สำหรับนักวิทยาศาสตร์ของโลกและนักปฏิบัติด้านสิ่งแวดล้อมหลายท่านแล้วนั้น ความจำเป็นที่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงเรื่องความสัมพันธ์​ของมนุษยชาติต่อโลกนั้น ดูจะเป็นความปวดร้าวที่แสนจะชัดเจน แต่ถึงกระนั้นเราก็ยังคงผลักตัวเองเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจและการพัฒนาที่ล้าหลัง สู่เส้นทางที่เป็นบ่อนทำลายอย่างไร้ความปราณี ในเมื่อหนทางอันชาญฉลาดได้มาอยู่ตรงหน้าเราแล้ว ทำไมระบบทางสังคมของมนุษย์ยังคงเลือกตัดสินใจอย่างโง่เขลาอยู่?

ผมเชื่อว่า เชาว์ปัญญานั้น เกิดขึ้นมาจากธรรมชาติอยู่แล้ว อยู่กับชีวิตต่างๆแต่กำเนิด ในทุก ๆ สายพันธุ์และปรากฏให้เห็นอยู่ตลอดในส่วนชีวภาคอย่างนับไม่ถ้วน สติปัญญาดูจะเป็นคุณสมบัติของสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ เพื่อสอดประสานเข้ากับโลกและความซับซ้อนของมันอย่างคงทนและประสบความสำเร็จ

ปะการังสมอง แนวปะการังแอชมอร์ ประเทศออสเตรเลีย

เราสามารถสัมผัสได้ว่าวิวัฒนาการของมนุษย์นั้นได้เปลี่ยนไปในเชิงสติปัญญา เช่นการทำความเข้าใจรูปแบบต่างๆของธรรมชาติ การใช้เหตุผล ตรรกะ การทำเครื่องมือเครื่องใช้ การเรียนรู้จากอดีตและการวางแผนสำหรับอนาคต การเรียนรู้ที่จะก่อไฟ หลังจากร้อยๆพันๆปี อาจจะเป็นตัวช่วยดันความรุดหน้าในด้านความรู้ความเข้าใจของมนุษย์ที่ลึกล้ำกว่าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมสายพันธุ์ลิงอื่นๆ และหลักการทางสังคมที่ซับซ้อนอาจเป็นตัวทำให้ความสามารถด้านนี้ยิ่งล้ำหน้าขึ้นไปอีก

การมีเชาว์ปัญญาของมนุษย์จากการผ่านการวิวัฒนาการอันไม่ธรรมดานี้ เราคาดหวังว่าสังคมของเราจะสามารถประสบความสำเร็จในเป้าหมายโดยใช้มันสมองในเรื่องเกี่ยวกับระบบนิเวศได้ เข้าใจขอบเขตที่จำกัดของที่อยู่อาศัยของเราได้ และปรับเปลี่ยนสังคมของเราเพื่อหลีกเลี่ยงหายนะทางระบบนิเวศให้ได้ สายพันธุ์ที่ประสบความสำเร็จสูงสุด อย่างสาหร่ายในบ่อน้ำหรือเหล่านักล่าในบริเวณลุ่มน้ำ ต่างใช้ถิ่นที่อยู่อาศัยนั้นมากเกินจนต้องล้มกลับคืนสู่สมดุลเดิม เราต่างก็เป็นพยานให้กับเหตุการณ์ความสัมพันธ์ของนักล่าและเหยื่อนี้ ซึ่งมนุษยชาติก็ได้เผชิญหน้ากับปัญหาที่น่าวิตกกังวลใจนี้ว่าเราจะสามารถมองเห็นปัญหาที่ไม่รู้จบและหาทางหลีกเลี่ยงความพินาศที่ยิ่งใหญ่นี้ได้หรือไม่ เราจะใช้สติปัญญาของเราอย่างชาญฉลาดหรืออย่างโง่เขลาเพื่อความบันเทิงแปลกใหม่ เพื่อเพิ่มความร่ำรวยและอำนาจ หรือเพื่อความสุขชั่วครั้งชั่วคราวและความพึงพอใจเล็ก ๆ น้อย ๆ หรือไม่

สายพันธุ์แห่งความขัดแย้ง

คำอย่าง ความฉลาด (intelligence) และปัญญา (wisdom) เป็นคำที่ยากที่จะอธิบาย เราพบเห็นผู้คนเรียบง่ายธรรมดาๆ ที่แสดงให้เห็นถึงมันสมองระดับสูงของพวกเขา และเราก็พบเห็นผู้คนที่ได้รับการศึกษาสูง แต่กลับแสดงความโง่เขลาออกมาอย่างน่าประหลาด ความเกี่ยวพันระหว่างความฉลาด การศึกษา ความดีงาม และปัญญานั้น คืออะไรกันแน่ ทำไมมนุษย์มากมายถึงกระทำการที่ทำลายตนเองและดูแสนจะโง่เขลา ทั้งในระดับปัจเจกและเป็นหมู่คณะ

รากศัพท์ของคำว่า wisdom ในภาษาแซกซัน ภาษานอร์ส และภาษาอังกฤษระยะแรก ซึ่งก็คือ wis หรือ wistuom เกิดมาจากความคิดเกี่ยวกับ กฎหมาย การตัดสิน หรือการพิพากษาทางกฎหมาย ซึ่งอย่างไรก็ตาม เรารู้กันดีตามที่ผ่านๆมาว่า กฎหมาย การตัดสิน หรือการพิพากษาทางกฎหมาย ก็ไม่ได้เกี่ยวโยงกับความฉลาดเฉลียว และออกจะไร้สาระอย่างเห็นได้ชัด

คำในภาษาสเปนสำหรับคำว่า wisdom คือ sabiduria ซึ่งมาจากกริยา saber (รู้ หรือ รู้รส) และ durar (คงอยู่) เพราะฉะนั้นเราจะได้คำที่มีความหมายว่า ความรู้ที่ยั่งยืน หรือ ประสบการณ์ต่อโลกที่จะไม่พ่ายแพ้ต่อเวลา คำภาษาสเปนคำนี้ดูจะเหมาะแก่การใช้มากกว่า เพราะมันสมองที่ไม่พ่ายแพ้ต่อเวลาคือปัญญาที่เรากำลังตามหา ซึ่งการศึกษาอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอ

วิลเลี่ยม รีส นักนิเวศวิทยาชาวแคนาดา ศาสตราจารย์กิตติคุณที่มหาวิทยาลัยบริทิช โคลัมเบีย ผู้ได้วางเกณฑ์การวิเคราะห์ รอยเท้านิเวศขึ้น กำลังอยู่ในระหว่างการร่างบทหนึ่งสำหรับหนังสือเกี่ยวกับ นักอ่านที่มีพลังเข้มแข็งและสร้างสรรค์ของสังคม (Community Resilience Reader) จากสถาบันโพสท์คาร์บอน (Post Carbon Institute) ในงานร่างชื่อ ความดิ้นรนภายใน (The Struggle Within) เกี่ยวกับความล้มเหลวของเชาว์ปัญญาระดับสูง รีสได้ชี้ให้เห็นว่า มนุษย์นั้นเป็นสายพันธุ์ที่มีความขัดแย้งอยู่ภายในมาแต่กำเนิด ถึงแม้ว่าเราจะสามารถปรับใช้เชาว์ปัญญาของเราเพื่อแก้ปัญหาอันซันซ้อนได้อย่างเป็นเหตุเป็นผล แต่เราก็แสดงออกถึงแนวดโน้มที่จะ “กระทำอะไรตามอารมณ์โกรธ อิจฉาริษยา ความกลัว หรืออารมณ์รุนแรงชนิดอื่นๆ โดยเฉพาะเวลาอยู่ภายใต้ความเครียด ในแบบที่ไม่ได้มีเหตุผลอยู่เลยด้วยเช่นกัน”

มนุษย์อาจจะแสดงออกถึงแนวโน้มที่จะต่อต้านสังคม โกหก ทุจริต และทำความผิดตามกฎหมายเล็กๆน้อยๆ ภายใต้ความเครียด เพื่อที่จะปกป้องตนเอง หรือเพื่อความอยู่รอดของทั้งตนเองและครอบครัว ถึงอย่างไรก็ตาม เราเองก็เป็นพยานให้กับคนโกหก ทุจริต และกระทำการผิดกฎหมาย เพียงเพื่อจะได้ร่ำรวยยิ่งขึ้น มีอำนาจมากขึ้น หรือแม้กระทั้งเพื่อการแสดงอำนาจ

วาฬสเปิร์ม นอกชายฝั่งของประเทศศรีลังกา

เรานั้นมีความขัดแย้งในตัวเอง ตามที่รีสอธิบาย เพราะ “สมองมนุษย์มีวิวัฒนาการมาเป็นระยะๆ โดยมีส่วนประกอบต่างๆที่เกี่ยวกับเส้นประสาท ค่อยๆเข้ามารวมเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างเดิม” เรามีส่วนนอกของสมองใหญ่ (cerebral cortex) ซึ่งเป็นที่สำหรับเหตุผล ภาษาและความสร้างสรรค์ เหมือนกับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอื่นๆ (โดยที่สัตว์ทะเลเลี้ยงลูกด้วยนมมีขนาดส่วนนอกของสมองใหญ่ที่ใหญ่ที่สุดบนโลก) อย่างไรก็ตาม ในแง่ของการวิวัฒนาการ สมองส่วนนี้ คือส่วนเพิ่มเติมจากส่วนเดิม ซึ่งก็คือระบบลิมบิก (limbic system) ที่ควบคุมอารมณ์และความสัมพันธ์ และก้านสมองของสัตว์เลื้อยคลานยุคเก่าที่ควบคุมการทำงานต่างๆที่ทำการโดยอัตโนมัติ อย่างเช่น การหายใจ และสัญชาตญาณความอยู่รอด อย่างเช่น ความก้าวร้าว การล่อหลอกเพื่อผลประโยชน์ใดผลประโยชน์หนึ่ง

เมื่อปี 2533 จากหนังสือเรื่อง สมองสามส่วน (The Triune Brain) โดย พอล ดี แมคคลีน ได้อธิบายไว้ว่า ส่วนประกอบสมองทั้งสามส่วนทำงานแบบร่วมกัน เป็นผลให้การตัดสินใจที่แท้จริงและพฤติกรรม เกิดขึ้นมาจากส่วนผสมของตรรกะ อารมณ์และสัญชาตญาณดั้งเดิม รีสกล่าวว่า “นี่อาจจะเป็นปัญหา” และ “คนบางคนดูจะมีเหตุผล...ที่เหลือที่พบเจอสิ่งกระตุ้นเหมือนๆกัน กลับละทิ้งซึ่งเหตุผลทั้งมวลให้กับความหวาดกลัว ความโกรธ ความเศร้า และอื่นๆ ตามสถานการณ์...คนส่วนใหญ่คิดว่าพวกเขากำลังทำตัวอย่างมีเหตุผลอยู่ แม้ว่าจะอยู่ในเหตุการณ์ที่คนอื่นๆเห็นว่าพวกเขาเป็นคนบ้าอารมณ์ร้อน” 

รีสยังเอ่ยถึงงานชิ้นหนึ่งของ โทนี่ ดับเบิลยู บูชานาน เรื่อง การรื้อฟื้นความทรงจำทางอารมณ์ (Retrieval of Emotional Memories) ซึ่งแสดงให้เห็นว่า “อารมณ์ความรู้สึกต่อเหตุการณ์หนึ่งระหว่างการเรียนรู้ และรวมถึงอารมณ์ระหว่างการรื้อฟื้นความทรงจำนั้นๆ มีผลต่อความทรงจำระยะยาวต่างๆ” หมายความว่า แม้เราจะกำลังพยายามที่จะมีเหตุผล ความคิดต่างๆ ถ้อยคำ และการกระทำ จะยังคงเป็นผลมาจากความทรงจำที่สะเทือนอารมณ์จากก้นบึ้งจิตใต้สำนึกของเราที่อาจจะดูโง่เขลาในสายตาคนอื่น

เมื่อเราประสบกับปัญหาและคิดคำนวนเพื่อตอบสนอง ความคิดของเรานั้น บางส่วนจะเป็นผลลัพธ์จากสัญญาณที่มาจากอมิกดาลา และฮิปโปแคมปัสของระบบลิมบิก ซึ่งเป็นที่ของความกลัว และความทรงจำที่สะเทือนอารมณ์ เลือดอาจสูบฉีดไปที่หัวและมือของเราอาจสั่นด้วยการตอบสนองแบบ สู้หรือหนี (fight-or-flight) ความคิดและการกระทำต่างๆของเราอาจได้รับอิทธิพลจากระบบการตอบสนองเช่นนี้ในสมองสัตว์เลื้อยคลานซึ่งสามารถทำให้เรามีชีวิตอยู่ต่อไป แต่อาจสะท้อนมาในรูปการกระทำทื่อๆ หรือมีแรงกดดัน ยิ่งไปกว่านั้น ส่วนของสมองดั้งเดิมส่วนนี้ จะมีผลเมื่อเรากำลังเผชิญกับความเครียด

ดังนั้น คนที่ปฏิเสธว่าภาวะโลกร้อนนั้นไม่เป็นจริง หรือคนที่เชื่อว่าสังคมมนุษย์จะสามารถเจริญต่อไปได้ และใช้ศักยภาพของโลกได้อย่างไม่มีขอบเขต อาจเป็นเพียงการตอบสนองต่อความกังวลจากความกลัวกับสิ่งที่จะเกิดในอนาคต เราเห็นสิ่งเหล่านี้ในความปรารถนาที่อยู่เหนือเหตุผลของสังคมสมัยใหม่ ซึ่งรวมถึงการยึดติดกับวิธีการผิดๆ สภาพจิตของผู้ที่ถูกทำให้หลงเชื่อนี้ อาจกำลังพยายามที่จะสงบสติอารมณ์โดยจิตนาการว่าทุกอย่างจะผ่านพ้นไปด้วยดี

เรียนรู้ด้วยตนเองเพื่อความอยู่รอด

รีสชี้ว่า การตอบสนองแบบดั้งเดิมนี้มีประโยชน์ถึงแม้จะไม่สมควรเสมอไป “วิวัฒนาการในระยะยาวของสิ่งต่างๆ...ความกดดันที่จะต้องเลือกอาจอยู่ภายใต้สถานการณ์บังคับ ที่ซึ่งตรรกะและเหตุผลอยู่เหนือกว่าต้นฉบับ แต่ก็ด้วยความพยายามและสิ่งกระตุ้นที่แท้จริง อย่างนั้นแล้ว พฤติกรรมต่าง ๆ ที่เคยได้ผลในระยะเริ่มแรกในวิวัฒนาการของมนุษย์...อาจเป็นหายนะต่อประโยชน์ส่วนรวมในปัจจุบัน”

วิกฤตด้านระบบนิเวศระดับโลกยังคงเป็นความท้าทายของส่วนรวมที่อาศัยวิธีการจากโดยรวมที่จริงจัง และอาจต้องทำให้สัญชาตญาณการเอาตัวรอดในบางกรณีนั้น กลายเป็นสิ่งที่ใช้ไม่ได้อีกต่อไป เราเห็นแล้วว่าโลกในวันนี้มีแนวคิด ชาตินิยม การเหยียดชนชาติ ความเกลียดชังแบบเก่าๆ และความทะเยอทะยานส่วนตัว ได้บ่อนทำลายความร่วมมือระหว่างประเทศ ที่อิงจากหลักฐานที่เอาแต่จับผิดอย่างชัดเจน

“วาทกรรมทางการเมืองในปัจจุบันถูกป้ายไปด้วยข้อมูลผิดๆ การคิดอย่างเกินจริง และการดึงดูดต่อสัญชาตญาณพื้นฐานมนุษย์” รีสกล่าวอย่างโศกเศร้า “เราดูเหมือนกำลังจะเข้าสู่ ช่วงแห่งความมืดมน ของศตวรรษที่ 21 โดยมนุษย์ พลังความมีเหตุผลไม่ลึกล้ำและชำนาญการพอที่จะฝากชะตาของมนุษยชาติเอาไว้ได้...การไม่ยอมรับ การต่อต้านการเปลี่ยนแปลง ความเกลียดชังต่อ ‘คนอื่น’ และแรงจูงใจที่ไม่พึงประสงค์ในช่วงความไม่แน่นอนทางสภาพภูมิอากาศ การขาดแคลนทรัพยากรและความตึงเครียดระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ”

ภายใต้ความเครียด ทั้งคนที่มีการศึกษา สถาบันต่างๆ และประเทศนานาประเทศมักจะหาที่พึ่งจากบัญญัติกฎเกณฑ์ทางการเมืองเก่าๆ และการคิดเกินจริง ในช่วงเวลาวิกฤต พจนานุกรมอ็อกส์ฟอร์ดได้จัดให้คำว่า “post-truth” เป็นคำแห่งปี 2559 โดยนำใช้อธิบายสภาพภูมิอากาศ ว่าเป็นสิ่งที่ “ข้อเท็จจริงนั้นมีอิทธิพลต่อความเห็นของส่วนรวมน้อยกว่าอารมณ์รับรู้และความเชื่อส่วนบุคคล”

ในทางกลับกัน มันสมองที่แท้จริง ดูไม่เพียงจะต้องทำงานได้ดี แต่จะต้องช่วยคนอื่นให้ปฏิบัติดีและช่วยพยุงโครงสร้างหลักทั้งโครง มันสมองที่แท้จริง มันสมองที่ไม่พ่ายแพ้ต่อกาลเวลาดูจะเกี่ยวข้องกับความประพฤติตามธรรมนองคลองธรรมของส่วนรวม คนฉลาด ผู้ที่สามารถอธิบายมุมมองบางมุมของโลกอย่างเที่ยงตรงได้ ไม่จำเป็นที่จะเป็นผู้มีปัญญาเสมอไป แต่ผู้คน (หรือสัตว์ชนิดอื่นๆ)ที่สามารถอยู่บนโลกใบนี้ได้อย่างดี และยังช่วยเหลือด้านต่างๆของโครงสร้างหลัก กลายเป็นผู้ที่ดูมีปัญญา ไม่มีทางเลยที่ๆไหนจะมีปัญญา โดยปราศจากความดี หรือตามที่นักปรัชญา ลุดวิจ วิทท์เกนชไตน์ เคยกล่าวไว้ว่า “ผมหวังว่าผมจะดีกว่านี้และมีปัญญามากกว่านี้ ซึ่งสองสิ่งนี้เหมือนกันและเป็นสิ่งเดียวกัน”

นักนิเวศวิทยาต่างผิดหวังกับความเปลี่ยนแปลงเพื่อระบบนิเวศที่แสนล่าช้า แต่อาจเป็นผลดีที่การเปลี่ยนแปลงด้านวัฒนธรรมที่แท้จริงนั้นกินเวลานานและต้องอาศัยการเรียนรู้แบบใหม่ นักปฏิบัติจะเข้มแข็งขึ้นจากการถอยออกจากวาทกรรมทางวัฒนธรรมซ้ำ ๆ และเรียนรู้เกี่ยวกับการตอบสนองด้านอารมณ์ทั้งของตนเองและของคนอื่นได้มากขึ้น คล้ายกับการเรียนรู้ความจริงที่ลึกซึ้งกว่าเดิมด้วยตนเอง นี่คือสาเหตุที่ทำไมการเล่าเรื่องราวนั้นมีความสำคัญอย่างมากในการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม การเล่าเรื่องอย่างชาญฉลาดสามารถเข้าถึงผู้คนในระดับของอารมณ์และความรู้สึกได้มากกว่าการบรรยายข้อเท็จจริงและรูปภาพ เราจำเป็นจะต้องตามหาปัญญาที่ลึกซึ้งขึ้นและจะสามารถอยู่คงทนไม่พ่ายแพ้ต่อกาลเวลาต่อไป

โดย Rex Weyler: นักเขียน ผู้สื่อข่าว และผู้ร่วมก่อตั้งกรีนพีซสากล

References: 

Post Carbon Institute: Books and Reports. (Look for the upcoming book “Community Resilience Reader”).

How fire-making contributed to human cognition: Fire Then & Now Deep Green blog.

William Rees: Bio at Post Carbon Institute.

Paul D. Maclean on The Triune Brain.

Tony W. Buchanan on the Retrieval of Emotional Memories


ติดตามกรีนพีซเพิ่มเติมที่