อีกหนึ่งเหตุการณ์ที่เป็นข้อพิสูจน์ได้อย่างดีว่าการขุดเจาะน้ำมันในอาร์กติกเป็นความคิดที่เลวร้าย คือ เหตุการณ์แท่นขุดเจาะน้ำมัน คุลลุคหลุดออกจากฐานแล้วลอยมาเกยตื้นที่เกาะซิทคาลิแดค ใกล้กับเมืองโคเดียค รัฐอลาสกา โดยแท่นขุดเจาะน้ำมันคุลลุคอันแสนโบราณนี้ไม่ประสบความสำเร็จในการขุดเจาะน้ำมันช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา เชลล์จึงได้ใช้เรือลาก Aiviq มูลค่า 200 ล้านเหรียญสหรัฐ ลากแท่นคุลลุคเข้าท่าเรือชายฝั่ง แต่เนื่องจากเกิดสภาพอากาศแปรปรวนเกิดกระแสน้ำเชี่ยวในทะเลแบร์ริง และทำให้สายลากความยาว 400 ฟุต ขาด ปล่อยให้แท่นขุดเจาะน้ำมันหลุดลอยไป เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2555 ที่ผ่านมา

ต่อมาในวันที่ 28 ธันวาคม 2555 แท่นขุดเจาะน้ำมันคุลลุคสามารถเชื่อมต่อกับเรือ Aiviq ได้อีกครั้ง แต่ระหว่างทางได้เกิดเหตุ “เครื่องยนต์ขัดข้อง” บริเวณทางใต้ของเกาะโคเดียค ทำให้แท่นขุดเจาะหลุดลอยไปไกล มีการช่วยเหลือกลุ่มลูกเรือบนแท่นขุดเจาะทางเฮลิคอปเตอร์ของ US Coast Guard  หลังจากได้พยายามเชื่อมสายลากและหลุดหลายครั้งต่อหลายครั้ง ในที่สุดเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม ที่ผ่านมา เรือลาก Aiviq และแท่นขุดเจาะ คุลลุค ได้เชื่อมต่อกันอีกครั้งในระยะ ห่างจากชายฝั่งของเกาะโคเดียค 19 ไมล์ และดำเนินการลากไปยังท่าเรือฮอบรอนที่อลาสกา แต่สายลากกลับขาดอีกครั้งในระยะห่างจากชายหาดเพียง 4 ไมล์ จนกระทั่งลอยไปเกยตื้นชายฝั่งในที่สุด



แท่นขุดเจาะน้ำมันคุลลุคประกอบด้วย น้ำมันดีเซล 139,000 แกลลอน และน้ำมันไฮโดรลิค 12,000 แกลลอน ถึงแม้จะยังไม่มีรายงานการรั่วของน้ำมัน แต่หนึ่งในทีมงานได้กล่าวไว้อย่างคลุมเครือว่า “เราไม่ทราบถึงความเสียหาย เนื่องจากมันมืดมาก และอากาศก็เลวร้ายมาก

ขณะนี้ทางเชลล์และ US Coast Guard  กำลังร่วมมือกันหาหนทางดำเนินการ แต่ยังติดปัญหา “สภาพอากาศและคลื่นลมแรง”

เราต่างตระหนักถึงผลกระทบอันแสนสาหัสของวิกฤติน้ำมันรั่วที่อาจเกิดขึ้นที่อลาสกา โดยในปีพ.ศ. 2532 เรือบรรทุกน้ำมันขนาดยักษ์ เอ็กซอน วอลเดช ได้ชนหินเกยตื้นบนแนวปะการังไบลห์ ใกล้ชายฝั่ง พรินซ์ วิลเลียม ซาวน์ ของอลาสกา ตัวเรือฉีกออกและเทน้ำมันดิบทั้ง 11 ล้าน แกลลอนลงสู่อ่าว  คร่าชีวิตนกทะเล แมวน้ำ นากทะเล และวาฬเพชฌฆาตนับไม่ถ้วน  และยังส่งผลกระทบอยู่จนถึงทุกวันนี้

และเหตุการณ์ในครั้งนี้คงไม่ใช่เรื่องใหม่อะไรสำหรับเชลล์ นอกจากเกิดอุบัติเหตุในการขุดเจาะน้ำมันอยู่บ่อยครั้งแล้ว ยังมีเหตุผลหลักอีก 8 ประการ ที่เราไม่ควรปล่อยให้เชลล์เข้ามารุกรานอาร์กติก

1. เชลล์ไม่มีการเตรียมการค่าใช้จ่ายสำหรับกระบวนการล้างคราบน้ำมันจากการรั่ว

ในเดือนมีนาคม 2555 เชลล์ได้ออกมายอมรับกับ คณะกรรมการตรวจสอบทรัพยากรทางธรรมชาติของสหราชอาณาจักร ถึงเหตุการณ์ฉุกเฉินนี้ว่า เชลล์ไม่มีการเตรียมค่าใช้จ่ายสำหรับการล้างคราบน้ำมันหากเกิดการรั่วซึม ทิ้งความเสียหายไว้ทางการเงินให้กับผู้ถือหุ้น และความเสียหายทางมลพิษให้กับประชากรบนโลก

2. รัฐบาลสหรัฐฯ ไม่ได้รับรองว่า อาร์กติก ชาลเลนเจอร์ เรือท้องแบนของเชลล์ ว่าปลอดภัยเพียงพอ

เรือ อาร์กติก ชาลเลนเจอร์ เป็นเรือท้องแบนนอายุ 36 ปี ที่เคยถูกใช้ในการลากอุปกรณ์ความปลอดภัยบนทะเลน้ำแข็ง และทางหน่วยงานของสหรัฐอเมริกาไม่เชื่อถือว่าเรืออาร์กติก ชาลเลนเจอร์ จะสามารถทนทานต่อพายุที่รุนแรงได้

3. US Coast Guard ไม่มั่นใจกับการกำจัดคราบน้ำมันหากเกิดน้ำมันรั่ว

จากการสัมภาษณ์ โดยสำนักข่าวบลูมเบิร์ก ทางแม่ทัพ US Coast Guard กล่าวว่า “เราไม่มั่นใจว่าจะมีการจัดการอย่างไรในน่านน้ำที่หนาวเย็นของอลาสกา” ซึ่งหนึ่งในกระบวนการจัดการของเชลล์คือน้ำยาล้างคราบน้ำมัน

4. เรือขุดเจาะน้ำมันของเชลล์ลอยเกยตื้นชายฝั่งจากผลกระทบของลมแรง เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2555

5. เรือขุดเจาะน้ำมัน โนเบิล ดิสคอฟเวอร์เรอร์ ของเชลล์เกิดไฟลุกที่เครื่องยนต์ 

6. ระบบรักษาความปลอดภัยป้องกันน้ำมันรั่วซึมของเชลล์แตกง่ายราวกับกระป๋องเบียร์ในการทดสอบ 

7. Pete Slaiby ประธานประจำอลาสกาของเชลล์ ยอมรับว่า “จะมีน้ำมันรั่ว” ในการให้การสัมภาษณ์กับสำนักข่าวบีบีซ

8. เหตุการณ์แท่นขุดเจาะน้ำมันเกยตื้นเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2555 ที่ผ่านมานี้

แทนที่จะเปลี่ยนขั้วโลกเหนือเป็นแหล่งขุมทรัพย์ทางน้ำมันแห่งใหม่ เราควรจะช่วยกันรักษาสถานที่ที่แสนบอบบางและสำคัญต่อภูมิอากาศของโลกแห่งนี้ให้ปลอดภัยจากกลุ่มอุตสาหกรรมผู้ไร้ความรับผิดชอบ ร่วมกันหยุดยั้งอุตสาหกรรมน้ำมันที่ไร้จิตสำนึกและรักษาอาร์กติกได้ที่ “Save the Arctic!”