เมื่อต้นปีที่แล้ว ผมได้มีโอกาสรู้จักกับ คุณอาสุทธิชัย แกนนำกลุ่มนักปั่นสะพานบุญ และได้เริ่มทำงานขับเคลื่อนมวลชนเพื่อสิ่งแวดล้อมร่วมกันในงานแรก คือ  กิจกรรม  I love Arctic เพื่อแสดงพลังปกป้องอาร์กติกจากการคุกคามของอุตสาหกรรมน้ำมัน ตามมาด้วยกิจกรรมปั่นไปพิทักษ์รักษ์ทะเล เพื่อแสดงพลังปกป้องท้องทะเลไทยเรือเอสเพอรันซา และกิจกรรม ICE RIDE สองขาปั่น สองมือปลูก”เพื่อแสดงพลังปกป้องอาร์กติกอีกครั้ง  โดยมีนักปั่นจักรยานเข้าร่วมประมาณ 160, 500 และ 400 คนตามลำดับ

ด้วยกิจกรรมที่ผ่านมาทั้งหมดทำให้ผมและเจ้าหน้าที่กรีนพีซยังคงตื่นเต้นและประทับใจจนกลายเป็นสาวกของทีมปั่นไป ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่สร้างแรงบันดาลใจในการทำงานกิจกรรมมวลชนให้ผมมาจนวันนี้ สืบไปสืบมาผมแอบตกข่าวอยู่ไม่ใช่น้อย คุณอาแกนนำนักปั่นอนุรักษ์สะพานบุญวัยกว่า 65 ท่านนี้ ร่วมปั่นรณรงค์กับกรีนพีซมาตั้งแต่ครั้งงานปกป้องอ่าวไทย เมื่อ 11 ปีที่ผ่านมา 

จากวันนั้นถึงวันนี้ ผมได้รู้จักกับกลุ่มเพื่อนนักปั่นในเมืองไทยอีกหลายๆ กลุ่มเพิ่มขึ้น และได้มาร่วมกันขับเคลื่อนงานอนุรักษ์กับกรีนพีซอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มนักปั่นสิงห์สลาตัน นักปั่นเจริญกรุง 103 ทีม และนักปั่นกลุ่มบางมด ก็ด้วยคุณอาสุทธิชัยพลังจากแม่ทัพนักปั่นท่านนี้  แต่ผมคงต้องอุบเรื่องตื่นเต้นและเสน่ห์ของกลุ่มนักปั่นอื่นๆ ไว้ในคราวต่อไป

ภาพจาก Zero Emission Thailand
(ขอบคุณภาพจาก ZETh)

ในวันนี้ผมจะพาปั่นย้อนเล่าไปเมื่อช่วงปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา กับกิจกรรม  "ปั่นไปล่องท่องทะเล" เส้นทางจากอ่าวไทยตอนบน ผ่านสมุทรสาคร เพชรบุรี และมุ่งหน้าสู่ประจวบฯ เยือนดินแดนแห่งตำนานคนหาญ ร่วมสืบสานการรักษ์ถิ่นดินแดน ของคุณเจริญ วัดอักษร พร้อมกับนักปั่นกว่า 60 ขา 30 คันจักรยาน หลังจากอิ่มท้องและอิ่มใจจากอาหารที่กลุ่มนักปั่นเจริญกรุง 103 หอบหิ้วมาด้วยมิตรภาพ เราเริ่มออกเดินทางจากจุดสตาร์ทที่เอเชียทีค เวลา 8 นาฬิกา ระหว่างทางมีนักปั่นชาวฝรั่งเศส Davis และ Alex มาร่วมเส้นทางปั่นพร้อมกับเราที่วัดเกตุมดีศรีวราราม โดยทั้งสองคนมีจุดมุ่งหมายในการปั่นจากเวียดนามไปยังสิงคโปร์ เป็นอีกมิตรภาพดีๆ ระหว่างทางที่เราได้พบเจอ

ในที่สุดพวกเราก็มาปั่นมาถึงที่หมายแรกประมาณ 6 โมงเย็น ด้วยระยะทางประมาณ 142 กิโลเมตรเพื่อมาเรียนรู้งานอนุรักษ์ทะเลกับเครือข่ายรักษ์อ่าวไทยตอนบน จ.เพชรบุรี ที่พักของค่ำคืนนี้คือวัดสมุทรธาราม และการต้อนรับอย่างอบอุ่นที่สุดจากลุงเปี๊ยกแกนนำเครือข่ายรักษ์อ่าวไทยตอนบน จ.เพชรบุรี และคณะ บทเรียนอนุรักษ์ทะเลเริ่มขึ้นในช่วงค่ำคืน พวกเราชาวนักปั่นได้รับความรู้มากมายจากพี่น้องชาวประมงพื้นบ้านหาดเจ้าสำราญ จ.เพชรบุรี โดยเรื่องที่ประทับใจมากที่สุด คือการก่อสร้างธนาคารปูม้าของลุงเปี๊ยกและคณะที่เริ่มต้นการร่วมแรงใจของบรรดาสมาชิกในเครือข่ายและชุมชน ที่เริ่มตั้งแต่ขอรับบริจาคกระเบื้องหลังคา ลงขันลงเงินกันคนละเล็กละน้อยเพื่อสร้างตัวอาคาร และการขอใช้ที่วัดเพื่อใช้ในการก่อสร้าง ปัจจุบันเงินที่ได้จากธนาคารปูสามารถนำมาบูรณะอาคารและซื้ออุปการณ์ต่างๆ การอนุบาลลูกปูม้า รวมไปถึงมอบแม่พันธุ์ปูม้าให้แก่กรมประมง จ.เพชรบุรี นอกจากนี้ลุงเปี๊ยกและคณะยังเชิญชวนให้พวกเรามาร่วมสร้างบ้านปลา

โดยการปักไม้ไผ่ให้เป็นที่พักพิงของปลาเล็กปลาน้อยซึ่งเราอาจได้กลับมาทำกิจกรรมในครั้งต่อไป 

 

เช้าวันต่อมาเวลา 6.30 น. พวกเราร่ำลาลุงเปี๊ยกและคณะ มุ่งหน้าสู่จุดหมายบ้านคั่นกระได จ.ประจวบฯ ด้วยระยะทางประมาณ 140 กิโลเมตร ท่ามกลางกระแสลมที่กรรโชกตลอดเส้นทางและแสงแดดที่แผดเผาอย่างไม่บันยะบันยังของ ถ. เพชรเกษม พวกเราจำเป็นต้องพักขากันเป็นระยะ จนในที่สุดก็ปั่นกันมาถึงที่หมายประมาณ 18.00 น. และอีกครั้งที่การต้อนรับอันอบอุ่นเสมือนดังญาติพี่น้อง ของพี่ป้าน้าอาชาวประมงบ้านคั่นกระได และพี่ปิยะแกนนำคนสำคัญที่ร่วมต่อสู้กับพี่น้องประมงพื้นบ้านจ.ประจวบ จนได้ขยายเขตอนุรักษ์ทางทะเลจาก 3 กิโลเมตรออกไปเป็น 5.4 กิโลเมตร 

บทเรียนต่อไปกำลังเริ่มขึ้นในเวลา 2 ทุ่มตามกำหนด โดยมีพี่แกนนำทุกคนช่วยถ่ายทอดความรู้ ตั้งแต่การคราดหอยลายที่ทำร้ายพื้นท้องทะเล  การใช้สารฟอร์มารีนในสินค้าสัตว์น้ำ การร่วมรณรงค์ไม่บริโภคปูที่ไข่นอกกระดอง การงดการบริโภคหอบจอบ   การทำซั้งปลาของพีน้องคั่นกระได การร่วมกำหนดกติกาชุมชนในการดูแลซั้งปลาของพี่น้องคั่นกระได ที่ห้ามจับสัตว์น้ำบริเวณซั้งทั้งหมดที่ถ่วงลงในทะเล โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางนักปั่นทั้งหมดได้รับการสอนการทำซั้งปลากับพี่น้องคั่นกระไดตั้งแต่เริ่มต้นด้วยการเกี่ยวทางมะพร้าวจนไปถึงการนำไปถ่วงลงในทะเล

งานเลี้ยงต้องมีวันเลิกรา พวกเราร่ำลาบ้านคั่นกระไดด้วยความรู้ ประสบการณ์เต็มอิ่ม เพื่อมุ่งหน้าไปยังวัดบ่อนอกเพื่อร่วมงานครบรอบ 10 ปีระลึกถึงการจากไปของพี่เจริญ วัดอักษร ใน เรารู้สึกอาลัยบ้านคั่นกระไดยิ่งกว่าเดิมด้วยความน่ารักของเด็กน้อยจากบ้านคั่นกระไดที่นำจักรยานคันน้อยปั่นไปส่งพวกเรา นอกจากร่วมรำลึกถึงพี่เจริญแล้ว พวกเรายังได้มาร่วมงานเปิดร้านคนจับปลา ต้นแบบการเพิ่มมูลค่าสินค้าสัตว์น้ำทะเลมาเป็นอาหารทะเลไร้สารฯแปรรูปเพื่อสร้างต้นแบบการจับสัตว์น้ำทะเลเลี้ยงชีพอย่างเป็นมิตรกับท้องทะเลและเป็นวิถึที่อยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างยั่งยืนให้แก่พี่น้องชาวประมงพื้นบ้านโดยตรง

ในการปั่นนี้ทางพวกเราได้ชักชวนเด็กน้อยจากคั่นกระไดให้มารวมพลพร้อมกันและปั่นเพื่อเคารพการจากไปของพี่เจริญ วัดอักษร ทั้งสิ้น 3 รอบ ขบวนจักรยานของเราจึงประกอบด้วย นักปั่นรุ่นใหญ่ รุ่นกลาง รุ่นน้อย และตี๋น้อย ขบวนปั่นคาดหัวด้วยธงชาตินั่งในหัวลากที่ปั่นโดยอาสุทธิชัย  บรรยากาศการร่วมระลึกถึงและการทำบุญให้ “เจริญ วัดอักษร” เป็นไปด้วยความสงบ แต่เต็มปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณแห่งการระลึกถึงตำนานคนหาญ ผู้ต่อสู้เพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมให้แก่บ้านเกิดตน ผู้สร้างและปลุกจิตสำนึกพี่น้อง จ.ประจวบฯ ให้ลุกขึ้นมาต่อสู้ร่วมกัน คงไม่มีคำบรรยายใดๆ ที่เหมาะสมกว่า “ตายสิบ จักเกิดแสน” จนประจวบฯ กลายเป็นดินแดนคนรักษ์ถิ่นประมงที่เข้มแข็งมากที่สุดที่หนึ่งในประเทศไทย


(ขอบคุณภาพจาก ZETh)

ในช่วงบ่ายพวกเราทุกคนก็ได้เริ่มกิจกรรมการปลูกต้นไม้ที่นำทีมโดยพี่ปิยะ แกนนำคนสำคัญของพี่น้อง จ.ประจวบฯ ที่รักการปลูกต้นไม้เป็นชีวิตจิตใจ โดยพื้นที่ปลูกคือด้านหลังร้านคนจับปลาของพี่น้องประมงพื้นบ้าน ซึ่งพวกเราทุกคนตั้งใจว่าจะต้องกลับมาเยี่ยมชมต้นไม้เหล่านี้เมื่อมันเติบโตขึ้นอย่างแน่นอน หลังจากนั้นเราได้ใช้เวลาช่วงค่ำคืนสุดท้ายในการรับฟังประสบการณ์การต่อสู้ของพี่น้องชาวประจวบฯ ที่นำโดยพี่เจริญ วัดอักษร ผ่านพี่สันตินักวิชาการที่ร่วมสืบสานงานของพี่เจริญ วัดอักษร ร่วมกับพี่น้องชาวประมงพื้นบ้าน 

“ตายสิบ จักเกิดแสน” ประโยคนี้ยังคงดังกึกก้องในใจของชาวประจวบฯ ไปอีกนานชั่วนาน การเดินทางของพวกเราในครั้งนี้เป็นการแลกเปลี่ยนและเรียนรู้วิถีแห่งเครือข่ายและชุมชนที่มีชีวิตอยู่กับท้องทะเล ที่ป้องป้อง หวงแหน ต่อสู้ เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมคือท้องทะเลอันเปรียบเสมือนบ้านของเขาให้คงอยู่แก่ลูกหลายของเขาต่อไป

ผมและพวกเรานักปั่นทริปนี้ ได้สัมผัสอย่างลึกซึ้งว่า “เขียวประจวบ” เป็นสีแห่งการปกป้องสิ่งแวดล้อมให้แก่บ้านเกิดตนอย่างเข้มแข็งและเข้มข้น รวมถึงเป็นแรงบันดาลใจให้อีกหลายต่อหลายชุมชนลุกขึ้นมาปกป้องสิ่งแวดล้อมที่ตนรักและหวงแหน จากสิบสู่แสน และสู่ใจของชาวไทยอีกนับไม่ถ้วนได้อย่างไม่ต้องสงสัย  

ติดตามเรื่องราวของการเดินทางของการรณรงค์เพื่อสิ่งแวดล้อมของกรีนพีซและกลุ่มเครือข่ายนักปั่นจักรยานได้ที่เฟสบุ๊คเพจ Zero EmissionThailand

คราวหน้าผมจะกลับมาเล่าเจาะลึกลงไปของสีสันกลุ่มนักปั่นอนุรักษ์ตามสัญญา แล้วพบกันครับ