หลังจากที่ได้ติดตามการเดินทางของเรือเอสเพอรันซาในอ่าวไทยมาเป็นเวลาเกือบ 4 วัน พร้อมกับเฝ้าดูการประมงแบบทำลายล้างในบริเวณน่านน้ำแห่งนี้ ฉันก็อดไม่ได้ที่จะคิดว่า จะยังมีที่ใดใต้ท้องทะเลไทยที่ปลอดภัยสำหรับให้ลูกปลาได้เติบโตหลงเหลืออยู่ไหม เพราะแม้แต่ในเขตอุทยานแห่งชาติที่ได้รับการคุ้มครองยังเป็นแหล่งปลาอันโอชะสำหรับเรืออวนลากขาประจำ

ตั้งแต่เรือเอสเพอรันซาเดินทางมาถึงน่านน้ำบริเวณเกาะสมุยและเกาะพงันเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน ที่ผ่านมา ในแต่ละวันทั้งเช้าและบ่ายนักกิจกรรมกรีนพีซได้คอยเฝ้ามองจากเรดาร์ของเรือเอสเพอรันซาในระยะ 6 ไมล์ ปรากฏว่ามีเรืออวนลากทั้งเดี่ยวและคู่อยู่เกิน 50 ลำ และเมื่อสอบถามกับชาวประมงก็ได้รับข้อมูลว่า เรืออวนลากนั้นจะทำงานกะละ 6 ชั่วโมงต่อวัน อย่างน้อยสามกะ และบ้างก็ดำเนินการลากอวนตลอด 24 ชั่วโมง ไม่มีวันหยุดพัก เรียกได้ว่าการหมุนเวียนของเรือประมงอวนลากเดี่ยวและคู่ในบริเวณนี้แทบจะไม่เหลือพื้นที่ให้ท้องทะเลได้หยุดพักหายใจ และสร้างชีวิตใหม่ขึ้นมาทดแทน

จากที่เราเคยได้รับรู้ข้อมูลจากการสำรวจวิจัยด้านความสมดุลทางทะเลของประเทศไทยว่า ร้อยละ 60 ของปริมาณปลาที่เรืออวนลากจับขึ้นมานั้นไม่ใช้ปลาเป้าหมายที่ต้องการ และร้อยละ 32 ในจำนวนนั้นเป็นลูกปลาเศรษฐกิจวัยอ่อน แต่เมื่อเราออกไปสำรวจด้วยตนเองแล้วจำนวนลูกปลาคงไม่ใช่เพียงร้อยละ 32 อย่างแน่นอน และไม่ต้องพูดถึงว่าขนาดของอวนนั้นมีตาถี่เล็กเพียงใด แม้แต่น้ำที่ก้นอวนก็ยังไม่สามารถไหลออกได้เพราะติดลูกปลาและสัตว์น้ำขนาดเล็กที่อวนจนเหมือนกับถุงน้ำขนาดใหญ่ที่เพิ่งถูกดึงขึ้นจากทะเล

ไม่ใช่เพียงเรืออวนลากเท่านั้นที่เราพบเจอ แต่ยังมีเรือคราดหอยที่จะออกประมงในช่วงบ่ายจนถึงเวลาประมาณตีสามในตอนเช้า เรือประมงประเภทนี้มีประสิทธิภาพในการทำลายระบบนิเวศท้องทะเลไม่แพ้กับเรืออวนลาก โดยใช้เครื่องมือที่คล้ายตะแกรงขูด แซะเพื่อจับหอยที่อยู่ใต้ผิวดิน และแน่นอนว่าได้ทำลายระบบนิเวศหน้าดินของทะเลและสัตว์วัยอ่อนทุกชนิดที่คราดเคลื่อนผ่าน ถือเป็นอีกหนึ่งศัตรูสำคัญของการทำการประมงแบบยั่งยืน

 

ในวันรุ่งขึ้นวันที่ 18 มิถุนายน นักกิจกรรมของกรีนพีซจากเรือเอสเพอรันซาได้นำเรือยางออกเผชิญหน้ากลุ่มเรือประมงแบบทำลายล้างในอ่าวไทย ห่างจากชายฝั่งเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ประมาณ 10 กิโลเมตร พร้อมชูป้าย “หยุดทำร้ายทะเลไทย” ด้านหน้าหนึ่งในเรืออวนลากจำนวนนับร้อยในบริเวณนี้ รวมถึงเรียกร้องให้รัฐบาลไทยมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดและมุ่งนโยบายที่นำไปสู่การยุติการทำประมงเกินขนาดและการประมงแบบทำลายล้าง เพื่อปกป้องและฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของทะเลไทย  แล้วเรือเอสเพอรันซาจึงออกเดินทางไปยังทะเลชายฝั่งจังหวัดสุราษฎร์ธานี

ในช่วงบ่ายของวันเดียวกัน สะพานเดินเรือของเอสเพอรันซาได้แจ้งกับเราว่าพบเรือประมงในเขต 3 กิโลเมตรจากชายฝั่ง ซึ่งถือเป็นเขตผิดกฏหมายห้ามทำการประมงเชิงอุตสาหกรรมใดๆ ในบริเวณนี้ และที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้นคือน่านน้ำบริเวณนี้อยู่ในเขตของอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทอง โดยภาพที่เรดาร์ของเรือเอสเพอรันซาแสดงนั้นเป็นภาพของเรืออวนลากคู่เรียงรายเป็นขบวนในรัศมี  6 ไมล์ นับดูแล้วเกิน 10 คู่ และยังไม่รวมถึงเรืออวนลากเดี่ยวอีกหลายลำ เอสเพอรันซาจึงส่งเรือยางออกไปสำรวจในบริเวณนั้น พร้อมกับแจ้งเจ้าหน้าที่กรมประมงและกรมอุทยาน หลังจากติดต่อแล้วในที่สุดกรมอุทยานได้แจ้งว่าจะส่งเรือลาดตระเวนออกมาสำรวจ นักกิจกรรมที่เรือยางจึงคอยอยู่ในบริเวณนั้น เป็นเวลากว่าหนึ่งชั่วโมงผ่านไปที่เรือลาดตะเวนนั้นมาถึง และแน่นอนว่าเรือประมงผิดกฏหมายนั้นได้ออกไปที่อื่นแล้ว  แต่ทางกรีนพีซได้เก็บข้อมูลภาพถ่าย ตำแหน่ง ช่วงเวลาและชื่อเรือไว้ได้อย่างละเอียด พร้อมแจ้งเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องให้ดำเนินการต่อ

ต่อมาในวันที่ 19 มิถุนายน ช่วงเช้าเราได้พบเรือประมงอวนลากคู่เกือบสิบคู่ที่จอเรดาร์ในบริเวณเดิมอีกครั้ง และมีประมาณสองคู่ที่อยู่ในเขต 3 กิโลเมตรของอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทองจุดเดิม เรือเอสเพอรันซาจึงส่งเรือยางออกไปสำรวจอีกครั้ง และต้องการตรวจสอบว่าเรือที่พบนั้นมีชื่อเดียวกันกับที่พบเมื่อวานหรือไม่ เมื่อเรือยางไปใกล้จุดที่เรดาร์ระบุไว้ เรือประมงอวนลากดังกล่าว และเรือประมงแบบทำลายล้างโดยรอบต่างรีบออกจากบริเวณหมู่เกาะอ่างทองทันที่ที่เห็นเรือยางของกรีนพีซ นักกิจกรรมของเราจึงแล่นเรือยางไปรอบๆ ชายฝั่งบริเวณนั้นเพื่อตรวจสอบให้แน่ใจ เห็นได้ชัดว่าเรือประมงตระหนักดีว่าตนทำผิดกฏหมาย และต้องการหลบเลี่ยงพวกเรา ซึ่งในช่วงบ่ายก็เป็นเช่นนี้ด้วยเหมือนกัน

ทะเลเป็นทรัพยากรอันมีค่าของทุกคน ไม่ใช่คนใดคนหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่อุทยานเป็นพื้นที่ที่ควรได้รับการคุ้มครอง และเป็นทรัพย์สินของชาติ  ซึ่งพี่ศิรสา กันตรัตนากุล ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านทะเลและมหาสมุทร กล่าวว่า “ภาครัฐควรดูแลบังคับใช้กฏหมายอย่างจริงจังและมีประสิทธิภาพ และควรมีการปรับปรุงกฏหมายตั้งแต่ภาคนโยบายไปจนถึงการดำเนินการบังคับใช้ เพียงแค่พื้นที่เล็กๆ ของอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทอง  รัฐก็ยังไม่สามารถดูแลได้ แล้วภาครัฐจะสามารถดูแลพื้นที่ทั้งหมดของทะเลไทยได้อย่างไร หากมีกฏหมายแต่ขาดการบังคับใช้อย่างแท้จริงก็คงไม่ต่างอะไรกับตัวหนังสือบนกระดาษเท่านั้น”

คงจะมีคาราวานเรือประมงทำลายล้างในอ่าวไทยอีกนับไม่ถ้วนที่เรายังไม่ได้พบเห็น ในวันนี้เรือเอสเพอรันซากำลังมุ่งหน้าสู่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์เพื่อสำรวจการประมงแบบทำลายล้างและผิดกฏหมายต่อไป ยิ่งเราเดินทางออกสำรวจมากเท่าไรก็ยิ่งพบว่าภายใต้ระลอกคลื่นน้อยใหญ่นั้นทะเลไทยกำลังมีชีพจรที่อ่อนแรงลงไปทุกที ทุกที ยังไม่สายที่เราทุกคนจะร่วมกันรักษ์พิทักษ์ทะเล และรวมพลังกันฟื้นฟูทะเลไทยไปพร้อมกับกรีนพีซ  แล้วพบกันที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์พร้อมกับกิจกรรมดีๆ และเรื่องราวของการสำรวจทะเลไทยในวันที่ 22 มิถุนายนนี้นะคะ