จากการรวมพลังของเจ้าของสัตว์เลี้ยงและนักกิจกรรมทั้งหลาย บริษัทมาร์ส และเนสท์เล่ ผู้ผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงรายใหญ่ที่สุดของโลก ให้คำมั่นในการเปลี่ยนแปลงนโยบายเพื่อรับรองว่าห่วงโซ่อุปทานอาหารสัตว์เลี้ยงของตนจะปกป้องมหาสมุทรและแรงงานประมงบนเรือ 


มาร์สและเนสท์เล่ ทำอะไรบ้าง?

บริษัทให้คำมั่นสัญญาที่จะแก้ไขระเบียบปฏิบัติในในห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด โดยเฉพาะการขนถ่ายสินค้าสัตว์น้ำกลางทะเล (transshipment at sea) ซึ่งเป็นการขนถ่ายปลาและสินค้าประมงจากเรือประมงไปยังเรือห้องเย็นกลางทะเลที่ไกลจากการตรวจสอบ ทั้งนี้เรือประมงสามารถทำประมงได้ต่ออีกหลายเดือนหรือหลายปีโดยไม่ต้องกลับเข้าฝั่ง การขนถ่ายสินค้าสัตว์น้ำกลางทะเลจึงมักเปิดช่องให้มีการละเมิดสิทธิมนุษยชน การประมงผิดกฎหมายและการลักลอบล่าครีบฉลาม

เนสท์เล่ให้คำมั่นต่อนโยบายที่ยุติการขนถ่ายสินค้าสัตว์น้ำกลางทะเลในห่วงโซ่อุปทานของบริษัท ขณะที่ มาร์สให้คำมั่นที่จะระงับการใช้วัตถุดิบจากการขนถ่ายสินค้าสัตว์น้ำกลางทะเลในห่วงโซ่อุปทานของบริษัทตราบเท่าที่ซัพพลายเออร์อาหารทะเล ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชน และการประมงผิดกฎหมายภายในไม่กี่สัปดาห์นี้

ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา สำนักข่าวหลายแห่ง ทั้ง Guardian, Associated Press, New York Times  และอีกมากมาย ได้เปิดโปงการค้ามนุษย์ การบังคับใช้แรงงาน แรงงานขัดหนี้ และการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นบนเรือประมง ซึ่งเรือประมงเหล่านั้นได้ส่งวัตถุดิบให้กับสินค้าปลีกหลายยี่ห้อทั่วโลก   โดยบริษัทขนาดใหญ่ เช่น มาร์ส เนสท์เล่ และ ไทยยูเนี่ยน มีส่วนเกี่ยวพัน การเปิดโปงดังกล่าวทำให้ทั่วโลกให้ความสนใจต่อการตรวจสอบย้อนกลับในห่วงโซ่อุปทานของทั้งอุตสาหกรรมอาหารทะเล ภัตตาคารหลายต่อหลายแห่ง บริษัทที่ให้บริการอาหาร ซูเปอร์มาร์เก็ต และบริษัทผลิตอาหารสัตว์ ต่างตระหนักแล้วว่า พวกเขาต้องการรู้ให้แน่ชัดว่า อาหารทะเลที่เป็นวัตถุดิบนั้นมาจากไหน ใครเป็นผู้จับ และแรงงานประมงเหล่านั้นอยู่กันอย่างไร

ข่าวดีคือ บริษัทมาร์ส และ เนสท์เล่ กำลังเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นที่จะล้างห่วงโซ่อุปทานให้ปราศจากการเอารัดเอาเปรียบแรงงาน แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีหลายสิ่งที่ทั้งสองบริษัทยังคงต้องทำเพื่อแก้ไขปัญหาที่เคยออกนอกลู่นอกทางของอุตสาหกรรมอาหารทะเลที่ผ่านมา

การขนถ่ายสินค้าสัตว์น้ำกลางทะเล นำไปสู่การกดขี่แรงงาน และทำลายสิ่งแวดล้อม ได้อย่างไร?

การขนถ่ายสินค้าสัตว์น้ำกลางทะเล คือ การขนถ่ายปลาและสัตว์ทะเลจากเรือประมงไปยังเรือห้องเย็น หรือบางที่เรียกว่าเรือแม่ เพื่อให้เรือประมงลอยลำจับปลาต่อได้ ประเด็นปัญหาในเชิงสิ่งแวดล้อม คือ การทำประมงตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งวัน ทั้งปี ไม่มีหยุดนั้น เป็นการสร้างแรงกดดันให้จำนวนประชากรปลา ซึ่งมีจำนวนน้อยอยู่แล้ว การขนถ่ายสินค้าสัตว์น้ำกลางทะเล ยังเอื้อให้เกิดขบวนการลักลอบประมงโดยมีการขนถ่ายปลาที่ลักลอบจับ ใส่รวมกับปลาที่จับอย่างถูกกฎหมายที่มาจากเรือประมงลำอื่นๆ และหลีกเลี่ยงการนำเรือประมงเข้าเทียบท่าเพื่อตรวจสอบ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โกลบอล ฟิชชิ่ง วอทช์ (Global Fishing Watch) ได้เผยแพร่รายงานที่เปิดเผยปริมาณการขนถ่ายสินค้าสัตว์น้ำกลางทะเลเป็นครั้งแรก โดยพบหลักฐานการขนถ่ายหลายพันครั้ง เฉพาะปีที่แล้วเพียงปีเดียว

การขนถ่ายสินค้าสัตว์น้ำกลางทะเลหลวง ในมหาสมุทรอินเดีย ระหว่างเรือ เจทมาร์ค 101 ซึ่งจดทะเบียนในกรุงมะนิลา และเรือ ทูน่าควีน จดทะเบียนในปานามา

ผลกระทบจากการขนถ่ายสินค้าสัตว์น้ำกลางทะเลที่เกิดขึ้นต่อแรงงานประมงบนเรือนั้นโหดร้ายมาก เนื่องจากลูกเรือจะติดอยู่บนเรือประมงนานเป็นปีในแต่ละครั้งที่ออกเรือ โดยไม่มีโอกาสหลบหนี  เราได้สัมภาษณ์ลูกเรือประมงหลายคน ซึ่งพบว่า มีหลายคนที่ถูกล่อลวงมาจากกัมพูชาและเมียนมาร์ พวกเขาเล่าให้ฟังถึงการถูกปฏิบัติอย่างทารุณ ทั้งถูกทุบตี อดนอน ทำงานวันละ 20 ชั่วโมง ถูกละเมิดทางเพศ และถูกฆาตกรรมจากเพื่อนร่วมงาน หากมีการร้องเรียนหรืออาจด้วยเหตุผลพื้นๆ เช่น ป่วยจนทำงานไม่ได้  ลูกเรือประมงหลายคนจำต้องกินเหยื่อที่ใช้จับปลาเพื่อประทังชีวิต และอีกหลายคนเสียชีวิตจากโรค เบอริเบอริ ซึ่งเป็นโรคที่ควรจะเกิดบนเรือเมื่อหลายร้อยปีก่อน มากกว่าจะเกิดขึ้นบนเรือที่ทำธุรกิจมูลค่าหลายพันล้านเหรียญสหรัฐฯอย่างในปัจจุบันนี้

ทำไมปัญหานี้ยังคงมีอยู่?

รายงาน พลิกวิกฤต ของกรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้สืบสวนสอบสวนการละเมิดสิทธิมนุษยชนและการทำประมงผิดกฎหมาย ในอุตสาหกรรมประมงนอกน่านน้ำของประเทศไทย  พบว่า เรือสำหรับขนถ่ายสินค้าสัตว์น้ำกลางทะเลหลายลำ ได้เคลื่อนย้ายไปยังพื้นที่ทำประมงที่แทบจะไม่มีการตรวจตราและมีข้อกำหนดบังคับ และ ปลาที่ได้จากการขนถ่ายสินค้าสัตว์น้ำเหล่านี้ ก็ไปปรากฎอยู่ในอาหารสัตว์และทูน่ากระป๋องในตลาดยุโรป สหรัฐอเมริกา และอีกหลายประเทศ

ข่าวดีคือ มีบริษัทหลายแห่ง เอ็นจีโอ และรัฐบาลหลายประเทศ เริ่มตระหนักถึงอันตรายจากการขนถ่ายสินค้าสัตว์น้ำกลางทะเลแล้ว แต่ความท้าทายคือ การตรวจสอบย้อนกลับอาหารทะเลเหล่านี้ไปยังแหล่งที่มาของมัน ขณะที่ทุกฝ่ายวิตกถึงระเบียบที่ควรปฏิบัติต่างๆ บริษัทมาร์ส และ เนสท์เล่ ได้แสดงภาวะผู้นำด้วยนโยบายห่วงโซ่อุปทานที่ไม่ล้างผลาญมหาสมุทรและปกป้องแรงงานบนเรือ แม้จะมีภารกิจที่ต้องทำให้ลุล่วงอีกมาก เราจึงเรียกร้องไปยังบริษัทอีกหลายแห่งให้ร่วมกันเรียกร้องให้หยุดการขนถ่ายสินค้ากลางทะเลที่ไม่เคยมีการตรวจสอบได้แล้ว

เราจะช่วยให้อุตสาหกรรมอาหารทะเลแสดงความรับผิดชอบมากกว่านี้ได้อย่างไร?

เป็นที่ชัดเจนว่า เราไม่ยอมรับให้มีการบังคับใช้แรงงานในผลิตภัณฑ์ของเรา บริษัทไทยยูเนี่ยน ในฐานะซัพพลายเออร์ของทั้งมาร์ส และเนสท์เล่  ก็ควรต้องล้างห่วงโซ่อุปทานของตัวเอง นี่คือเหตุผลว่า เหตุใดเราถึงอ้างความสำเร็จครั้งนี้ในการเรียกร้องให้บริษัทผู้ผลิตอาหารทะเลรายใหญ่เปลี่ยนแปลงด้วยเช่นกัน นั่นก็เพื่อให้เรามั่นใจได้ว่า คำมั่นสัญญาจากมาร์สและเนสท์เล่นั้น กำลังสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและสำคัญยิ่งต่อทะเลและมหาสมุทร

หากบริษัทไทยยูเนี่ยนให้คำมั่นต่อนโยบายยุติการขนถ่ายสินค้าสัตว์น้ำกลางทะเล ก็เท่ากับการแสดงความรับผิดชอบต่อทั้งอุตสาหกรรม สร้างอนาคตใหม่ให้กับแรงงานที่เกี่ยวข้องกับการผลิตอาหารทะเล และ ความหลากหลายทางชีวภาพทางทะเล

ร่วมลงชื่อเพื่อส่งต่อไปยังบริษัทไทยยูเนี่ยน ให้ร่วมกับมาร์ส และเนสท์เล่ ทำให้คำมั่นสัญญาต่อสาธารณะชนครั้งนี้ นำไปสู่การแก้ปัญหาการขนถ่ายสินค้าสัตว์น้ำกลางทะเลที่ไร้การควบคุมนี้

จอห์น โฮซิวาร์ ผู้อำนวยการรณรงค์ด้านทะเลและมหาสมุทร กรีนพีซ สหรัฐอเมริกา


 ติดตามกรีนพีซเพิ่มเติมที่