ยามเย็นแดดร่มแต่ลมเย็นไม่เคยตก ณ อำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช พี่น้องชาวหัวไทรมารวมตัวอย่างพร้อมเพรียงกัน ที่ลานเวที ตลาดเปิดท้ายบ้านหน้าศาล เพื่อมาฟังเวทีเสวนาเรื่อง “ความร่วมมือปกป้อง ฟื้นฟู ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อความมั่นคงทางด้านอาหาร” ไม่นานนักเก้าอี้ที่ ก่อนหน้านี้ยังว่างอยู่ก็เต็มไปด้วยประชาชนชาวหัวไทร เกือบ 300 คน เพื่อมาฟังกลุ่มผู้นำชุมชน และเครือข่ายบ้านเกิดลุ่มน้ำปากพนังร่วม 20 คน จากตำบลต่างๆ ของอำเภอหัวไทร และอำเภอใกล้เคียงอย่างอำเภอปากพนัง  และท่าศาลา ที่ไม่เห็นด้วยกับโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน มาผนึกกำลังกัน เพื่อ ประกาศเจตนารมณ์ว่า พลังงานลมและพลังงานหมุนเวียนทุกชนิดเป็นอนาคตของชุมชน เคียงคู่โครงการพระราชดำริ ลุ่มน้ำปากพนัง ไม่ใช่ถ่านหินซึ่งเป็นพลังงานที่สกปรกและไม่ยั่งยืน

ถึงแม้ขณะนี้ยังไม่เกิดโรงไฟฟ้าถ่านหินขึ้นที่อำเภอหัวไทร แต่ชาวหัวไทรเริ่มอยู่ยากขึ้นด้วยปัจจัยต่างๆ อันมีที่มาจากการผลักดันให้เกิดโรงไฟฟ้าถ่านหินของภาครัฐ สิ่งแรกที่สร้างความลำบากและความกดดันให้กับประชาชนในพื้นที่ อย่างชัดเจน คือ ภาวะไฟติดดับตลอดทั้งวัน แม้แต่ขณะที่กลุ่มอาสาสมัครกรีนพีชและชาวหัวไทรกำลังนั่งฟังเสวนาอยู่นี่เอง ก็เกิดไฟฟ้าดับขึ้น เป็นระยะเวลานานถึงเกือบชั่วโมง ไม่ว่าการเกิดไฟฟ้าดับจะเป็นการจงใจสร้างสถานการณ์หรือไม่ก็ตาม แต่สิ่งที่พี่น้องชาวหัวไทร รับรู้คือก่อนหน้ามีโครงการถ่านหินเข้ามาไม่มีเหตุการณ์ไฟฟ้าดับวันละหลายครั้ง โดยสถิติไฟฟ้าติดดับนั้นเราสามารถตรวจสอบได้ และถือว่าการไฟฟ้าฝ่ายขาดประสิทธิภาพในการทำงาน

สิ่งที่สอง คือ ความขัดแย้พื้นที่ซึ่งเกิดขึ้นอย่างชัดเจน มีการแบ่งฝ่ายซึ่งเกิดขึ้นในเพื่อนฝูงที่เคยสนิทสนมกัน หรือแม้แต่ในครอบครัวญาติพี่น้องเองก็ต้องทะเลาะกัน สิ่งที่สาม คือ คณะกรรมการผู้เห็นชอเรื่องโรงไฟฟ้าถ่านหิในพื้นที่มาจากความไม่ชอบธรรม ไม่ผ่านการคัดเลือกและรับรู้จากประชาชนในพื้นที่ สิ่งที่สี่ คือ เมื่อมีเวทีรับฟังควาคิดเห็จะไม่เปิรับผู้ที่มีความเห็นต่างจากการจัดตั้งโรงไฟฟ้าถ่านหิน โดยอ้างว่าโควต้าเต็มแล้ว เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนในการเข้าถึงข้อมูลด้วยการไม่รับฟังเสียงส่วนรวม โดยเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในทุกพื้นที่ที่จัดทำโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินคือ การแย่งมวลชนกัน  โดยหน่วยงานภาครัฐจะใช้หน่วยงานท้องถิ่นเป็นเครื่องมือบีบให้ประชาชนเข้าฟังการประชุมของตนในวันและเวลาที่มีการเสวนาของภาคประชาชน เพียงเพื่อให้เห็นว่าผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับโรงไฟฟ้าถ่านหินในชุมชนมีจำนวนน้อย

แต่ในเย็นของวันที่ 17 สิงหาคม 2556 ที่ผ่านมานี้ กลุ่มผู้นำชุมชน อบต. และเครือข่ายบ้านเกิดลุ่มน้ำปากพนัง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเกษตรกร กลุ่มเลี้ยงกุ้ง พร้อมกับประชาชนชาวหัวไทรอีกหลายร้อยคน เพื่อแสดงเสียงแสดงพลังของตนว่าไม่เห็นด้วยกับการเกิดขึ้นของโรงไฟฟ้าถ่านหินถึงแม้จะมีอุปสรรคมากมายขัดขวางไม่ให้การเสวนานี้เกิดขึ้นได้อย่างราบรื่นก็ตามที “โครงการพระราชดำริของในหลวงเกิดขึ้นเพื่อสร้างเขตเศรษฐกิจของลุ่มน้ำปากพนังอย่างชัดเจนว่ามีพื้นที่น้ำจืดน้ำเค็ม ไม่ใช่เพื่อโรงไฟฟ้าถ่านหิน ที่นี่คือธรรมชาติและวิถี เราทำกุ้งเพื่ออาชีพ เราไม่ไปอยู่ในน้ำจืดคนที่รับเงินและบอกว่าคนหัวไทร เอาโรงไฟฟ้าเท่ากับฆ่าพวกเรา ดังนั้นไม่ต้องศึกษาเรื่องถ่านหินใดๆ ทั้งสิ้น เรามีพลังงานทดแทนมีทางออกแล้ว พวกเราต้องการเขตเศรฐกิจผลิตกุ้ง ไม่ได้ต้องการถ่านหิน กฟผ.เก่งมาจากไหนจะมาทำลายโครงการพระราชดำริ  ถ้าโรงไฟฟ้ามา กุ้งก็ตาย เมื่อกุ้งตาย คนเลี้ยงกุ้งก็ตายด้วย  พวกเราชื่นชมนายกเทศบาลทั้งหัวไทรและปากพนัง ที่ไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหิน” พี่บุญเยือน รัตนวิชา ตัวแทนเลี้ยงผู้เลี้ยงกุ้งจากปากพนัง กล่าว

โรงไฟฟ้าถ่านหินเมื่อเกิดขึ้นในพื้นที่หนึ่ง ผลกระทบที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้จบลงแค่ในพื้นที่รอบโรงไฟฟ้าถ่านหิน แต่จะส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมในบริเวณกว้าง และส่งผลถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระยะยาวซึ่งพี่น้องชาวนครศรีฯ และชาวไทยเองก็กำลังรับรู้ถึงผลกระทบนั้นบ้างแล้ว “ถึงไฟไหม้ที่หัวไทร แต่ควันลอยถึงปากพนังบ้านผมแน่นอน ไม่มีถ่านหินเราอยู่ได้เพราะเรามีกังหันลม พื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังและหัวไทรเป็นครัวของโลก ผมอยากเชิญชวนให้พี่น้องรักษาครัวของพวกเรา เก็บไว้ให้ลูกหลานของเรา หากโรงไฟฟ้าถ่านหินเกิดเราไม่ได้เป็นเจ้าของ อย่างดีก็ได้เป็นแค่ยาม  เมื่อมีโรงไฟฟ้า 800 เมกะวัตต์ เราไม่สามารถเลี้ยงกุ้งได้ แต่หลังจากนี้อุตสาหกรรมจะตามมา แต่ถ้าโรงไฟฟ้ากังหันลม เอามั้ย เราเอา เพราะมันไม่ทำลายเราและธรรมชาติ” นายกอบต. ปากพนังฝั่งตะวันออก กล่าวเสริม

ชาวหัวไทรทุกคนต่างรับรู้ถึงความไม่โปร่งใสของภาครัฐในการทำทุกอย่างเพื่อผลักดันให้เกิดโรงไฟฟ้าถ่านหิน “รายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมต้องสอบถามความคิดเห็นของชาวบ้าน มีการทำรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือคนที่อยากเข้าไปร่วมเวทีความคิดเห็นนั้น การไฟฟ้ากลับบอกว่าโควต้าเต็ม ดังนั้นคนหัวไทรจะต้องร่วมแรงรวมพลังเพื่อให้เห็นว่าเรายืนยันสิทธิ ไม่ใช่โควต้าเต็ม” นายอิสรวงศ์ ผู้อำนวยการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นครศรีธรรมราช กล่าว

ภาคใต้มีศักยภาพพลังงานหมุนเวียนอยู่อย่างเต็มที่ และมีสภาพแวดล้อมและวิถีชีวิตที่อุดมสมบูรณ์ สิ่งเหล่านี้เองที่ชาวบ้านต้องการปกป้องไว้ให้ “อ่าวหน้าทอง” อันเป็นสมบัติอันล้ำค่าของไทยและครัวของโลกยังคงอยู่สืบไป “การพัฒนาทรัพยากรที่มีอยู่ในพื้นที่ประชาชนจะได้ผลประโยชน์ การพัฒนาโครงการถ่านหินประชาชนได้แต่ผลกระทบ การที่กฟผ.ประชาสัมพันธ์ว่าจะสร้างโรงพยาบาลเพิ่ม ถ้าหากไม่มีมลพิษจะมีโรงพยาบาลเพิ่มไปทำไม เป็นการรองรับคนที่เจ็บป่วยจากมลพิษต่างๆ สารปรอท สารหนู ที่อยู่ในอากาศและลุ่มน้ำ ที่กระจายเป็นวงกว้างจากการที่ปล่องควันของโรงไฟฟ้าถ่านหินอยู่สูงถึง 200 เมตร ปากพนังและหัวไทรมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง บางคนพูดว่าหัวไทรไม่มีอะไรมีแต่บ่อกุ้งร้าง แต่บ่อกุ้งร้างที่แหละที่มีปลาเข้ามาอยู่อาศัยและทำรายได้ให้กับชาวประมงปีละหลายหมื่น บางรายปลูกพืชผักได้ปีละสองสามแสนต่อครัวเรือน ในทะเลเองตั้งแต่มีปะการังเทียมมาตามพระราชดำริของสมเด็จพระราชินีก็มีปลามาเยอะ ตัวละขนาด 2-10 โล โดยเฉพาะอย่างยิ่งปลากระเบนและโลมาสีชมพู ที่มีจำนวนมากที่เกาะเพ็ชรและ ที่แห่งนี้เรียกว่า ‘อ่าวหน้าทอง’ เมื่อโรงไฟฟ้าถ่านหินมาจะไม่ได้ส่งผลกระทบแค่อ่าวหน้าทอง สารพิษจะกระจายไปทั่ว ไม่ว่าจะเป็นจากการหล่อเย็น ขนถ่าย การชะล้าง เมื่อน้ำไหลก็ลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ มีการปล่อยน้ำ 40 องศาลงทะเล สัตว์น้ำน้อยลงจนชาวประมงอยู่ไม่ได้ ปลาที่จับได้ถึงขายราคาถูกก็ไม่มีคนซื้อเนื่องจากได้ข่าวเรื่องมลพิษ และมลพิษจะกระจายไปทั่วอ่าวไทยในที่สุด” พี่ประเสริฐ คงสงค์ กรรมการระดับจังหวัด และอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้าน กล่าว

วันนี้ผู้นำท้องถิ่น นายกเทศบาลเกาะเพชร หน้าสตน นายกอบต.ปากพนัง หัวไทร กล้าขึ้นเวทีคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ทั่วโลกไม่ยอมรับว่าสะอาด ทั้งๆ ที่การไฟฟ้ากลับมาบอกว่าสะอาด คนเหล่านี้จะอยู่เคียงข้างประชาชน และปกป้องประชาชนในพื้นที่ไม่ให้ได้รับผลกระทบจากโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน ดังนั้นพวกผู้นำอย่าเห็นประโยชน์กับเศษเงินที่ได้มา ต้องบอกกับประชาชนว่าความจริงคืออะไร ผลกระทบคืออะไร การสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่หัวไทรมันจะกระทบนครศรีธรรมราชทั้งหมด” การที่โรงไฟฟ้าถ่านหินที่เข้ามาคือการเข้ามาทำลายแผ่นดินอันอุดมสมบูรณ์ของภาคใต้ที่ชุมชนไม่ต้องการ และนี่คือคำประกาศเจตนารมณ์ของผู้นำท้องถิ่นของหัวไทร ที่ภาครัฐต้องหยุดปิดหูปิดตาและหันมาเปิดใจรับฟังเสียที