ผมสอนประวัติศาสตร์จีนให้กับนักเรียน โดยแนะนำวรรณคดีเต๋าที่ชื่อว่า เต้า-เต๋อ-จิง" (Dao-De-Jing) จวงจื้อ (Zhuangzi) และ ไทผิงจิ้ง (Taiping Jing) และผมเพิ่งรู้ตัวเองว่า ผมนับถือเต๋า ในช่วงอายุ 20 ผมได้เรียนรู้ความเชื่อพื้นฐานของผมหลายประการจากการอ่านเล่าจื้อ

หลายทศวรรษหลังจากนั้นมา ปัจจุบันนี้ผมเชื่อว่าคำสอนของเต๋าได้ช่วยให้ผมเลี่ยงความรู้สึกหดหู่กับสถานการณ์ต่าง ๆ ของโลก คนที่นับถือเต๋าจะเชื่อในกระบวนการทางธรรมชาติของสิ่งต่าง ๆ เต๋ากับนิเวศวิทยาแนวลึกแผนใหม่ (Modern Deep Ecology) มีมุมมองต่อโลกที่สอดคล้องกัน ทั้งความเป็นไปของชีวิต สิ่งใดที่สำคัญ และอะไรทำให้เกิดการกระทำที่มีประสิทธิภาพ

คำสอนของเล่าจื้อเกิดขึ้นราวในยุค 300-600 ปีก่อนคริสตกาล พงศาวดารจีนเล่าขานว่าเล่าจื้อ (แปลว่า “อาจารย์ผู้อาวุโส”) ไม่พึงพอใจกับความเสื่อมโทรมของสังคม จึงละทิ้งบ้านและอาชีพของตนในตอนใต้ของจีนแผ่นดินใหญ่เพื่อบรรลุฌานดังที่หวังไว้ ระหว่างผ่านทางด่านหนึ่ง ขุนนางดูแลด่านได้ขอร้องกับท่านก่อนจากไปว่า โปรดบันทึกปรัชญาของเขา เล่าจื้อจึงเขียนออกมาหนึ่งเล่มราว 1,000 ตัวอักษร ซึ่งทุกวันนี้รู้จักกันในชื่อว่า "เต้า-เต๋อ-จิง" (Dao-De-Jing) หรือ  "สูตรว่าด้วยเต้าและคุณธรรม"

石濤  "เต้า-เต๋อ-จิง" ภาพจาก Library of Palace Museum

หนังสือเล่มนี้ชนะใจผมตั้งแต่บรรทัดแรก “เต๋าที่สามารถเรียกขานด้วยชื่อได้ ไม่ใช่เต๋าที่แท้จริง” เป็นบทเริ่มต้นที่ถ่อมตน และบทนี้ได้ถูกนำมาสะท้อนโดยนักวิทยาศาสตร์ Alfred Korzybski ในปี 2474 ว่า “แผนที่ไม่ใช่ขอบเขต” บทเปิดนี้จบลงด้วยการเปรียบเทียบของ “เหตุการณ์” ที่เราพบเห็นรอบตัวซึ่งตรงข้ามกับ “ความเร้นลับ” ที่เป็นเบี้องหลัง มุมมองต่อโลกที่ไม่เสแสร้งที่เริ่มต้นด้วยความลี้ลับเช่นนี้ดึงดูดผม และทำให้ผมเริ่มเข้าใจระบบนิเวศและการเคลื่อนไหว 

เต๋าและการลงมือทำ

หัวใจของเต๋าคือวิถีทางแห่งหวู่ เว่ย (Wu Wei) ซึ่งแปลได้ว่า วิถีทางแห่งการกระทำทุกสิ่งทุกอย่างโดยไม่กระทำสิ่งใดเลย ผู้ปราชเปรื่องไม่เร่งรัดลงมือ เพียงแต่กระทำให้สอดคล้องกับธรรมชาติ แนวคิดนี้คล้ายกับแนวคิดอหิงสาของมหาตมะ คานธี ในลัทธิเต๋า การเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติจะนำไปสู่เซินหลิง หรือ “สิ่งสมบูรณ์สูงสุด” ซึ่งมีประสิทธิผลล้ำลึกยิ่งกว่าผลประโยชน์ทางอำนาจ

จวงจื่อได้เขียนในทำนองเดียวกันกับ "เต้า-เต๋อ-จิง" ว่า “หากต้องการบำรุงเลี้ยงนก ต้องปล่อยสู่ป่าลึก ให้ท่องไปตามชายฝั่งและเกาะแก่ง ลอยอยู่เหนือท้องน้ำทะเลสาบ เสาะหาปลาเล็กปลาน้อยเป็นอาหาร โบยบินไปกับฝูงนก พักผ่อนและใช้ชีวิตดังใจปรารถนา … สิ่งที่ถูกต้องควรอยู่บนพื้นฐานของสิ่งที่เหมาะสม นักปราชญ์หยิบยื่นความรู้ให้กับหมู่มด เรียนรู้จากฝูงปลา และมอบเจตนารมณ์ให้กับแกะ”

วัดหยวน วัดชองลัทธิเต๋า

เฉกเช่นเดียวกับคำสอนของชนเผ่าพื้นเมือง เต๋าสอนว่าชีวิตวางรากลึกกับผืนดิน ดำรงอยู่อย่างสง่างาม ด้วยความเคารพ ยอมรับสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกันกับระบบนิเวศที่ผูกพันชีวิตเรา การนำคำสอนของเต๋ามาใช้นั้น เราจะต้องใส่ใจในรายละเอียดของสภาวะแวดล้อมท้องถิ่นก่อนที่จะลงมือทำ “สิ่งแวดล้อม” ไม่ใช่สิ่งที่อยู่นอกกายเราที่ต้องถูกแก้ไข และแน่นอนว่าไม่ควรถูก “จัดการ” โดยปัญญาของมนุษย์

ระบบนิเวศก็เช่นเดียวกับลัทธิเต๋า คือแฝงไปด้วยการปรับเปลี่ยนโครงสร้างจากสังคมที่มีมนุษย์เป็นศูนย์กลาง และความสัมพันธ์ของมนุษย์ต่อธรรมชาติที่อยู่เหนือการสร้างของมนุษย์ ทางออกที่แท้จริงของวิกฤตทางธรรมชาติไม่ใช่รูปแบบต่าง ๆ ที่สังคมสมัยใหม่สร้างขึ้น กล่าวคือ เป็นวิถีของเครื่องจักรกล การทำกำไร การขยายอำนาจ แต่เป็นทางออกที่ท้าทายพื้นฐานของเศรษฐกิจ การเมือง วิทยาศาสตร์ และนวัตกรรมความรู้

ปลายศตวรรษที่สี่ (ราวปี 3000 ของจีน) เป็นช่วงที่จักรวรรดิของจีนห้ำหั่นกัน เปาชิงหยาน นักปราชญ์ลัทธิเต๋าเคยกล่าวไว้ว่า “ไม่ใช่ทั้งขุนนางหรือข้าราชบริวาร” กล่าวโทษความยากจนและความรุนแรงว่ามีสาเหตุมาจากความเหลื่อมล้ำทางสังคม คนที่มีอำนาจควบคุมคนที่อ่อนแอกว่าเพื่อผลประโยชน์ส่วนตน สำหรับกระแสแฟชั่นของสังคม เขากล่าวเตือนว่า “สวนทางกับธรรมชาติที่แท้จริงของสรรพสิ่ง … ทำร้ายสิ่งมีชีวิตเพื่อที่จะเป็นสิ่งตกแต่งชั่วครั้งชั่วคราว” เขารำลึกถึงยุคสมัยที่เรียบง่าย เมื่อ “ทุกชีวิตอาศัยอยู่ร่วมกันด้วยเอกภาพ … รื่นรมย์กับอาหารที่มีมากพอ … พฤติกรรมของผู้คนไร้ความโอ้อวด” เปากล่าวว่าปัญหาเกิดขึ้นเมื่อผู้คนหลงลืมวิถีตามธรรมชาติ เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน และยกตนเหนือผู้อื่น”

เต๋ากับนิเวศวิทยาแนวลึก

นิเวศวิทยาแนวลึก (Deep Ecology) ถูกใช้ครั้งแรกโดย Arne Naess ซึ่งมีแนวคิดที่สอดคล้องกันกับลัทธิเต๋า คือ ความสัมพันธ์โดยตรงและลึกซึ้งกับธรรมชาติ แนวคิดทั้งคู่เริ่มต้นเกี่ยวกับจริยธรรมทางสิ่งแวดล้อม ที่ซึ่งมนุษย์นั้นจะต้องผูกพันลึกซึ้งกับธรรมชาติ การกระทำที่มีประสิทธิผลนั้นจะปรากฎเป็นการเชื่อมโยงกันอย่างเป็นรูปธรรมในนัยยะที่คำนึงถึงความศักดิ์สิทธิของธรรมชาติ ซึ่งนั่นคือ “สิ่งสมบูรณ์สูงสุด”

“หลักการ 8 ประการ” ดั้งเดิมของ Arne Naess เรื่องนิเวศวิทยาแนวลึกนั้นสะท้อนหลักการของเต๋า คือ ทุกสภาวะชีวิตมีคุณค่า ความหลายหลายในตนเองคือสิ่งที่สร้างคุณค่าเหล่านี้ มนุษย์ไม่มีสิทธิใดในการลดทอนความหลากหลาย การเติบโตของประชากรมนุษย์และการเป็นใหญ่ของมนุษย์นั้นไม่ก่อประโยชน์ มนุษย์ล่วงล้ำโลกที่ไม่ใช่โลกของมนุษย์ ดังนั้น นโยบายทางสังคมจำเป็นจะต้องเปลี่ยนแปลง เราต้องเรียนรู้ที่จะเห็นคุณค่าของชีวิต ไม่ใช่เพิ่มการบริโภค และผู้ที่เข้าใจถึงหลักการเหล่านี้เท่านั้นจึงมีสิทธิจะลงมือกระทำ

อย่างไรก็ตาม หัวใจหลักของทั้งเต๋า และนิเวศวิทยาเชิงลึก คือ “การตระหนักรู้ในตนเอง” ซึ่งขยายขอบเขตมากกว่าเพียงแค่ตัวเรา แต่รวมไปถึงทุกชีวิต “ตนเอง” ไม่ได้หมายถึงแค่เปลือกกาย และไม่ใช่แค่จิตวิญญาณ แต่ยังรวมไปถึงระบบนิเวศทั้งหมด ดังที่ วอร์วิค ฟอกซ์ นักจริยธรรมชาวออสเตรเลีย อธิบายไว้ว่า “ไม่มีการแบ่งที่แน่นอนใด ๆ ระหว่างอาณาจักรของมนุษย์ และไม่ใช่ของมนุษย์ เกรกอรี แบเทอสัน นักมานุษยวิทยานิเวศและนักนิเวศวิทยาชาวอังกฤษ กล่าวย้ำไว้อย่างเรียบง่าย ว่า “การแบ่งแยกทั้งหมดล้วนเกิดขึ้นโดยพลการ” เราแบ่งแยกเพื่อที่จะทำการสื่อสาร แต่แท้ที่จริงแแล้ว ทุกสิ่งเชื่อมโยงกัน เราพูดถึง “ต้นไม้” “ดิน” และ “อากาศ” แต่ในทางระบบนิเวศแล้ว สามสิ่งนี้ไหลเวียนซึ่งกันและกัน อยู่ในระบบสิ่งมีชีวิตทั้งหมด

ป่าอะเมซอน บราซิล พ.ศ. 2555

ในเต๋าและนิเวศวิทยาเชิงลึก อีโก้ หรือตัวตนที่แยกออกมาตามลำพังนั้น เกิดขึ้นจากความเข้าใจผิดโดยการบีบคั้นทางสังคม เมื่อเราหลอมรวมปัจเจกของเรากับ “กาย” ที่ยิ่งใหญ่กว่า นั่นคือ ธรรมชาติทั้งหมด การเห็นอกเห็นใจต่อสิ่งมีชีวิตทั้งหมดนั้นจะเกิดขึ้นตามธรรมชาติ เมื่อเราก้าวถึงการตระหนักรู้ในตนเองที่ลึกขึ้นนี้แล้ว Naess ชี้ว่า เราจะเชื่อมโยงกับทุกชีวิต และไม่จำเป็นต้องมีศีลธรรมใดเพื่อปกป้องชีวิตอื่น “ดังเช่นที่เราไม่ต้องการศีลธรรมเพื่อหายใจ”

ตัวเราในสมัยใหม่นั้น มีแนวโน้มที่จะแยกออกจากธรรมชาติ ไม่เชื่อมโยงเกี่ยวข้อง แต่เต๋าและนิเวศวิทยาเชิงลึกมีมุมมองในองค์รวม ทุกชีวิตมีคุณค่า ซึ่งไม่ได้ถูกจำกัดความหมายของคุณค่าโดยมนุษย์ ดร.สตีเฟน ฮาร์ดิง นักสัตววิทยา กล่าว “นักสิ่งแวดล้อมในกระแสยังคงมองว่าธรรมชาติเป็นเครื่องจักรที่เราต้องซ่อมแซม” ในแนวคิดเต๋า วัฒนธรรมของชนพื้นเมือง และในระบบนิเวศนั้น มนุษย์มีความสัมพันธ์กับรูปแบบอื่นของการวิวัฒนาการ ธรรมชาติไม่ใช่สิ่งของ แต่เป็นกระบวนการที่มีการเปลี่ยนแปลงซึ่งมีมนุษย์อยู่ในนั้น แนวคิดสิ่งแวดล้อมนิยมที่มีความประนีประนอมจะยอมมองข้าม “ตัวตน” ในความหมายใหญ่ นำเอาแนวคิดมนุษย์มองว่าตัวเองเป็นศูนย์กลาง (Anthropocentrism) มาใช้ และไม่สามารถท้าทายสภาพที่เป็นอยู่ทางเศรษฐกิจที่เป็นต้นเหตุของการเสื่อมโทรมทางระบบนิเวศ

ในมุมมองของผู้หญิง

นักเขียน Ursula Le Guin ได้เรียบเรียงงาน "เต้า-เต๋อ-จิง" ด้วยภาษาที่ง่าย ๆ ดังนี้

“ทำงาน และปล่อยวาง

เพราะการปล่อยวาง

คือการทำให้คงอยู่” [โคลง 3]

“ฉันอยากให้หนังสือแห่งวิถี (Book of the Way) เข้าถึงได้ง่าย เข้ากับยุคสมัย ไม่ฉลาดเกินไป ไม่ทรงพลังเกินไป และเพื่อให้นักอ่านผู้หญิงอ่าน ไม่ได้ค้นหาความลับที่ลึกลับ แต่เป็นการฟังเสียงที่พูดดังไปถึงจิตใจ … เป็นความถ่อมตนของภาษาที่คนหลายศตวรรษค้นพบในหนังสือเล่มนี้ เป็นความเข้าใจอันถ่องแท้ของความเร้นลับของสิ่งที่เราเป็นส่วนหนึ่งในนั้น” Le Guin บอกกับ Maria Popova ในบทสัมภาษณ์

ขนนกในอาร์กติก พ.ศ. 2555

“ความถ่อมตนเป็นคำที่มักไม่ได้ใช้กัน” Le Guin บอกกับ Brenda Peterson “ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเป็นสิ่งที่ออกมาจากผู้หญิง ไม่ใช่ผู้ชาย ซึ่งนั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไปผู้หญิงจำนวนมากสะดุ้งเมื่อคุณพูดว่า “ถ่อมตน” แต่หากคุณมองข้ามความเป็นเพศ คุณจะพบว่ามันเป็นคำที่แฝงไปด้วยคุณลักษณะที่น่ารัก เล่าจื้อทำให้ความเร้นลับเป็นผู้หญิง เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ใจความส่วนใหญ่ของหนังสือเป็นผู้หญิง น่าชื่นใจและทรงพลัง”

“ผู้ที่ปฏิบัติต่อกายอื่น

ได้อ่อนโยนเท่ากายตน

ผู้นั้นคู่ควรในการปกครอง” [โคลง 13]

“คานธีไม่ได้นับถือเต๋า แต่กระนั้น การเคลื่อนไหวของเขา และตัวตนของเขา สอดคล้องกับโลกของเล่าจื้อ เพราะคานธียึดมั่นกับที่มาของตน ยืนหยัดต่อความไม่เท่าเทียม เขาต้องการให้สังคมดีขึ้น เขาลงมือด้วยวิธีที่ถ่อมตนที่สุด เนื่องจากเขาปฏิเสธความรุนแรง”

“เล่าจื้อมิได้นับถือพระเจ้า เต๋าเป็นการกระทำมากกว่าบุคคล เป็นแนวทางสู่การไม่พยายามจะควบคุม ทำสิ่งต่าง ๆ เพียงเพราะเป็นสิ่งที่ควรทำ เป็นเรื่องง่ายในนัยยะของหน้าที่และความรับผิดชอบ” Le Guin กล่าว “เล่าจื้อไม่ต่างจากเรา เราอยู่ในการเคลื่อนไหวที่เป็นหยินหยาง และหยางมีพลังสูง ซึ่งจะมีความรุนแรง และในที่สุดก็จะแปรเปลี่ยนไปในทางตรงข้าม”

“ผู้ที่พึงพอใจในตนเองไม่เคยทำดี

ผู้ที่ยกยอตนไม่เคยเติบโต” [โคลง 24]

การเคลื่อนไหวทางสิ่งแวดล้อมในสมัยใหม่นั้นเป็นไปในสังคมเทคโนโลยี การสร้างสงคราม การบริโภค และการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ชีวิตไม่ใช่การแข่งขันทั้งหมด ในระบบนิเวศ ทุกสิ่งดำรงอยู่และพึ่งพากันในรูปแบบความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนเกื้อหนุน การตระหนักถึงสิ่งแวดล้อมในแนวคิดเต๋านั้นคือความถ่อมตน ไม่ควบคุม ไม่จัดการทุกสิ่ง

“ความดีสูงสุดนั้นเป็นเฉกเช่นน้ำ

น้ำให้ชีวิตแก่หลายแสนชีวิต

และไม่ย่อท่อ”

ลัทธิเต๋าสอนว่า การตระหนักรู้ในตนเองเป็นสิ่งพื้นฐานของการกระทำที่มีประสิทธิผล อยู่เหนือกว่าแนวคิดที่มนุษย์เป็นศูนย์กลาง และยิ่งเหนือกว่าแนวคิด “การดูแล” แนวคิดนิเวศวิทยาเชิงลึกที่แท้จริงนั้นประกอบไปด้วยความเอื้อเฟื้อในสังคม และบทบาทหน้าที่ต่อบริบทที่ใหญ่กว่าตน โคลงบท 13 ของ "เต้า-เต๋อ-จิง" นี้ได้ขยายกฎสามัญที่พบได้ในความเชื่อทั่วไป นั่นคือ ปฏิบัติต่อผู้อื่นดังที่อยากให้ผู้อื่นปฏิบัติต่อเรา รวมถึงสรรพชีวิตทั้งหมด

“ยอมศิโรราบอย่างถ่อมตน แล้วจะได้รับความเชื่อใจจากทุกสรรพชีวิต

รักโลกเสมือนรักตนเอง เช่นนั้นแล้วจึงถือว่าคุณใส่ใจต่อทุกสิ่งอย่างถ่องแท้”

Rex Weyler  นักเขียน นักข่าว และหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งกรีนพีซสากล 

บทความแปลจากต้นฉบับภาษาอังกฤษ สามารถอ่านต้นฉบับได้ที่นี่


 ติดตามกรีนพีซเพิ่มเติมที่