โลกของเรามีมหาสมุทรครอบคลุมพื้นที่มากถึง 3 ใน 4 ส่วนของพื้นที่ทั้งหมด ภาพของโลกจากอวกาศจึงเป็นเสมือนอัญมณีสีครามที่ส่องประกายสวยงาม ถึงแม้มนุษย์จะแบ่งแยกผืนน้ำตามเขตแดนประเทศ แต่อันที่จริงแล้วทุกทะเลล้วนเชื่อมต่อกัน เป็นทะเลเดียวกัน เป็นมหาสมุทรเดียวกันบนโลกใบนี้ที่ช่วยสนับสนุนค้ำจุนสรรพชีวิตบนโลก และในวันที่ 8 มิถุนายน นี้ ถือเป็นวันมหาสมุทรโลก ที่เราทุกคนจะมาร่วมตระหนักถึงคุณค่าของมหาสมุทรกัน ในช่วงนี้มีข่าวที่น่าตกใจเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมออกมามากมายเหลือเกิน ล่าสุดคือข่าวของปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่สูงทะลุ 400 ส่วนต่อล้านส่วน (พีพีเอ็ม-part per million) ซึ่งสูงที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษย์ ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์อันมหาศาลนี้จะสะสมในน้ำทะเลและทำให้น้ำกลายเป็นกรด ส่งผลต่อระบบนิเวศทั้งหมด ยังไม่รวมถึงการจับปลาเกินขนาดและขาดความรับผิดชอบที่มนุษย์ดำเนินการต่อเนื่องมาอย่างยาวนาน ถึงเวลาที่เราจะตั้งคำถามกับตัวเองแล้วหรือยังว่า เราได้ดูแลทะเลอันเป็นชีวิต  ของเรามากพอหรือยัง

ทะเลอันแสนกว้างใหญ่ของเรากำลังซ่อนความทุกข์ร้อนไว้ใต้ผืนน้ำและเกลียวคลื่น หากมองจากผืนดิน และอาหารทะเลที่เรากินเป็นประจำ คงยากจะรู้ว่ามีพันธุ์สัตว์น้ำใดกำลังสูญหายไปบ้าง การประมงแบบทำลายล้างเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดการประมงเกินขนาดนั้นได้เปลี่ยนแปลงห่วงโซ่อาหารในทะเล และระบบนิเวศทั้งหมด ผลก็คือขณะนี้ปลากำลังหายไปและบางชนิดก็ใกล้สูญพันธุ์เต็มที่ จนในอนาคตอันใกล้เราอาจต้องกินแมงกระพรุนทอดพริก หรือต้มยำแพลงก์ตอนแทนปลาที่เราเคยกินกัน

เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2556 ที่ผ่านมากรีนพีซได้จัดเสวนาภาคประชาสังคมในหัวข้อ “ทะเลเดียวกัน: วิกฤตไทยสู่ทะเลโลก” เพื่อระดมความคิดกู้วิกฤตทะเลไทย โดยหลายภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต่างเห็นพ้องกันว่า ทะเลไทยเข้าขั้นวิกฤต และจำเป็นต้องหยุดยั้งการประมงแบบทำลายล้าง ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากนโยบายรัฐที่เอื้อให้การพัฒนากิจการประมงพาณิชย์แบบทำลายล้างที่เป็นไปในทางกอบโกยทรัพยากร และทำลายวิถีชีวิตของประมงพื้นบ้านและชุมชนท้องถิ่น “มูลค่าสัตว์น้ำมีราคาสูงขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่ชาวประมงพื้นบ้านยังคงรายได้ต่ำ ผลประโยชน์จากท้องทะเลตกอยู่ในมือของกลุ่มนายทุน ซึ่งกลุ่มนายทุนอุตสาหกรรมนี่เองที่ใช้เครื่องมือประมงแบบทำลายล้างจับสัตว์ทะเลที่ไม่ได้ขนาด เพียงเพื่อนำไปทำเป็นอาหารสัตว์ในราคาถูก โดยไม่คำนึงถึง ผลกระทบต่ออนาคตของทะเลไทยที่เป็ นต้นทุนทรัพยากรของคนทั้งประเทศ” บรรจง นะแส ประธานสมาคมรักษ์ทะเลไทย กล่าว “พลังชุมชนคือสิ่งสำคัญในการลุกขึ้นมาปกป้องท้องทะเล นอกจากนั้นแล้วทะเลมีพลังในการฟื้นตัวทรัพยากรอย่างน่าทึ่ง เพียงแค่กำจัดเครื่องมือประมงแบบทำลายล้าง ความอุดมสมบูรณ์จะกลับคืนมา”

การประมงแบบทำลายล้างทำร้ายสัตว์ทะเลวัยอ่อนที่มีความสำคัญต่อระบบนิเวศและเศรษฐกิจ หากปล่อยให้ลูกปลาเหล่านี้เติบโตจะมีมูลค่าสูงกว่ามาก และการประมงอย่างละโมบนี่เองที่ทำให้ทุกวันนี้ปลาทูที่เรากินกันตัวเล็กลงเรื่อยๆ มีราคาแพง และปลาป่นยิ่งราคาสูงขึ้น เพียงเพราะความเห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนบุคคล ทำให้ทะเลเหลือปลาน้อยลงทุกที “กฏหมายประมงตั้งแต่ปีพ.. 2490 มีความล้าหลังและตามไม่ทันปัญหา อีกทั้งยังมีเรืออวนลากผิดกฏหมายอีกหลายพันลำรอนิรโทษกรรม ตามกฏหมายแล้ว ทะเลและทรัพยากรสัตว์น้ำถือเป็นสมบัติสาธารณะ โดยมีรัฐเป็นผู้บริหารจัดการ แต่ปัจจุบันการจัดการของรัฐยังไม่สามารถตอบโจทย์เรื่องสิ่งแวดล้อม เรษฐกิจ และสังคมได้ อีกทั้งยังขาดการให้การศึกษาแก่ชุมชน สร้างความรู้ผิดๆ อย่าง ลูกปลาทูเคี้ยวง่าย ทั้งที่เป็นการทำลายระบบนิเวศอย่างใหญ่หลวง ถือเป็นการขาดประสิทธิภาพในการใช้กฏหมายโดยตั้งใจ ทำให้ประเทศไทยอยู่ในวังวนการประมงแบบ "มือใครยาว สาวได้สาวเอา" สุภาภรณ์ อนุชิราชีวะ ตัวแทนจากมูลนิธิสายใยแผ่นดิน กล่าวเสริม

ผศ. ประสาท มีแต้ม อนุกรรมการด้านสิทธิชุมชน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวเพิ่มเติมถึงปัญหาและอุปสรรคในการฟื้นฟูทะเลไทยว่าเกิดจากความเข้าใจผิดของประชาชนบางประการ อาทิ การที่คิดว่าทะเลเป็นเรื่องไกลตัว การคาดไม่ถึงว่าปลาจะหมดทะเลได้ การไม่เข้าใจถึงพลังที่แท้จริงของตนเองว่าสามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้ และการแก้ปัญหาเป็นเรื่องของรัฐ ผลก็คือ การขาดการมีส่วนร่วมและละเมิดสิทธิชุมชนที่เกิดขึ้นในทุกวันนี้ โดยสะมะแอ เจ๊ะมูดอ นายกสมาคมสมาพันธ์ประมงพื้นบ้าน ยังเห็นพ้องด้วยว่า “ทะเลไม่ควรเป็นของใครหรืออุตสาหกรรมใด สิ่งที่ควรเปลี่ยนแปลงคือ การมีส่วนร่วม และการละเมิดสิทธิชุมชน ดังคำกล่าวที่ว่า ทรัพยากรมนุษย์มีพอเพียงสำหรับมนุษย์ทุกคน แต่ไม่พอเพียงสำหรับคนโลภเพียงคนเดียว 

ชีพจรทะเลกำลังอ่อนแรง การเสื่อมโทรมของทะเลไทยส่งผลกระทบถึงทุกคน โดย ศิรสา กันตรัตนากุล ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านทะเลและมหาสมุทร กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวสรุปว่า “ไม่ว่าจะเป็นระบบนิเวศ ความมั่นคงทางอาหาร การท่องเที่ยว และวิถีชีวิตของชุมชนประมงพื้นบ้าน รวมถึงภาคส่วนต่างๆ ที่ล้วนพึ่งพาทรัพยากรทางทะเลเป็ นห่วงโซ่ต่อกัน ถึงเวลาแล้วที่ต้องพัฒนากฏหมายประมงให้เข้มแข็งขึ้นเพื่อฟื้นฟูทะเลไทย หากเรายังปล่อยให้ทุกอย่างเป็นเช่นนี้ระบบนิเวศทางทะเลก็จะสูญสลายไป และส่งผลกระทบต่อทุกชีวิตบนโลก”

ในวันมหาสมุทรนี้ เรามีภารกิจในการฟื้นฟูทะเลร่วมกัน ยืดอายุแหล่งโปรตีนสำคัญของโลก ปกป้องทะเลจากการแสวงหาผลประโยชน์ของอุตสาหกรรม และรักษามรดกอันล้ำค่านี้ไว้ต่อไปให้ลูกหลานของเรา เพราะการฟื้นฟูเป็นเรื่องของเรา และเป็นอนาคตของเราทุกคน