จากการต่อสู้มากกว่า 10 ปีของภาคประชาชนในการหยุดโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน การลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล รวมทั้งการขับเคลื่อนสู่การเปลี่ยนแปลงนโยบายด้านพลังงานและการร่วมกันผลักดันให้เกิดกฎหมายพลังงานหมุนเวียนฉบับแรกของประเทศไทยตั้งแต่เดือนสิงหาคมเมื่อปีที่ผ่านมา เป็นที่น่าเสียดายที่เจตนารมณ์กฎหมายพลังงานสะอาดฉบับนี้กำลังจะถูกบิดเบือน  ภายใต้เจตนาก้าวพลาดร่วมกันของคณะนิติศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ กรมพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน และกระทรวงพลังงาน ที่แฝงด้วยความต้องการบิดเบือนความโปร่งใสของกฎหมายพลังงานหมุนเวียน

กังหันลม ในจังหวัดนครศรีธรรมราช

 

โดยมีประเด็นสำคัญที่เกิดจากการยกร่างกฎหมายฉบับนี้ดังนี้

1.  เจตนารมณ์ : การนำมติสมัชชาปฏิรูประดับชาติครั้งที่ 3 วันที่ 2 มิถุนายน 2556 มาประกอบการร่างกฎหมายพลังงานทดแทน ภายใต้การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน [http://www.reform.or.th/wp-content/uploads/2013/06/เอกสารหลัก_มติ_3.pdf] ตามรายละเอียดที่ระบุไว้ หน้า 85-87 ซึ่งมีอยู่ทั้งหมด 8 ข้อ

เจตนาบิดเบือน : เบื้องหลังมติสมัชชาปฏิรูประดับชาติครั้งที่ 3 ข้อที่ 7 มาประกอบการร่างกฎหมายดังกล่าวว่าด้วยหลักการเคารพสิทธิพื้นฐานของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งตัวแทนจากกรมพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานและกระทรวงพลังงาน  “ปฏิเสธ” ในเวทีสมัชชาปฏิรูประดับชาติครั้งที่ 3ว่า ไม่ยอมรับข้อเสนอการตั้งคณะทำงานยกร่างกฎหมายซึ่งเป็นตัวแทนจากภาคส่วนต่างๆที่เกี่ยวข้อง เข้ามาร่วมให้ความคิดเห็นในกระบวนการยกร่าง และ “ปกปิด” คณะทำงานยกร่างกฎหมายฉบับนี้ต่อสาธารณะ ซึ่งสัดส่วนของคณะทำงานยกร่างจะต้องมาจากหลายภาคส่วนที่เกี่ยวข้องร่วมทำการยกร่าง แต่ “ยอมรับ” เพียงให้เสนอความคิดเห็นในการเข้าร่วมสัมมนารับฟังความคิดเห็นเท่านั้นด้วยเหตุผลคือ การเข้ามาร่วมและแทรกแซงของตัวแทนจากภาคส่วนต่างๆที่เกี่ยวข้องจะทำให้การร่างกฎหมายฉบับนี้ล่าช้า นอกจากนี้การเชิญผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องด้านพลังงานจากทุกภาคส่วนเข้าร่วมสัมมนารับฟังความคิดเห็นกระชั้นชิดมาก โดยหนังสือเชิญจากคณบดีคณะนิติศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ลงวันที่ 16 กรกฎาคม 2556 และเปิดรับฟังความคิดเห็นวันพุธที่ 24 กรกฎาคม 2556 ซึ่งเป็นวันหยุดยาวติดต่อกัน 4 วัน เหตุการณ์ซ้ำรอยเหล่านี้เกิดขึ้นทุกครั้งในประเด็นด้านพลังงานเมื่อหน่วยงานด้านพลังงานมีเจตนาลดทอนการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนอย่างชัดเจน

ผลที่เกิดขึ้น : การดำเนินการยกร่างพรบ.ทดแทนฉบับนี้ขาดธรรมาภิบาลและการมีส่วนร่วมจากประชาชน ตามที่กฎหมายระบุไว้ ดังนั้นจำเป็นต้องดำเนินการใหม่ให้ถูกต้องตามหลักธรรมาภิบาลและการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องตั้งแต่กระบวนการแรกของการยกร่างกฎหมายจนพระราชบัญญัติฉบับนี้มีผลบังคับใช้ตามกฎหมาย

 2.  เจตนารมณ์ : การให้ความสำคัญกับการพัฒนาและการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดและยั่งยืนเป็นลำดับแรก ผู้ผลิตไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนสามารถเข้าถึงระบบสายส่งก่อนพลังงานอื่น

เจตนาบิดเบือน : ตามร่างพรบ.พลังงานทดแทนไม่ได้ระบุให้รัฐต้องรับซื้อพลังงานหมุนเวียนเป็นลำดับแรกของประเทศ โดยบิดเบือนตามมาตรา 6 ระบุว่า รัฐพึงมีแนวนโยบายพื้นฐานจัดหาพลังงานทดแทนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมเพียงพอ... และมาตรา 33 ให้อำนาจผู้ประกอบกิจการระบบโครงข่ายไฟฟ้าสามารถลดปริมาณการรับซื้อหรือปฏิเสธการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานทดแทนที่ได้รับอนุมัติการส่งเสริมกิจการพลังงานทดแทนเป็นการชั่วคราวได้ ในกรณีมีปริมาณกระแสไฟฟ้าในระบบโครงข่ายไฟฟ้ามากเกินความจุของระบบโครงข่ายไฟฟ้าจนอาจก่อให้เกิดอันตราย หรือไม่มั่นคงตามหลักวิชาการ และกรณีมีข้อผูกพันที่ต้องรับซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศและในประเทศตามสัญญาซื้อขายที่มีอยู่ก่อนแล้ว

ผลที่เกิดขึ้น : การที่ไม่ได้ระบุให้รัฐต้องรับซื้อพลังงานหมุนเวียนเป็นลำดับแรกของประเทศซึ่งเป็นหัวใจหลักของกฎหมายพลังงานหมุนเวียน และการบิดเบือนอำนาจการรับซื้อพลังงานหมุเนวียนตามมาตรา 6 และมาตรา 33 จะทำให้การรับซื้อพลังงานของประเทศยังคงผูกขาดกับเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นหลักเหมือนอย่างที่เป็นอยู่ เพราะที่เป็นอยู่รัฐบาลทำสัญญาระยะยาวอย่างน้อย 20 ปีทั้งการซื้อเชื้อเพลิงฟอสซิล การก่อสร้างโรงไฟฟ้าฟอสซิลขนาดใหญ่และการรับซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศ ดังนั้นการเพิ่มสัดส่วนของพลังงานหมุนเวียนจึงไม่สามารถเติบโตได้อย่างแท้จริง ดังนั้นกฎหมายฉบับนี้ต้องระบุให้รัฐต้องรับซื้อพลังงานหมุนเวียนเป็นลำดับแรกของประเทศ

3.  เจตนารมณ์ : ทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกันในการใช้และผลิตพลังงานหมุนเวียนเพื่อขายสู่ระบบสายส่งไฟฟ้า

เจตนาบิดเบือน : ตามร่างพรบ.พลังงานทดแทนมาตรา 5 ระบุวัตถุประสงค์ของการตราพรบ.ฉบับนี้โดยมุ่งเน้นที่การส่งเสริมและสนับสนุน ซึ่งการส่งเสริมและสนับสนุนนั้นจะเกิดขึ้นเมื่อหน่วยงานที่เกี่ยงข้องดำเนินการอย่างจริงจัง ซึ่งแตกต่างกับการระบุวัตถุประสงค์ในพระราชบัญญัติให้ชัดเจนถึงสิทธิของทุกคนในการเข้าถึงเพื่อใช้และผลิตพลังงานหมุนเวียน

ผลที่เกิดขึ้น : การร่างพรบ.ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ที่มุ่งเน้นพึ่งพาจากภาครัฐเป็นหลักซึ่งต้องรอให้ภาครัฐส่งเสริมและสนับสนุน แต่กลับเพิกเฉยต่อการระบุให้ทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกันในการใช้และผลิตพลังงานหมุนเวียน ซึ่งจำเป็นจะต้องระบุให้ชัดเจนเพื่อให้ประเทศสามารถนำศักยภาพพลังงานหมุนเวียนที่มีอยู่ทั้งหมดมาใช้เป็นลำดับแรกและอย่างเต็มที่เพื่อลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล

4.  เจตนารมณ์ : การจัดตั้งกองทุนวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนในทุกจังหวัดตามมติสมัชชาปฏิรูประดับชาติครั้งที่ 3

เจตนาบิดเบือน : ตามร่างพรบ.พลังงานทดแทนระบุไว้ในมาตรา 49 ถึงมาตรา 51 ว่าด้วยกองทุนพลังงานทดแทน ซึ่งการบริหารจัดการกองทุนดังกล่าวยังขาดความชัดเจน เพื่อให้เป็นกองทุนที่ใช้สำหรับเป็นเงินสนับสนุนเริ่มต้นสำหรับชุมชน อำเภอ จังหวัดและประเทศผ่านคณะกรรมการการจัดทำแผนพลังงานระดับจังหวัดตามมติสมัชชาปฏิรูประดับชาติครั้งที่ 3 ข้อ 1 และข้อ 2

ผลที่เกิดขึ้น : การรวมศูนย์เงินกองทุนพลังงานทดแทนไว้ที่ส่วนกลางภายใต้กรมพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานจะซ้ำรอยเดิมที่เป็นอยู่คือ หน่วยงานของรัฐจะพิจารณาให้ทุนสนับสนุนเป็นรายครั้งและโครงการ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้ขาดความต่อเนื่องทั้งครัวเรือน ชุมชน อำเภอ จังหวัดไม่สามารถพัฒนาและลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนทั้งการวิจัย การจัดทำข้อมูล การพัฒนาเทคโนโลยีและการบำรุงรักษาได้อย่างยั่งยืนและพึ่งตนเองได้ ดังนั้นร่างกฏหมายฉบับนี้จำเป็นต้องระบุการบริหารจัดการกองทุนที่กระจายสู่ชุมชน ท้องถิ่น จังหวัดอย่างชัดเจน

5.  เจตนารมณ์ : การจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายพลังงานหมุนเวียนแห่งชาติ

เจตนาบิดเบือน : ตามร่างพรบ.พลังงานทดแทนตั้งแต่มาตรา 9 ระบุให้มีการแต่งตั้ง “คณะกรรมการพลังงานทดแทน” ขึ้น ซึ่งอำนาจหลักอยู่ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานและข้าราชการระดับสูงสุดจากธุรกิจพลังงานฟอสซิล ซึ่งย่อมเห็นชัดเจนว่า คณะกรรมการพลังงานทดแทนชุดนี้มีอำนาจอยู่ในคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ อีกทั้งยังระบุในมาตรา 10 ว่าด้วยคุณสมบัติของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่รัฐมนตรีแต่งตั้งต้องไม่มีส่วนได้เสียหรือมีผลประโยชน์ขัดแย้งไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อม ในขณะที่คณะกรรมการหลักนั่งทับซ้อนผลประโยชน์ในฐานะเป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจนโยบายพลังงานของประเทศ และดำรงตำแหน่งเป็นบอร์ดของกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานฟอสซิลซึ่งได้รับผลประโยชน์โดยตรงและอ้อมจากตำแหน่งดังกล่าว การกำหนดโครงสร้างคณะกรรมการพลังงานทดแทนลักษณะนี้กำลังเป็นภัยอย่างยิ่งต่อการผลักดันพลังงานหมุนเวียนของประเทศเพื่อประโยชน์ของประชาชนทุกคน

ผลที่เกิดขึ้น : โครงสร้างของคณะกรรมการพลังงานทดแทนที่รวบอำนาจอยู่กับภาครัฐตามที่ระบุในร่างกฎหมายฉบับนี้จึงเป็นการขัดแย้งต่อวัตถุประสงค์ของการร่างกฎหมายฉบับนี้อย่างชัดเจน ดังนั้นคณะกรรมการพลังงานทดแทนจึงต้องมาจากการทำงานร่วมกันตามข้อเสนอของมติสมัชชาปฏิรูประดับชาติครั้งที่ 3 เพื่อความเป็นธรรม โปร่งใส มีธรรมาภิบาลอย่างแท้จริง และเป็นหน่วยงานตามกฎหมายที่มีอำนาจหน้าที่อยู่ในระดับเดียวกันกับคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ

จะเกิดประโยชน์อะไรหากกฎหมายพลังงานหมุนเวียนฉบับแรกของไทยยังคงขาดความโปร่งใสและอยู่ภายใต้เงามืดของการผูกขาดกับเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างที่เป็นอยู่ ขณะนี้ผู้สนับสนุนมากกว่า 10,000 รายชื่อที่ร่วมผลักดันหลัก 5 ข้อสำคัญของกฎหมายพลังงานหมุนเวียนตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2555  ผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน ผู้บริโภคและองค์กร ภาคประชาสังคมที่เกี่ยวข้อง จะนำส่งความคิดเห็นและข้อเรียกร้องข้างต้นเพื่อยืนยันเจตนารมณรวมถึงกำจัดเจตนาบิดเบือนอันเกิดจากการร่วมกันยกร่างกฎหมายพลังงานทดแทน ไปยังคณบดีคณะนิติศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ อธิบดีกรมพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน อีกครั้งเพื่อยืนยันเจตนารมณ์ให้กฎหมายพลังงานหมุนเวียนฉบับแรกของประเทศไทยมีผลบังคับใช้เพื่อประโยชน์ทั้งด้านการพัฒนาพลังงานสะอาด การลงทุนและการจ้างงาน และการลดผลกระทบ หลุดพ้นจากการผูกขาดและการทับซ้อนผลประโยชน์ของเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างแท้จริง