เยาวชนไม่ใช่เป็นเพียงอนาคตของชาติ แต่เป็นคนรุ่นหลังที่ต้องอาศัยอยู่ในโลกใบนี้ต่อไป  พวกเขาต่างต้องการอนาคตสีเขียวที่สามารถสูดลมหายใจอย่างเต็มปอดท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่บริสุทธิ์ปราศจากวงจรอุบาทว์ของมลพิษ เยาวชนจึงเป็นกำลังเสียงสำคัญในการผลักดันกฏหมายพลังงานหมุนเวียนฉบับแรกของประเทศไทย โดยมีสถาบันการศึกษาส่งเสริมอย่างเต็มที่ในด้านการปลูกฝังจิตสำนึกในการหันมาใช้พลังงานสะอาด และประหยัดพลังงานเพื่ออนาคตสีเขียวของทุกคน

กิจกรรมปฏิวัติพลังงาน

ท่ามกลางแสงแดดอันร้อนแรง นักเรียนโรงเรียนสตรีวิทยา ถนนราชดำเนิน และโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน ต่างตื่นตัวกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในงานสัปดาห์วิทยาศาสตร์  แต่ไม่ลืมเห็นความสำคัญของธรรมชาติโดยเฉพาะการผลิตน้ำปั่นที่เป็นการสาธิตการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ของกลุ่มกรีนพีซ พร้อมทั้งร่วมลงชื่อสนับสนุนการรณรงค์เพื่อผลักดันกฎหมายหมุนเวียนเป็นจำนวนมาก รวมถึงมีการสอบถามความรู้เพิ่มเติมถึงระบบการเปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์มาเป็นไฟฟ้าจากรถผลิตน้ำปั่นของเรา การผลิตพลังงานหมุนเวียน และข้อเสียของพลังงานสกปรกด้วยความสนใจที่อาจจะมากกว่าผู้ใหญ่บางท่านอีกด้วยซ้ำ ทว่าจิตสำนึกรักสิ่งแวดล้อมของนักเรียนนั้นคงเกิดขึ้นไม่ได้หากปราศจากการปลูกฝังที่ดีของครูผู้สอน ภายใต้ผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ที่คำนึงถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อมที่จะแปรเปลี่ยนพลังเล็กๆ ของนักเรียนเป็นการขับเคลื่อนสู่สังคมแห่งอนาคตสีเขียว

คุณจำรัส กลิ่นหอม รองผู้อำนวยการโรงเรียนสตรีวิทยา กล่าวว่า “นักเรียนเป็นตัวจักรเล็กแต่มีปริมาณมากที่พร้อมให้ความร่วมมือเผยแพร่ไปสู่ชุมชน เป็นการขับเคลื่อนไปพร้อมๆ กันทุกภาคส่วน ทั้งภายในโรงเรียน และสังคม ตอนนี้ครูเกือบทุกคนในโรงเรียนก็นำแนวปฏิบัติการประหยัดพลังงานไปใช้ในบ้าน และนักเรียนก็พยายามปรับไปใช้ในบ้านเช่นเดียวกัน” โดยโรงเรียนสตรีวิทยามีหลักสูตร “ยอดนารี สตรีวิทยา” ซึ่งส่งเสริมสิ่งแวดล้อมโดยตรงด้วยการใส่ไว้ในหลักสูตรการเรียนการสอน เน้นการประหยัดพลังงาน โดยในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่หนึ่งจะเป็นการให้ความรู้เบื้องต้นของไฟฟ้าอ้างอิงจากอุปกรณ์ไฟฟ้าจริง ต่อมาในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่สองจะแนะนำให้นักเรียนดูการใช้ไฟฟ้าจากมิเตอร์ตู้ควบคุมพลังงานอัตโนมัติของแต่ละห้องในอาคารเบญจภัทรดิเรก เป็นการศึกษาบทเรียนด้วยตนเอง มีการรณรงค์ให้เด็กจดเลขมิเตอร์ และกระตุ้นให้เด็กนำไปใช้ที่บ้าน สุดท้ายในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่สามจะเป็นการเขียนโครงงานที่สามารถประยุกต์ใช้ได้ในชีวิตจริง โดยมอบหมายให้เด็กนำความรู้ที่ได้เรียนมาในห้องเรียนกลับไปใช้จริงที่บ้าน รวมถึงมีการให้รางวัลแก่นักเรียนที่สามารถประหยัดไฟฟ้าได้สูงสุด ซึ่งในปีที่ผ่านมามีบ้านของนักเรียนที่สามารถลดค่าใช้จ่ายได้มากถึง 2-3 พันบาทต่อเดือนเลยทีเดียว นอกจากนักเรียนจะนำความรู้ที่ได้ฝึกฝนมาไปใช้จริงจนช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าอย่างเห็นได้ชัดแล้ว รางวัล ISO14100 ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่แสดงถึงการร่วมมือของนักเรียนทั้งโรงเรียนสตรีวิทยาได้เป็นอย่างดีต่อเนื่องมาทุกปี

นอกเหนือจากการใช้ตู้ควบคุมพลังงานอัตโนมัติของอาคารเบญจภัทรดิเรกเพื่อเป็นการสอนการประหยัดพลังงานแล้ว อาคารอนุรักษ์พลังงานแห่งนี้สามารถกักเก็บปริมาณน้ำทิ้งจากเครื่องปรับอากาศได้ 10,758 ลิตร ต่อวัน ซึ่งสามารถนำน้ำส่วนนี้ไปใช้รดน้ำต้นไม้ต่อ และด้วยการตั้งเวลาเปิด-ปิดไฟและเครื่องปรับอากาศ เมื่อห้องเรียนมีอุณภูมิถึงตามที่กำหนดเซ็นเซอร์จะตัดระบบปรับอากาศทันทีเพื่อช่วยประหยัดพลังงาน นอกจากนี้ยังมีการรณรงค์การประหยัดพลังงานโดยรอบโรงเรียน ที่เห็นได้ชัดคือ “ตู้น้ำอันปลั๊ก” ซึ่งเป็นตู้ที่ทำความเย็นด้วยน้ำแข็งที่เหลือจากการดื่มน้ำของนักเรียน ผลงานของอาจารย์ชูเกียรติ ชัยชนะดารา ผู้ออกแบบห้องเรียนสีเขียว หนึ่งในโครงการของการไฟฟ้าฝ่ายผลิต โดยอาจารย์ชูเกียรติ ให้ข้อคิดที่ดีว่า “เรื่องพลังงานไม่ใช่เรื่องที่สอนเพื่อจำไปสอบ แต่ต้องเป็นเรื่องของการปลูกจิตสำนึกเพื่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอย่างแท้จริง ด้วยการเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับนักเรียนด้วย”

กิจกรรมปฏิวัติพลังงาน

ด้านของโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน เองก็ให้การตอบรับและสนับสนุนกฎหมายพลังงานหมุนเวียนอย่างเต็มที่ ซึ่งผู้อำนวยการและคณะอาจารย์โรงเรียนต่างล้วนพร้อมใจกันลงชื่อร่วมผลักดันการรณรงค์ของกรีนพีซ เป็นอีกหนึ่งกำลังสำคัญตัวแทนของสถานศึกษาชั้นนำของประเทศไทยที่เตรียมพร้อมมุ่งหน้าพาอนาคตของไทยก้าวไปสู่การปฏิวัติพลังงานอย่างแท้จริง

ถึงจะพบตัวอย่างที่ดีจากคณะครูในด้านการใช้พลังงานจากโรงเรียนทั้งสองโรงเรียน แต่อย่างไรก็ตามแนวคิดและแนวทางปฏิบัติด้านการใช้พลังงานหมุนเวียนยังคงไม่สามารถพบได้อย่างเด่นชัดในโรงเรียนเท่าที่ควร ทั้งนี้เป็นเพราะยังขาดการสนับสนุนจากภาครัฐด้วยการมีกฎหมายพลังงานหมุนเวียนที่เอื้อต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม โดยคุณจำรัส กลิ่นหอม รองผู้อำนวยการโรงเรียนสตรีวิทยา ให้ความเห็นเพิ่มเติมถึงภาครัฐกับการออกกฎหมายพลังงานว่า “อยากให้ภาครัฐจริงจัง เพื่อให้ประชาชนได้รับผลประโยชน์อย่างแท้จริง มีการอนุรักษ์ให้ยั่งยืน เอื้อประโยชน์ต่อประชาชน มีการบรรจุในบทเรียนสร้างความรู้ตั้งแต่เล็กว่าพลังงานปัจจุบันเป็นสิ่งที่ใช้แล้วหมดไป ควรมีการส่งเสริมให้ใช้พลังงานหมุนเวียน อาจเกิดผลช้า แต่เราต้องปูพรมในความถี่ ไม่ใช่การส่งเสริมเพียงนโยบาย แต่ในทางปฏิบัติเป็นนโยบายที่ค้านกัน เพราะประชาชนพร้อมที่จะให้ความร่วมมืออยู่แล้ว” จากการร่วมมือกันเป็นอย่างดีของนักเรียน ครู และชุมชนเช่นนี้ย่อมเป็นการขับเคลื่อนอนาคตของประเทศไทยด้วยพลังงานหมุนเวียนได้อย่างมั่นคงแน่นอน

ไม่ใช่เพียงแค่โรงเรียนสตรีวิทยา หรือโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน ที่พร้อมเปิดไฟเขียวหนุนกฎหมายพลังงานหมุนเวียนอย่างเต็มที่ แต่การส่งเสริมเรื่องการใช้พลังงานและการปลูกฝังแนวคิดเรื่องพลังงานสะอาดจะเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืนจากการที่โรงเรียนอื่นๆ ทุกโรงเรียน รวมถึงหน่วยงานต่างๆ ร่วมมืออนุรักษ์พลังงานอย่างประสานกัน สร้างแนวปฏิบัติอย่างยั่งยืน พร้อมปฏิวัติพลังงานเพื่อโลกที่มีอากาศและสิ่งแวดล้อมที่บริสุทธิ์สำหรับเด็กเหล่านี้ ซึ่งจะต้องเติบโตบนโลกใบนี้ไปอีกนาน