"การเปลี่ยนแปลงเพื่อสภาพภูมิอากาศนั้นเป็นโอกาส ไม่ใช่ภาระ … และสำหรับกรีนพีซแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือ เราต้องหยุดการเผาผลาญถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซซึ่งเราสามารถทำได้"

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นอีกสัปดาห์ที่ยาวนานในกรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี หลังจากเมือเดือนมีนาคมรายงานฉบับที่สองของชุดรายงานการประเมินคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ IPCC เผยว่าผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ขยายวงกว้างอย่างรวดเร็วในทั่วทุกทวีปและมหาสมุทร และอาจเลวร้ายมากไปกว่านี้หากเลือกแนวทางที่คำนึงเพียงผลระยะสั้น และโลกยังไม่พร้อมกับหายนะจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ต่อมารายงานล่าสุดในฉบับที่สามของ IPCC ได้ออกมาสรุปย้ำเตือนอีกครั้งเมื่อวันที่ 12 เมษายน ถึงทางออกของวิกฤตการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่กำลังเกิดขึ้น

และคำตอบนั้นชัดเจนว่า โลกจำเป็นต้องปฏิวัติสู่ยุคพลังงานหมุนเวียนอย่างเร่งด่วน

ในการประชุมเรื่องสภาพภูมิอากาศครั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมเป็นผู้นำด้านพลังงานระดับโลก และผู้เชี่ยวชาญด้านสภาพภูมิอากาศ ได้กล่าวสรุปว่า ในการป้องกันหายนะภัยจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนั้น ระบบการผลิตพลังงานจากทั่วโลกจะต้องปรับเปลี่ยนอย่างเร่งด่วนตั้งแต่ระดับพื้นฐานและสำหรับกรีนพีซแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือ เราต้องหยุดการเผาผลาญถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซ ซึ่งเราสามารถทำได้ 

เพราะยุคของพลังงานหมุนเวียนมาถึงแล้ว

พลังงานหมุนเวียนที่สะอาดและปลอดภัยนั้นกำลังขยายตัวเติบโตขึ้น พัฒนาให้มีประสิทธิภาพดีขึ้น และประหยัดขึ้นทุกวัน ซึ่งเป็นทางออกที่โลกต้องการ พลังงานหมุนเวียนเป็นทางออกที่เอื้อต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจมากที่สุด สอดคล้องกับศักยภาพทางพลังงานของหลากหลายประเทศทั่วโลก

กลายเป็นว่าพลังงานสะอาดนั้นไม่ได้มีต้นทุนสูง แต่การนิ่งเฉยต่างหากที่ทำให้เป็นเช่นนั้น โดยต้นทุนที่สูงนั้นยังต้องคำนึงถึงชีวิต วิถีชีวิต และเศรษฐกิจที่ต้องสูญเสียไป หากรัฐบาลและภาคธุรกิจยังคงยินยอมให้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ขณะนี้ปัญหาหลักคือระบบพลังงานสกปรกที่ล้าหลังตกยุค ตัวอย่างเช่น โรงงานไฟฟ้าเก่าที่ปล่อยมลพิษ เมื่อกรีนพีซสากลได้สอบถามกับบริษัทพลังงานขนาดใหญ่ในปัจจุบัน พวกเขายอมรับว่าเขาเข้าใจถึงความจำเป็นในการเปลี่ยนแปลงสู่การใช้พลังงานสะอาด แต่การลงทุนที่บริษัทได้ทุ่มเทไปกับโรงไฟฟ้าพลังงานสกปรก เป็นสิ่งที่เหนี่ยวรั้งกลุ่มบริษัทพลังงานเหล่านี้ไว้

ถึงเวลาแล้วที่จะบอกกับอุตสาหกรรมพลังงานฟอสซิลว่า ยุคพลังงานสกปรกนั้นผ่านพ้นไปแล้ว

กรีนพีซมุ่งมั่นที่จะปูทางเดินสู่ยุคพลังงานสะอาดที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงเคารพต่อสิทธิของผู้คนที่ทำงานในส่วนของพลังงานสกปรก จากการวิเคราะห์รายงานปฏิวัติพลังงาน (Energy Revolution)  ระบุว่าภายในทศวรรษที่ผ่านมา พลังงานหมุนเวียนได้สร้างงานมากขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับอุตสาหกรรมพลังงานสกปรก ดังตัวอย่างที่เกิดขึ้นในทวีปแอฟริกาใต้ การเปลี่ยนแปลงสู่พลังงานหมุนเวียนเพียงแค่ประเทศเดียวสามารถเพิ่มตำแหน่งงานได้มากถึง 149,000 ตำแหน่ง ภายในปีพ.ศ. 2573 เรียกได้ว่ามากกว่าแผนพัฒนาปัจจุบันของรัฐบาลถึง 38,000 ตำแหน่งทีเดียว

รายงาน IPCC กล่าวว่า ก๊าซเรือนกระจกกำลังขยายตัวมากขึ้นเป็นประวัติศาสตร์ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา และเราไม่มีเวลาอีกแล้ว โดยกว่าครึ่งของจำนวนก๊าซเรือนกระจกนั้นมาจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ประเทศจีนก่อมลพิษขึ้นจากการเผาผลาญเชื้อเพลิงถ่านหิน และการเดินหน้าผลิตก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่อไปนั้นยิ่งจะทำให้ปัญหามลพิษทางอากาศของประเทศจีนเลวร้ายยิ่งขึ้น ล่าสุดจีนจึงนำมาตรการอากาศปลอดมลพิษมาใช้ ไม่ใช่เพียงเพื่อให้ประชาชนชาวจีนมีอากาศบริสุทธิ์ได้หายใจเต็มปอดเท่านั้น แต่ยังเป็นการร่วมยุติการเพิ่มขึ้นของมลพิษที่เกิดขึ้นในโลกก่อนปี 2563 

การเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงของจีนนั้นจะเป็นการแปรเปลี่ยนกระแสของการโต้เถียงเรื่องสภาพภูมิอากาศของโลก ว่าประเทศใดจะเป็นผู้เริ่มก่อน และแทนที่จะใส่ไฟว่าใครเป็นผู้ผลิตก๊าซเรือนกระจกมากกว่ากัน รัฐบาลของประเทศต่างๆ จะต้องยอมรับความจริงว่าหากเรายังมัวแต่เถียงกันต่อไป และไม่ลงมือเปลี่ยนแปลง ปี 2593 อาจไม่มีมนุษย์หลงเหลือคอยปลดปล่อยมลพิษได้อีกต่อไป เรามาถึงจุดที่ต้องเลิกคิดแล้วว่าการลงมือเพื่อสภาพภูมิอากาศนั้นเป็นสิ่งที่ยากเกินความสามารถ

ถึงคราวที่มังกรแห่งเอเชียจะผงาดเหนือยุโรปและอเมริกา พาโลกหมุนไปสู่ยุคการยุติมลพิษ โดยมาตรการเพื่อลดวิกฤตโลกร้อนก็จะถูกนำไปใช้ในเมืองปารีสในปีหน้าเช่นกัน การริเริ่มเดินหน้าสู่พลังงานหมุนเวียนของจีนและปารีสนี้ถือเป็นก้าวสำคัญสู่ยุคพลังงานหมุนเวียน 100% ยุติการใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ไม่นานนักรัฐบาลจากทั่วโลกคงจะเข้าใจถึงใจความสำคัญของรายงาน IPCC ที่เผยออกมาในสัปดาห์นี้ และสำหรับประเทศไทย รัฐบาลคงต้องตอบคำถามกับชาวไทยและประชาชนทั้งโลกว่า ในขณะที่โลกกำลังหมุนสู่ยุคพลังงานหมุนเวียน เหตุใดจึงไม่ยุติการสนับสนุนการพัฒนาพลังงานสกปรกอย่างถ่านหิน และหันมาผลักดันการเติบโตของพลังงานหมุนเวียนเสียที