียน้ำแข็งสี่ล้านกิโลเมตรสุดท้ายนี้จะทำให้โลกร้อน ขึ้นเหมือนดังที่เกิดขึ้นเมื่อ 25 ปีที่แล้วจากการเพิ่มขึ้นของปริมาณคาร์บอรไดออกไซด์ ยิ่งไปกว่านั้น การละลายของชั้นดินเยือกแข็งคงตัว (Permafrost) ที่อยู่ใต้ทะเลที่อุ่นขึ้นนั้นจะปล่อยก๊าซมีเทนออกมาจำนวนมาก ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกที่มีความรุนแรงมาก และจะก่อปริมาณเพิ่มมากขึ้นในชั้นบรรยากาศ ผลกระทบทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่เร่งสภาวะโลกร้อน และเรากำลังนับถอยหลังสู่หายนะเมื่อน้ำแข็งกำลังค่อยๆ หายไป

เราจะรีรอผลัดผ่อนปฏิบัติการเพื่อลดการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศต่อไปในอนาคตอีกไม่ได้แล้ว เราต้องลงมือปฏิบัติแก้ไขตั้งแต่ตอนนี้ มิเช่นนั้นวินาทีนี้ก็คือจุดเริ่มต้นของการสิ้นสุดอารยธรรมของมนุษยชาติ

ปีเตอร์ แวดแฮมส์
กันยายน 2012


ปีเตอร์ แวดแฮมส์ศาสตราจารย์ ปีเตอร์ แวดแฮมส์ เป็นศาสตราจารย์ด้านฟิสิกส์ทางมหาสมุทร ประจำอยู่ที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ รวมถึงเป็นนักวิทยาศาสตร์ทางทะเล และผู้เชี่ยวชาญด้านธารน้ำแข็งที่เข้าร่วมในการวิจัยทะเลน้ำแข็ง เขานำกลุ่มโพลาร์โอเชียนฟิสิกส์ (Polar Ocean Physics Group) ศึกษาถึงผลกระทบของสภาวะโลกร้อนที่มีต่อทะเลน้ำแข็ง ภูเขาน้ำแข็ง และมหาสมุทรขั้วโลก ซึ่งมีการทำงานที่อาร์กติกและแอตแลนติกด้วยเรือดำน้ำ ยานอัตโนมัติใต้น้ำ (AUV) เรือตัดน้ำแข็ง เครื่องบิน และการตั้งแคมป์บนน้ำแข็ง เขาได้นำกลุ่มสำรวจขั้วโลกมาแล้ว 45 ครั้ง ซึ่งหลายครั้งในนั้นได้ใช้เรืออาร์กติก ซันไรส์ของกรีนพีซด้วย