ในสมัยเด็กสามารถดื่มน้ำคลอง เล่นน้ำผุดว่าย ในลำคลองเคยเต็มไปด้วยกุ้ง ปู และปลาหลากชนิดที่จับได้อย่างไม่ยากเย็น แต่ในปัจจุบันแม้แต่มือก็ยังไม่สามารถจุ่มลงน้ำได้ สัตว์น้ำที่เคยอุดมสมบูรณ์ก็หายไปจากคลอง เหลืออยู่เพียงแค่ส่วนน้อยเท่านั้น นี่คือเสียงรำลึกถึงอดีตของคลองสำโรงในความทรงจำจากนางนกแก้ว กลัดบุบผา ประธานชุมชนรักประชา เทศบาลตำบลบางพลี และนายจามร บุญวิวัฒน์ ที่ปรึกษาชุมชนทั้งแปดผู้ดูแลคลองสำโรงกล่าว หนึ่งในตัวแทนของคลองสำโรง จังหวัดสมุทรปราการ ที่กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงของคลองหลังจากการเข้ามาของโรงอุตสาหกรรมซึ่งนำพามลพิษทางน้ำเข้ามาพร้อมกับความเจริญ “ทุกอย่างที่ไม่ต้องการทั้งจากโรงงานอุตสาหกรรมและชุมชนก็ปล่อยทิ้งลงแม่น้ำ จากลำคลองที่เคยเป็นแหล่งอุปโภคบริโภคหลักกลับกลายเป็นท่อระบายน้ำ” เพียงในช่วงไม่กี่ปีหลังจากการเปลี่ยนแปลงของระบบน้ำของแม่น้ำเจ้าพระยาหลังจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในปีพ.ศ. 2536 การสร้างประตูกั้นน้ำ ทำให้การระบายน้ำไม่สมบูรณ์ และยังกลายเป็นคลองที่รองรับน้ำเสียจากคลองต่างๆ น้ำไม่สามารถหมุนเวียนได้ตามวัฏจักร เกิดการหมักหมม เมื่อสายธารแห่งชีวิตที่หล่อเลี้ยงชุมชนถูกมลพิษคุกคามจนถึงขั้นวิกฤติ คนในชุมชนจึงจำต้องลุกขึ้นต่อต้านโรงงานอุตสาหกรรมปกป้องแม่น้ำ เฝ้าระวังมลพิษด้วยตนเอง ถือเป็นแม่แบบสำคัญให้กับชุมชนอื่นๆ ให้หันมาพัฒนาแม่น้ำคูคลอง

ถึงแม้จะเจอศึกมลพิษจากรอบด้านแต่ชุมชนทั้งแปดริมคลองสำโรงอันได้แก่ ชุมชนคงคาราม ประตูน้ำ ประสานสัมพันธ์ ธารา หลวงพ่อโต พัฒนา สามัคคีร่วมใจ และรักประชายังสามารถร่วมปกป้องรักษาคลองสำโรงตอนกลางแห่งนี้ให้ยังมีสภาพน้ำที่ดีกว่าคลองสำโรงตอนต้น  หรือแม้แต่ลำคลองสายอื่นๆ สาเหตุหลักที่ยังคงรักษาสภาพของลำคลองไว้ได้เช่นนี้ คือ ความร่วมมืออย่างแข็งขันของชุมชนกับองค์กรเทศบาลท้องถิ่น โดยทางเทศบาลตำบลบางพลีนั้นคอยรับฟังปัญหามลพิษอยู่เสมอ รวมถึงให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี อาทิเช่น มีการประสานงานกับตำรวจท่องเที่ยวในการช่วยกันเก็บขยะตามคูคลอง  มอบถังดักไขมันให้ตามร้านค้าและครัวเรือน  รวมถึงวางแผนร่วมดำเนินการไปพร้อมกับตัวแทนชุมชนในการต่อสู้กับมลพิษอยู่เสมอ

ในการต่อกรกับมลพิษที่เกิดขึ้นสิ่งที่โดดเด่นที่สุด คือ การที่ชุมชนผนึกกำลังกันร่วมปกป้องสายน้ำไม่ให้เลวร้ายไปกว่านี้เนื่องจากยังมีโรงงานอุตสาหกรรมที่ยังคงฝืนข้อบังคับการปล่อยมลพิษตามกฎหมาย และหน่วยงานรัฐบาลยังขาดการปฏิบัติงานปกป้องแหล่งน้ำพร้อมข้อบังคับทางกฎหมายที่ชัดเจน สิ่งที่คนในชุมชนทำไม่ใช่การหนีไปตั้งถิ่นฐานใหม่ แต่กลับรวบรวมคนในท้องที่กว่าร้อยคนมารวมกันประท้วงการปล่อยมลพิษของโรงงานอุตสาหกรรมเมื่อปี พ.ศ.2542 ที่ผ่านมา แต่สิ่งที่โรงงานแก้ไขคือการมอบยาดมและยาสามัญประจำบ้าน รวมถึงการตรวจสุขภาพประจำปีเท่านั้น ซึ่งไม่สามารถเทียบได้กับปริมาณมลพิษที่ยังคงปล่อยอย่างต่อเนื่อง

ต่อมาในปีพ.ศ. 2544 โรงงานอุตสาหกรรมอีกแห่งหนึ่งมีการทิ้งน้ำเสียจนปรากฏเป็นน้ำสีดำอย่างเห็นได้ชัด กระทั่งประธานชุมชนรักประชาคนเดิม คือ คุณสมภพ ญาณวิเศษสุข ได้ทำการตรวจคุณภาพน้ำและมีการลงข่าวตามสื่อต่างๆ แต่ก็ยังมีการปล่อยน้ำเสียอย่างต่อเนื่อง สิ่งชุมชนพอที่ทำได้คือการดำน้ำลงไปในคลองที่สกปรกเสี่ยงชีวิตเพื่อปิดท่อปล่อยน้ำเสียไม่ให้ไหลลงคูคลอง นอกจากนี้ทางชุมชนยังมีการรณรงค์ปลูกจิตสำนึกรักษ์คูคลองด้วยการถ่ายรูปประจานครัวเรือนที่ทิ้งขยะลงน้ำ เพื่อไม่ให้ผู้อื่นนำเอาเป็นแบบอย่าง ถือเป็นตัวอย่างการปกป้องดูแลสายน้ำด้วยวิถีของชาวบ้านแต่ที่สามารถสร้างจิตสำนึกชุมชนให้เข้มแข็ง ซึ่งทุกชุมชนก็สามารถทำได้เช่นกัน เป็นแบบอย่างที่ดีที่ชุมชนอื่นควรปฏิบัติตาม

 

ถึงเวลาแล้วที่หน่วยงานภาครัฐจะหันมาใส่ใจกับปัญหามลพิษและไม่ปล่อยให้ประชาชนต่อสู้อยู่ฝ่ายเดียว ในการนี้เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2555 หรือวันอนุรักษ์และพัฒนาแม่น้ำ คู คลองแห่งชาติ ทางกรีนพีซและกลุ่มตัวแทนแปดชุมชนริมคลองสำโรงได้ร่วมกันจัดงาน “คืนชีวิตสู่ลำคลอง คืนสายน้ำสู่ชุมชน” เพื่อเป็นการปลูกจิตสำนึกฟื้นฟูสายน้ำ พร้อมทั้งแบ่งปันประสบการณ์ในงานเสวนาบอกเล่าการต่อสู้เพื่อปกป้องแม่น้ำลำคลองในชุมชนเพื่อเป็นต้นแบบให้กับชุมชนอื่นได้หันมาอนุรักษ์หวงแหนสายน้ำ โดยได้มีตัวแทนของหน่วยงานราชการ นางสุวพิชญ์ จินดากุล ผู้อำนวยการกองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม ตำบลบางพลี ได้ร่วมรับรู้ถึงปัญหา พร้อมรับข้อเสนอในการติดตั้งบ่อบำบัดในชุมชนเพื่อเพิ่มปริมาณออกซิเจนในกระแสน้ำไปปฏิบัติตามอีกด้วย

นอกจากกิจกรรมเสวนาแล้ว ทางกรีนพีซและชุมชนริมคลองสำโรงยังได้ร่วมกันติดป้ายรณรงค์ปลูกจิตสำนึกปกป้องฟื้นฟูแม่น้ำคูคลองด้วยข้อความที่ทางชุมชนช่วยกันคิดขึ้น  โดยในครั้งนี้กรีนพีซได้ล่องเรือไปตามลำคลองเพื่อเก็บตัวอย่างน้ำตามจุดต่างๆ พร้อมนำไปตรวจสอบคุณภาพน้ำซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการรณรงค์เรื่องการปล่อยมลพิษต้องเหลือศูนย์ เพื่อยุติปัญหามลพิษทางน้ำอย่างยั่งยืน  โดยผลของการเก็บตัวอย่างน้ำจะนำเสนอต่อไปในเดือนตุลาคมนี้

การต่อสู้ของชุมชนคลองสำโรงในปัจจุบันเป็นการต่อสู้เพื่อชีวิตที่ดีกว่าของเยาวชนคนรุ่นหลังในอนาคต แนวทางแก้ไขปัญหามลพิษที่ปรากฎในปัจจุบันยังคงขาดผลลัพธ์ที่ชัดเจน สิ่งที่ทำเป็นการจัดการชั่วคราวเฉพาะปัญหาน้ำเสียจากชุมชน แต่ไม่สามารถจัดการกับสารเคมีจากโรงงานอุตสาหกรรมที่ต้องบำบัด นอกจากการแก้ไขที่ปลายเหตุแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ กรมควบคุมมลพิษต้องนำระบบการเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนมีสิทธิในการรับรู้ข้อมูลการปล่อยมลพิษสู่แหล่งน้ำ (PRTRs) ไปพร้อมกับกระตุ้นความร่วมมือกันรณรงค์ในชุมชนและชุมชนแฝงที่มาพร้อมกับโรงงานอุตสาหกรรมและขาดความผูกพันกับสายน้ำ “สิ่งที่เราต้องทำเพื่ออนาคตของสายน้ำที่ดีขึ้นคือ การปลูกฝังเยาวชนคนรุ่นหลังว่าหากขาดแม่น้ำที่ใสสะอาด เราก็คงมีขีวิตอยู่ไม่ได้” นางนกแก้วเสริม การอนุรักษ์ที่ยั่งยืนต้องเริ่มต้นจากจิตสำนึกในการรักท้องถิ่น เพื่อการอนุรักษ์อย่างยั่งยืนและถาวร

สามารถติดตามต่อถึงเรื่องราวความเข้มแข็งของชุมชนริมคลองสำโรงแห่งนี้กับกิจกรรมการเก็บขยะในคูคลองวันที่ 27 กันยายน ที่จะถึงนี้ ซึ่งเป็นการร่วมกันฟื้นฟูชีวิตคลองสำโรงของชุมชนและเทศบาล พร้อมด้วยอาสาสมัครกรีนพีซ เพราะเพียงแค่พลังชุมชนคงไม่เพียงพอ อย่าปล่อยให้แม่น้ำที่ใสสะอาดเป็นเพียงภาพในอดีต ทุกคนก็สามารถมีส่วนร่วมพลิกฟื้นมลพิษคืนชีวิตให้สายน้ำได้เช่นกัน