ปฏิเสธไม่ได้ พลาสติกเป็นหนึ่งในนวัตกรรมเปลี่ยนโลก มันยกระดับความสะดวกสบายนานัปการให้ผู้คนทั่วโลก

แต่ขณะเดียวกันก็ต้องยอมรับว่า ท่ามกลางความสะดวกสบายเหล่านั้น พลาสติกโดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการกินดื่มของพวกเราซึ่งเกือบทั้งหมดมีอายุการใช้งานสั้นและมักถูกทิ้งขว้างอย่างรวดเร็ว สร้างความปั่นป่วนให้สิ่งมีชีวิตอื่นๆ ร่วมโลกและก่อปัญหาสิ่งแวดล้อมมาสักระยะแล้ว หนำซ้ำยังมีแนวโน้มจะรุนแรงขึ้นตามปริมาณขยะพลาสติกที่เพิ่มขึ้นด้วย

สารภาพตามตรง ในฐานะผู้บริโภคซึ่งพยายามลดใช้พลาสติกมาอย่างต่อเนื่อง เรากลับไม่เคยพิจารณาขยะพลาสติกจากการบริโภคของตัวเองอย่างจริงจังด้วยซ้ำ

ดังนั้น เมื่อได้รับคำชวนล่วงหน้าประมาณหนึ่งเดือนให้ร่วมเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นหัวข้อ "ศิลปะ ขยะ ทะเล” ในวันเปิดงาน “HEART for the Ocean : บอกรักทะเล บอกเลิกพลาสติก” ซึ่งจัดโดยกรีนพีซเมื่อ 15 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ณ ชั้น 1 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร จึงเป็นโอกาสดีที่จะกำหนดภารกิจสนุกๆ ให้ตัวเองลองเก็บขยะพลาสติกที่เกิดจากการกินและดื่ม รวมถึงจดบันทึกปริมาณขยะพลาสติกที่น่าจะลดได้จากพฤติกรรมพกกระติกน้ำออกจากบ้าน พกถุงผ้า ถุงพลาสติกใช้ซ้ำ และกล่องพลาสติกไปจ่ายตลาดสด รวมถึงงดรับถุงพลาสติกใบใหม่เวลาไปซูเปอร์มาร์เก็ต ตลอดระยะเวลา 30 วัน

...และนั่นก็นำมาซึ่งข้อสังเกตน่าสนใจอย่างน้อย 7 ข้อ ดังนี้

1. ไม่ว่าจะเป็นอาหารปรุงสำเร็จพร้อมรับประทานหรือวัตถุดิบอาหารที่เราต้องเข้าครัวบรรเลงฝีมือการปรุงเอง เกือบทั้งหมดอยู่ในบรรจุภัณฑ์พลาสติก

2. อาหารพร้อมรับประทาน หรือเกือบพร้อมรับประทาน เช่น อาหารแช่แข็งที่ต้องอุ่นร้อน นอกจากจะบรรจุในภาชนะพลาสติกและห่อหุ้มด้วยพลาสติกแล้ว ยังมักแถมช้อนส้อมพลาสติกมาด้วย

อุปกรณ์การกินเหล่านี้อาจไม่แข็งแรงทนทานนัก แต่ก็พอจะสามารถล้างเก็บหรือพกพาไว้ใช้ซ้ำได้ แทนที่จะต้องโยนทิ้งทันทีหลังใช้งานแค่ครั้งเดียว

3. การซื้อของในตลาดสดลดขยะพลาสติกได้มากกว่าการจับจ่ายในซูเปอร์มาร์เก็ต

 

เพราะสามารถเลือกของที่ต้องการ ส่งให้ชั่งน้ำหนัก คิดราคา และจ่ายเงินกับพ่อค้าแม่ค้าโดยตรง ซึ่งเราบอกปฏิเสธถุงพลาสติกใหม่และยื่นถุงพลาสติกใช้ซ้ำให้เขาใส่ผักผลไม้ได้ทันที หรือยื่นกล่องพลาสติกให้ในกรณีซื้อเนื้อสัตว์หรือเต้าหู้แผ่น ซึ่งที่ผ่านมายังไม่เจอการปฏิเสธหรือท่าทีอิดออดของผู้ขายสักครั้งเดียว

ล่าสุดแอดวานซ์ขึ้นอีกหน่อย ลองพกถุงพลาสติกกับฟางรองกันกระแทกที่ได้รับจากการซื้อไข่เป็ดครั้งก่อนไปใช้ซ้ำ แม่ค้าทำหน้างงเล็กน้อย แต่พออธิบายเธอก็โอเคกับเหตุผลของเรา

ตัดภาพมาที่ซูเปอร์มาร์เก็ต เนื้อสัตว์มักบรรจุในถาดโฟมหรือถาดพลาสติกพร้อมฟิล์มพลาสติกห่อหุ้มมิดชิด กรณีเนื้อสัตว์หรือผักผลไม้ที่ให้เลือกเองก็ต้องหยิบใส่ถุงพลาสติกใหม่กริ๊บเพื่อให้พนักงานชั่งน้ำหนักและติดสติ๊กเกอร์แสดงราคา ก่อนนำไปชำระเงินที่แคชเชียร์

ต่อให้งดรับถุงพลาสติกหูหิ้ว เราก็พกขยะพลาสติกกลับไปมากมายตามจำนวนชนิดของผักผลไม้ที่เลือกซื้อ อ้อ...รวมถึงถาดพลาสติกที่ใส่ไข่ไก่ไข่เป็ดด้วย

4. พกกระติกน้ำแล้วก็ยังมีโอกาสสร้างขยะขวดน้ำพลาสติกอยู่ดี จากการสั่งน้ำเปล่าในร้านอาหารนอกบ้านหรือเมื่อหาจุดเติมน้ำดื่มสะอาดไม่ได้

ขอบคุณภาพจาก ฐิตินันท์ ศรีสถิต

5. แม้จะเลือกซื้อเครื่องดื่มบรรจุขวดแก้ว หลายครั้งก็ยังมีขยะพลาสติกแถมมาจากฉลากหรือพลาสติกซีลฝาขวด

6. บางครั้งอาหารว่างระหว่างประชุมก็มาพร้อมขยะพลาสติกโดยไม่อาจหลีกเลี่ยง เช่น การเสิร์ฟผลไม้ที่ปอกและจัดเรียงอย่างสวยงามแต่ต้องห่อหุ้มด้วยฟิล์มพลาสติกเพื่อสุขอนามัย

7. ร้านอาหารที่เสิร์ฟเครื่องดื่มโดยปักหลอดดูดมาในแก้ว เป็นการบังคับให้เราสร้างขยะพลาสติกอีกหนึ่งชิ้นโดยปริยาย ขณะที่การเสิร์ฟเครื่องดื่มโดยไม่ใส่หลอดหรือเสิร์ฟพร้อมหลอดบรรจุในซองกระดาษ ช่วยยั้งการใช้หลอด (ซึ่งเท่ากับการสร้างขยะพลาสติกอีกชิ้น) ของเราได้เช่นกัน

ในส่วนของความพยายามลดสร้างขยะพลาสติกนั้น สรุปผลได้ดังนี้

  • พกกระติกน้ำออกจากบ้าน 10 วัน มีทั้งอยู่นอกบ้านไม่กี่ชั่วโมงไปจนถึงตลอดวัน สามารถลดขยะขวดน้ำพลาสติกได้ประมาณ 15 ใบ
  • พกถุงผ้า ถุงพลาสติกใช้ซ้ำ และกล่องพลาสติกไปตลาดสด 3 ครั้ง สามารถลดการรับถุงพลาสติกใบใหม่ได้เกือบ 10 ใบ
  • และการซื้อของซูเปอร์มาร์เก็ตโดยแจ้งแคชเชียร์ว่าไม่เอาถุงจำนวน 3 ครั้ง สามารถลดใช้ถุงพลาสติกหูหิ้วใบใหม่ได้ 8-10 ใบ

นับรวมแล้วยังเป็นตัวเลขน้อยนิดเมื่อเทียบกับปริมาณขยะพลาสติกของทั้งเมืองหรือทั้งประเทศ จึงอยากชวนทุกท่านร่วมวงทดลองไปด้วยกัน เช่น กำหนดเป็นภารกิจ “ลดขยะพลาสติก 30 วัน” ในแบบที่ตัวเองถนัดแล้วลงมือปฏิบัติพร้อมกับจดบันทึกบ้าง เผลอๆ อาจจะลดขยะพลาสติกได้มากกว่าเราหรือค้นพบข้อสังเกตน่าสนใจเพิ่มเติมจาก 7 ข้อที่เราเจอ...ก็เป็นได้


 ติดตามกรีนพีซเพิ่มเติมที่