ช่วงบ่ายของวันที่ 25 มิถุนายน 2556 เรือเอสเพอรันซาค่อยๆ เคลื่อนตัวเข้าสู่ปากแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณอ่าวไทยรูปตัวก.ไก่ โดยมีเรือตรวจการจากกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งเคลื่อนออกต้อนรับเรือเอสเพอรันซา และนำส่งถึงป้อมพระจุลจอมเกล้า ยิ่งเรือเคลื่อนเข้าใกล้ปากอ่าวน้ำทะเลก็เริ่มเปลี่ยนสีเป็นสีน้ำตาลเหลืองของตะกอนดินอันอุดมสมบูรณ์ พอย่างเข้าป้อมพระจุลจอมเกล้า จังหวัดสมุทรปราการ เราก็ได้เห็นขบวนเรือชาวประมงพื้นบ้านกว่า 50 ลำ ออกมาเรียงรายเป็นทอดต้อนรับการมาของเรือแห่งความหวังเข้าสู่กรุงเทพฯ นำทีมโดยเครือข่ายรักษ์อ่าวไทยตอนบน ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มของชุมชนผู้เข้มแข็งจากหลายจังหวัดด้วยกัน ได้แก่ เพชรบุรี สมุทรสงคราม สมุทรสาคร กรุงเทพฯ สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา และชลบุรี ที่ผนึกกำลังกันเป็นผู้พิทักษ์รักษ์ทะเล และพร้อมใจกันเคลื่อนเรือขนาบข้างเรือเอสเพอรันซา เดินหน้าเป็นพลังปกป้องอ่าวไทยตอนบน

 
ขบวนเรือแถวยาวเหยียดแล่นขนาบข้างเรือขนาดใหญ่ พี่น้องชาวประมงแห่งอ่าวตัว ก ต่างโบกมือให้ลูกเรือขณะแล่นไปตามแม่น้ำ สายน้ำทุกสายของอ่าวไทยตอนบนนี้ไหลรวมเป็นสายเดียวกันสู่ทะเล ไม่ต่างอะไรกับความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของพี่น้องชาวประมงผู้พิทักษ์รักษ์ทะเลแห่งอ่าวตัว ก หากใครได้พบเห็นขบวนเรือพี่น้องชาวประมงในวันนี้จะเห็นว่ามีหลายลำที่เป็นเรืออวนรุนมาร่วมต้อนรับเรือเอสเพอรันซา อาจจะสงสัยว่าเรืออวนรุนที่ใช้เครื่องมือประมงแบบทำลายล้างนั้นทำไมถึงเป็นหนึ่งในขบวนเรือที่มาต้อนรับได้ ไหนว่ากรีนพีซกำลังรณรงค์ยุติการประมงแบบทำลายล้างไม่ใช่หรือ

อ่าวไทยรูปตัว ก เป็นบริเวณที่มีความอุดมสมบูรณ์ทางระบบนิเวศสูง แต่ที่ผ่านมากลับถูกอุตสาหกรรมการประมงเชิงพาณิชย์ตักตวงผลประโยชน์จากท้องทะเล เน้นแต่เพียงการจับสัตว์น้ำได้มาก และทำลายสัตว์น้ำวัยอ่อน โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อทรัพยากรทางทะเลและสัตว์น้ำ การประมงประเภทนี้ใช้เครื่องมือแบบทำลายล้าง ไม่ว่าจะเป็น อวนลาก อวนรุน อวนล้อม คราดหอย หรือเรือปั่นไฟ ซึ่งเรืออวนรุนเองสำหรับในพื้นที่นี้นั้นถือเป็นหนึ่งในวิถีประมงพื้นบ้านที่ชาวประมงแห่งอ่าวตัว ก ใช้เพื่อจับกุ้งและเคย เพื่อมาทำกะปิ ซึ่งไม่ได้ใช้ความเร็ว เพื่อที่เน้นจับเฉพาะสัตว์น้ำเป้าหมายเท่านั้น การที่เรืออวนรุนเหล่านี้มาร่วมต้อนรับเรือเอสเพอรันซานั้นก็เพื่อแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันในการฟื้นฟูทะเลไทย และเป็นการแสดงพลังของคนในพื้นที่ซึ่งเคยขัดแย้งกันถึงขนาดต้องการเอาชีวิตกันเนื่องมาจากการใช้เครื่องมือประมงแบบทำลายล้าง สามารถหันมารวมตัวกันเพื่อมุ่งพิทักษ์รักษ์ทะเลไทย เพราะชาวประมงทุกคนล้วนอยากให้ในทะเลมีปลา เพื่อหล่อเลี้ยงวิถีชีวิตของตน

ปลัดอุดร บุญช่วยแล้ว ตัวแทนเครือข่ายรักษ์อ่าวไทยตอนบน กล่าวว่า “ปัจจุบันวิกฤตของทะเลไม่ใช่แค่เพียงการประมงแบบทำลายล้าง แต่เป็นน้ำเน่าเสีย และขยะที่ทำลายท้องทะเล โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่นี้เป็นพื้นที่อนุรักษ์สัตว์น้ำวัยอ่อน ดังนั้นจึงจำเป็นต้องแก้ปัญหาจากต้นน้ำสู่ปลายน้ำด้วย วิกฤตทะเลจึงไม่ได้มีสาเหตุมาจากชาวประมงเท่านั้น แต่เป็นผลกระทบที่เกิดจากการขาดจิตสำนึกของคนทุกคน”  นอกจากการประมงแบบทำลายล้างแล้ว ศัตรูตัวสำคัญของระบบนิเวศท้องทะเล คือ มลพิษที่มาจากน้ำเสียอันเกิดจากกิจกรรมมนุษย์ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมสกปรก เพราะขยะอันเกิดจากเราทุกคนไม่ว่าจะเล็กน้อยแค่ใดก็สามารถส่งผลกระทบต่อความสมดุลของระบบนิเวศทางทะเลได้

“โจทย์ของชาวประมงอ่าวตัว ก คือ จะทำอย่างไรให้ประมงอยู่รอดและยั่งยืน ให้ทะเลยังคงเป็นชีวิตเป็นแหล่งอาชีพของชาวประมง มีผู้สืบทอดภูมิปัญญาประมงชาวบ้าน ทั้งนี้ยังต้องอาศัยกฏหมายและการดำเนินปฏิบัติที่เข้มงวดสมเหตุสมผล เพื่อฟื้นฟูทะเล เพราะเพียงแค่ให้ทะเลหยุดพักสักนิด ทะเลก็จะสามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว” ปลัด อุดร อธิบายเพิ่ม

ท่ามกลางท้องฟ้ามืดครึ้ม เรือเอสเพอรันซาเดินทางถึงท่าโอบี ท่าเรือกรุงเทพ พร้อมกับหอบเอาความหวังแห่งท้องทะเลมาจากชาวประมงผู้พิทักษ์รักษ์ทะเลแห่งอ่าวไทย และพี่น้องชาวประมงพื้นที่ต่างๆ ที่เราได้พบเจอตลอดการเดินทาง ยังไม่สายที่เราทุกคนจะร่วมมือกัน เปลี่ยนวิกฤติเป็นความหวังแห่งท้องทะเล ในวันที่ 27-30 มิถุนายนนี้ มาร่วมกันเยี่ยมเยือนเรือเอสเพอรันซา ติดตามวิกฤติทะเลไทยและการรณรงค์เพื่อปกป้องทะเลไทยกับโครงการ “ฟื้นชีวิตทะเลไทยกับเรือเอสเพอรันซา” ที่ท่าเรือกรุงเทพ คลองเตย กรุงเทพมหานคร ยังมีอีกหลายวิกฤตให้เราค้นพบเพื่อแก้ไข มีอีกหลายเรื่องราวรอคอยให้เรามาสัมผัสประสบการณ์ที่เรือเอสเพอรันซาในโอกาสสุดท้ายก่อนที่เรือจะมุ่งหน้าสู่ประเทศฟิลิปปินส์เพื่อดำเนินภารกิจปกป้องมหาสมุทรของโลกต่อไป

ร่วมเป็น "ผู้พิทักษ์รักษ์ทะเล" กับกรีนพีซ เพื่อปกป้องทะเลจากการประมงแบบทำลายล้าง