"มึงเสือกแจ้งดีนัก" นี่คือคำที่กลุ่มชาวประมงเรือคราดหากเอ่ยขึ้นก่อนลงมือรุมทำร้ายนายปิยะ เทศแย้ม นายกสมาคมประมงพื้นบ้านทุ่งน้อย อ.กุยบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม ที่ผ่านมา โดยนายปิยะเป็นแกนนำเครือข่ายอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมคัดค้านการคราดหอยลายในระยะ 3 ไมล์ทะเล เรือคราดหอยเป็นเรือประมงแบบทำลายล้างและผิดกฏหมายที่ทำลายระบบนิเวศชายฝั่งอย่างรุนแรง โดยนายปิยะได้ยืนหยัดปกป้องท้องทะเลร่วมกันกับ 14 ชุมชนแห่งประจวบคีรีขันธ์มานานกว่า 20 ปี แต่การต่อสู้เพื่อปกป้องกฏหมายและอนาคตของท้องทะเลไทยของเขากลับถูกมองว่าเป็นการขัดขวางผลประโยชน์ของกลุ่มการประมงที่ใช้เครื่องมือแบบทำลายล้างและผิดกฏหมาย จนกระทั่งโดนทำร้ายร่างกาย หรือว่าการลุกขึ้นมาปกป้องทรัพยากรของชาติเป็นการ "แส่หาเรื่อง" สมควรแล้วหรือที่ต้องยอมรับกับการตักเตือนของกลุ่มการประมงแบบทำลายล้างมาเฟียเช่นนี้ ... หรือถึงเวลาแล้วที่ภาครัฐต้องดำเนินการปกป้องสิทธิชุมชนและปกป้องทรัพยากรธรรมชาติอย่างแท้จริงเสียที่ ก่อนที่จะต้องมีการสูญเสียไปมากกว่านี้

 

ในเช้าวันนี้ (14 สิงหาคม 2556) นายปิยะ ในสภาพที่ใบหน้ายังคงฟกช้ำ พร้อมกับกลุ่มชาวประมงพื้นบ้านจังหวัดประจวบฯ กว่า 100 คน ร่วมด้วยสมาคมรักษ์ทะเลไทย นักวิชาการอิสระ และอาสาสมัครกรีนพีซ ได้เดินทางมายังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อเรียกร้องขอความเป็นธรรมให้กับกลุ่มชาวประมงผู้ปกป้องท้องทะเล และร้องขอให้หน่วยงานราชการมีมาตรการที่เด็ดขาดในการจัดการเรือคราดหอย รวมถึงเรือที่ใช้เครื่องมือประมงแบบทำลายล้างชนิดอื่น ที่หากินอย่างผิดกฏหมาย ด้วยการมีมาตรการบังคับใช้กฏหมายอย่างจริงจัง มีการกำหนดบทลงโทษให้หนักขึ้น เช่นการริบเครื่องมือผู้กระทำความผิดทันที มีการเร่งประกาศเขตอนุรักษ์ทางทะเลและชายฝั่งเป็น 5,400 เมตร หรือ 3 ไมล์ทะเลในทุกจังหวัด และมีมาตรการรองรับเรื่องการดูแลสวัสดิภาพและสวัสดิการให้กับอาสาสมัครผู้ปกป้องทรัพยากร มิใช่เพียงของเจ้าหน้าที่เท่านั้น แต่สิ่งที่พวกเขาได้รับการต้อนรับจากทางกระทรวงเกษตรฯ คือการปิดประตูล็อคไม่ให้เข้าไปด้านในกระทรวง

"เราต้องการมาเพียงเพื่อหารือ ไม่ใช่หาเรื่อง เราเป็นผู้ถูกทำร้าย ไม่ได้มาทำร้ายใคร ผมเป็นอาสาสมัครของกรมประมงในการดูแลปกป้องทรัพยากร และผมกำลังจะถูกฆ่า" นายปิยะ กล่าวขณะที่เขาและชาวบ้านถูกกั้นขวางไม่ให้เข้ากระทรวง ก่อนที่จะได้รับอนุญาตให้เข้าไปด้านในกระทรวงเพื่อหารือกับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมกับอธิบดีกรมประมง หลังจากเวลาผ่านไปร่วมชั่วโมง

ความรู้สึกแรกของกลุ่มชาวประมงในพื้นที่จังหวัดประจวบฯ ในการมาเยี่ยมเยือนกระทรวงเกษตรฯ ในครั้งนี้ คือการถูกทำร้ายความรู้สึก ทั้งที่หน่วยงานรัฐที่ทำงานจากเงินภาษีของประชาชนกลับไม่ต้อนรับผู้บริสุทธิ์ที่ถูกผู้กระทำผิดกฏหมายทำร้าย "พี่น้องชาวประจวบฯ ได้สูญเสียผู้นำชุมชนอย่าง คุณเจริญ วัดอักษร การที่พี่ปิยะถูกทำร้ายและได้รับการต้อนรับเช่นนี้จึงรู้สึกแย่เป็นทวีคูณ" ดร.สุภาภรณ์ อนุชิราชีวะ นักวิชาการอิสระ หนึ่งในผู้พิทักษ์รักษ์ทะเลของกรีนพีซกล่าว "ชาวบ้านต้องการปกป้องสิทธิชุมชน ในขณะที่รัฐผู้มีอำนาจในมือกลับไม่ใช้กลไกช่วยเหลือประชาชน ชาวบ้านร่วมกันปกป้องทรัพยากรธรรมชาติของคนทั้งประเทศ การที่ชาวบ้านต่อสู้เรื่องเรือคราดหอยมายาวนานกว่า 20 ปีนี้แสดงให้เห็นว่ากว่าจะได้กฏหมายมาสักอย่างต้องใช้เวลาและความทุ่มเทยาวนาน แต่รัฐไม่ได้บังคับใช้กฏหมายอย่างเข้มข้นเพื่อประชาชนเลย"

พี่น้องชาวประมงประจวบฯ ได้ต่อสู้กับเรือคราดหอยจนเหลือเพียงลำเดียวเท่านั้น และลูกเรือประมงคราดหอยลาภอลังการได้ข่มขู่เอาชีวิตของนายปิยะอยู่เสมอ สร้างคำถามขึ้นในใจของคนในสังคมไทยว่า รัฐมัวแต่ทำอะไรอยู่ทำไมถึงจัดการไม่ได้และปล่อยให้ชาวบ้านต้องต่อสู้เพื่อสิทธิของตนอยู่เพียงลำพัง และในเมื่อกฏหมายไม่ศักดิ์สิทธิ์ในวันนี้ วันหน้าใครจะรับประกันว่าจะไม่ถึงชีวิต หรือชาวบ้านจะต้องต่อสู้กันเองจนสูญเสียชีวิตกันไป

"โจทย์ใหญ่ของกระทรวงเกษตร คือ การดูแลเรื่องเรือประมงแบบทำลายล้าง เพราะทะเลเป็นของทุกคน ทุกคนต้องพึ่งพาทะเลทั้งทางตรงและทางอ้อม ไม่ว่าจะเป็นการประกอบอาชีพ หรือเป็นแหล่งอาหารเพื่อดำรงชีวิต จะทำอย่างไรให้มีความอุดมสมบูรณ์ เป็นแหล่งอาหารของโลกอย่างยั่งยืน ทุกคนที่มาในวันนี้มีกำลังทรัพย์มากพอที่จะปรับปรุงเรือของตนให้เป็นเรือประมงแบบทำลายล้างให้ทะเลพังทลายได้ แต่ทุกคนคำนึงถึงความถูกต้องมากกว่าประโยชน์ส่วนตน อีกทั้งระบบอุปถัมภ์ของราชการยังเอื้อให้ผู้กระทำผิดลอยนวล จนเกิดการรุมทำร้ายร่างกายพี่ปิยะขึ้น" นางกรณ์อุมา พงษ์น้อย หรือพี่กระรอก ภรรยาของ พี่เจริญ วัดอักษร อดีตประธานกลุ่มอนุรักษ์ท้องถิ่นบ่อนอก กล่าวเสริม

หลังจากพี่น้องชาวประจวบฯได้ยื่นคำร้องแล้ว ทางอธิบดีกรมประมงแจ้งว่า "เนื่องจากพื้นที่ชายฝั่งประจวบฯมีแนวยาวและกว้าง ประกอบกับเจ้าหน้าที่น้อยจึงไม่สามารถตรวจตราได้อย่างเต็มที่" โดยที่ นายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับข้อเรียกร้องของประชาชนและกล่าวว่า "เห็นด้วยกับข้อเรียกร้องที่กล่าวมา ผมจะให้ความเป็นธรรมอย่างเต็มที่โดยเฉพาะอย่างกับการกระทำผิดซ้ำซาก และจะประสานกับจังหวัด เรื่องข้าราชการของกระทรวงเกษตรฯ และกรมประมงนั้น ผมมีนโยบายเข้าไปตรวจสอบอย่างเข้มงวด หากข้าราชการผู้ใดละเว้นความรับผิดชอบจะดำเนินการตามมาตรการ รวมถึงเครื่องมือประมงที่ผิดกฏหมายด้วย ผมจะไปที่ประจวบฯด้วยตนเองหากเกิดเรื่องอีกครั้ง เพื่อให้ความเป็นธรรมกับพี่ปิยะ และยินดีให้มาพบกันอีกหากมีข้อผิดพลาดหรือทำงานล่าช้า"

พี่น้องชาวประจวบฯ ได้ฝากความหวังไว้กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกรมประมงอีกครั้ง ให้ดำเนินการนำกฏหมายมาบังคับใช้อย่างเข้มข้น ร่วมยุติการประมงแบบทำลายล้างที่นับวันยิ่งรุนแรงและอาจคร่าชีวิตพวกเขา พร้อมกับหันมาลงมือปกป้องทะเลไทยอย่างแท้จริง เพื่อรักษาทะเลไทยของทุกคนไว้ให้ยั่งยืนเพื่ออนาคตของชาวไทยทุกคน

"ผมเป็นแค่คนจับปลาธรรมดาที่ทนไม่ได้กับการเห็นคนทำลายทรัพยากรธรรมชาติซึ่งส่งผลเสียต่อระบบนิเวศในวงกว้าง ถึงเวลาแล้วที่ภาคสังคมต้องร่วมช่วยกันดูแล" นายปิยะกล่าวทิ้งท้ายในฐานะผู้พิทักษ์รักษ์ทะเลคนหนึ่งที่อุทิศทั้งกายและจิตวิญญาณเพื่อปกป้องทะเลไทยอย่างไม่ลดละ