นานาประเทศต่างเริ่มตระหนักถึงความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมและหันมาพูดถึงนโยบายสีเขียวมากขึ้น ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คงไม่พ้นเรื่องพลังงานหมุนเวียน พลังงานหมุนเวียนจึงเริ่มเป็นที่นิยมและได้รับความสนใจกว่าแต่ก่อน หลากหลายประเทศได้พัฒนาการผลิตพลังงานหมุนเวียนจนประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง

โรงไฟฟ้าถ่านหินแม่เมาะ จังหวัดลำปาง

ทว่าในประเทศไทย ทุกครั้งที่เราเปิดไฟ เปิดโทรทัศน์ หรือไม่ว่าจะทำกิจกรรมใดๆที่ใช้ไฟฟ้า เราอาจกำลังทำร้ายโลกของเราโดยไม่รู้ตัว เพราะการกดสวิตช์เพียงครั้งเดียวก็นับเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการผลิตไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นถึงกว่า 80 ล้านตันต่อปี (ข้อมูลสถิติการปล่อยมลพิษทางอากาศจากการใช้พลังงานจำแนกตามชนิดปี 2551)

เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าประเทศไทยเรายังอาศัยการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติควบคู่กับโรงไฟฟ้าถ่านหินเป็นหลัก แม้ว่าทางผู้ผลิตไฟฟ้าจะอ้างว่าถ่านหินเป็นพลังงานต้นทุนต่ำเหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย อย่างไรก็ดี การผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานถ่านหินนี้ก่อให้เกิดผลเสียนานัปการ ทั้งเป็นหนึ่งในสาเหตุของภาวะโลกร้อนและทำลายสุขภาพ ผลกระทบที่เกิดจากการเผาไหม้ถ่านหินนั้นอาจราคาสูงจนประเมินด้วยตัวเลขไม่ได้ ต้นทุนชีวิตของประชาชนซึ่งก็คือสุขภาพของประชาชน ค่ารักษาพยาบาล สิ่งแวดล้อมที่ปนเปื้อนสารพิษ ค่าเสียหายจากภาคเกษตรกรรม ประมง และอื่นๆอีกมากมายที่ผู้รับผิดชอบไม่ใช่ผู้ผลิตไฟฟ้า

      แน่นอนว่ากุญแจไขปัญหานี้ไม่ใช่การเลิกใช้ไฟฟ้า แต่เป็นการผลิตไฟฟ้าด้วยเชื้อเพลิงพลังงานทางเลือกอื่นๆที่สะอาดกว่า หลากหลายประเทศที่เล็งเห็นถึงผลกระทบจากถ่านหินก็กำลังพยายามผลักดันพลังงานหมุนเวียนให้ขึ้นแท่นเป็นพลังงานหลักของประเทศและพัฒนานโยบายดังกล่าวจนเริ่มเห็นเป็นผลสำเร็จเบื้องต้น นับเป็นการปูเส้นทางสู่การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียนที่ไทยควรศึกษาไว้

พลังงานลม เมืองบรันเดนบูร์ก ประเทศเยอรมนี

     “ในตอนนี้ คำถามที่เคยถามกันว่าการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียนนั้น ทำได้จริงไหม ได้กลายมาเป็น เราต้อง ทำอย่างไร ถึงจะทำให้มันสำเร็จ” ในงานสัมมนาการเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างเป็นธรรมเมื่อวันที่ 29 มิถุนายนที่ผ่านมา ณ โรงแรมโนโวเทล เพลินจิต กรุงเทพฯ ได้มีการแลกเปลี่ยนประเด็นการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียนให้ทำได้จริงและทำได้อย่างเป็นธรรม โดยยกกรณีศึกษาของประเทศต่างๆที่กำลังพยายามก้าวผ่านความเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานนี้ พร้อมทั้งเชิญผู้เชี่ยวชาญจากประเทศญี่ปุ่น อินเดีย และไทยมาเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานงานหมุนเวียนของประเทศตน

ดร.มิแรนดา เอ ชรอยเยอร์ส์ (Miranda A. Schreurs) ตัวแทนจากมูลนิธิฟรีดริค แอแบร์ท (Friedrich-Ebert-Stiftung) ของประเทศเยอรมนีกล่าวว่า “เยอรมนีเป็นประเทศที่ใช้พลังงานเยอะมากเพื่อป้อนภาคอุตสาหกรรม แต่เราก็ตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม เรารู้ว่าภาวะโลกร้อนไม่ใช่แค่เรื่องเล็กๆ และทรัพยากรถ่านหิน น้ำมัน หรือก๊าซที่เราใช้กันทุกวันนี้อาจหมดไปในที่สุด” ในช่วงปีที่ผ่านมา เยอรมนีได้เพิ่มปริมาณการผลิตพลังงานไฟฟ้าโดยใช้พลังงานหมุนเวียนสูงขึ้นมากและกำลังพยายามผลักดันให้สามารถใข้พลังงานหมุนเวียนได้ถึงร้อยละ 80 ของการผลิตพลังงานไฟฟ้าทั้งหมดในประเทศภายในปีพ.ศ. 2603

      “ตอนที่เราเริ่มเปลี่ยนไปใช้พลังงานหมุนเวียนนั้นนับเป็นการลงทุนที่สูงมาก แต่การพัฒนาเทคโนโลยีช่วงเริ่มต้นย่อมราคาสูงเป็นธรรมดา” ทางเยอรมนีเชื่อว่านี่เป็นการลงทุนระยะยาวที่จะทำให้ประเทศได้รับผลตอบแทนในภายภาคหน้า ทั้งทางด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน

ในขณะเดียวกัน ทางฝั่งเอเชียเองก็เริ่มหันมาพิจารณาการใช้พลังงานหมุนเวียนมากยิ่งขึ้น จากสถิติพบว่าประเทศในเอเชียมีปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์สูงมาก โดยจีนอยู่ที่อันดับ 1 ญี่ปุ่นอยู่ที่อันดับ 6 เกาหลีใต้อยู่ที่อันดับที่ 9 และประเทศไทยเองซึ่งเป็นประเทศกำลังพัฒนาก็อยู่ในอันดับที่สูงถึงอันดับที่ 22 ของโลก และหากนับจากการผลิตก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ต่อประชากรหนึ่งคนจะพบว่าบางประเทศในเอเชียอย่างเกาหลีใต้และญี่ปุ่นนั้นผลิตก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์สูงถึง 11.8 และ 9.8 เมตริกตันต่อคนตามลำดับ ซึ่งมากกว่าเยอรมนีที่ผลิต 9.4 เมตริกตันต่อคนเสียด้วยซ้ำ และไทยเองก็ผลิตก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์สูงถึง 4.6 เมตริกตันต่อคน ในขณะที่เวียดนาม อินโดนีเซีย อินเดีย ฟิลลิปปินส์ผลิตเพียงหนึ่งเมตริกตันกว่าๆเท่านั้น คำกล่าวอ้างที่เคยพูดกันหนาหูว่า “เอเชียยังไม่พร้อมและไม่จำเป็นจะต้องรีบร้อนเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียนเพราะเราไม่ได้เป็นประเทศอุตสาหกรรมที่ก่อให้เกิดมลพิษในขั้นวิกฤต” จึงไม่ได้เป็นความจริงกับทุกประเทศในแถบนี้อีกต่อไป

พลังงานแสงอาทิตย์ ณ หมู่บ้าน Dharnai ของเมือง Bihar ประเทศอินเดีย 

การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียนในเอเชียได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นในปัจจุบัน ในปี 2555 ประเทศจีนได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำด้านการผลิตพลังงานหมุนเวียนและสามารถผลิตพลังงานจากพลังงานหมุนเวียนได้ปริมาณสูงเป็นอันดับ 1 ของโลก แซงหน้าสหรัฐอเมริกา เยอรมนี และทุกประเทศในสหภาพยุโรปรวมกัน หลังจากที่จีนได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่ปล่อยมลพิษสูงสุดในโลกและประชาชนเรียกร้องให้แก้ไขปัญหาสุขภาพจากมลพิษทางอากาศในประเทศ นอกจากนี้ดร.ชรอยเยอร์ส์ ยังให้ข้อมูลว่ามีการจ้างงานในสายอาชีพเกิดใหม่ที่เกี่ยวกับพลังงานหมุนเวียนรวมถึงราว 8.1 ล้านคนในปี 2558 ซึ่งนับเป็นการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานครั้งใหญ่อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

ดร.ฮิรานาโอะ มัตซึบารุ หัวหน้าวิจัยจาก Institute for Sustainable Energy Policies (ISEP) ผู้เชี่ยวชาญด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงานจากโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น กล่าวว่าภายหลังจากภัยพิบัติโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะในปี2554 ซึ่งทำให้การผลิตไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ลดปริมาณลงอย่างรวดเร็ว แม้ว่าประเทศญี่ปุ่นจะยังคงต้องพึ่งพาถ่านหินอยู่เพื่อชดเชยการผลิตพลังงานนิวเคลียร์ที่สูญเสียไป แต่ทางญี่ปุ่นก็พยายามเดินหน้าสู่พลังงานหมุนเวียนอย่างเต็มกำลังโดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์ (Photovoltaic) โดยหลังจากปี 2558 ญี่ปุ่นสามารถขึ้นเป็นอันดับสองรองจากจีนในด้านการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ ตามมาด้วยเยอรมนี สหรัฐอเมริกา และอินเดีย โดยทางญี่ปุ่นได้สนับสนุนให้มีการเพิ่มพลังการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ให้มากขึ้นเรื่อยๆอย่างต่อเนื่อง และยังพยายามผลักดันให้มีการผลิตพลังงานลมเพิ่มขึ้นอีกด้วย

ฟาร์มพลังงานลม ณ เมืองฟูกูชิมา ประเทศญี่ปุ่น

ส่วนดร.อูเด สิงห์ เมธา (Uday Singh Mehta) ผู้เชี่ยวชาญด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงานจากทางประเทศอินเดียกล่าวว่า อินเดียกำลังประสบปัญหาใหญ่ในด้านการเข้าถึงพลังงานของประชาชน จากประชากรราว 1.2 พันล้านคน มีประชากรถึงราว 300 ล้านคนที่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ ทำให้อินเดียต้องตระหนักถึงปัญหารอบด้าน ทั้งความมั่นคงทางพลังงาน เศรษฐกิจ และเรื่องปัญหาภาวะโลกร้อน โดยอินเดียเป็นประเทศแรกที่มีการจัดตั้งกระทรวงพลังงานหมุนเวียนขึ้น และยังตั้งเป้าให้สามารถผลิตพลังงานหมุนเวียนได้มากขึ้นจากราคาพลังงานแสงอาทิตย์ที่ลดต่ำลง ทั้งนี้เพื่อหาทางแก้ไขสถานการณ์ดังกล่าวควบคู่ไปกับการพัฒนาอย่างยั่งยืนโดยไม่ละเลยปัญหาใดปัญหาหนึ่งเพียงเพื่อแก้ไขอีกปัญหา

การเปลี่ยนแปลงทางด้านพลังงาน ทั้งการสร้างนโยบายและการกำหนดเป้าหมายการผลิตพลังงานหมุนเวียนของประเทศต่างๆครั้งนี้นับเป็นสัญญาณถึงประเทศอื่นๆรวมถึงประเทศไทยให้ตื่นตัวมากขึ้น ซึ่งแม้ว่าประเทศไทยเองจะเข้าร่วมลงนามในสนธิสัญญาปารีสอันเป็นสนธิสัญญาว่าด้วยความตระหนักถึงภาวะโลกร้อนและมีนโยบายลดการสร้างมลพิษทางอากาศ แต่ไทยก็ยังคงยืนอยู่บนทางแพร่งการผลิตพลังงานถ่านหิน และยังไม่มีเส้นทางที่ชัดเจนที่จะนำไปสู่ความสำเร็จในการผลิตพลังงานหมุนเวียน ทั้งนี้ ไทยต้องอาศัยการสนับสนุนจากทั้งภาครัฐและภาคประชาชน การตระหนักถึงการลงทุนระยะยาวมากกว่าคำนวณเพียงต้นทุนการผลิต และการเริ่มลงมือดำเนินการอย่างจริงจังเสียที มิใช่ปล่อยให้ภาพประเทศไทยสีเขียวปลอดมลพิษล่องลอยเป็นวิมานในอากาศ

ระบบโซลาร์เซลล์ลอยน้ำแห่งแรกในฮ่องกง อยู่ที่อ่างเก็บน้ำ Shek Pik

อุปสรรคประการสำคัญคือการที่ประเทศไทยยังเชื่อว่าถ่านหินเป็นทรัพยากรราคาถูกและสามารถทำให้สะอาดได้ ยังสามารถเข้าถึงการใช้น้ำมันและก๊าซธรรมชาติได้ อีกทั้งยังไม่มีมาตรการตรวจสอบดูแลปัญหามลพิษทางอากาศที่ส่วนหนึ่งเกิดจากการเผาไหม้ถ่านหินที่มีประสิทธิภาพมากพอ ทำให้ไทยยังมองข้ามความสำคัญของพลังงานหมุนเวียนโดยลืมตระหนักไปว่า ในอนาคตข้างหน้า ถ่านหินและก๊าซธรรมชาติอันเป็นทรัพยากรที่ใช้แล้วหมดไปอาจหมดลงได้ไม่วันใดก็วันหนึ่ง หากไทยไม่เริ่มเดินหน้าเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียนในเร็ววันนี้ เราจะเริ่มต้นในวันไหน จะรอให้ทรัพยากรหมดไป หรือรอให้สิ่งแวดล้อมเต็มไปด้วยมลพิษจนสายเกินแก้

จริงอยู่ที่ว่าแต่ละประเทศต่างก็มีบริบทที่แตกต่างกันไปทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง ใช่ว่าทุกประเทศจะสามารถเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียนได้ด้วยวิธีการเดียวกัน ภายในเวลาที่ใกล้เคียงกัน ทว่าในตอนนี้อาจถึงเวลาแล้วที่เราต้องเริ่มหาวิธีและดำเนินการในเส้นทางที่เหมาะสมที่สุดอย่างจริงจังเสียที


 ติดตามกรีนพีซเพิ่มเติมที่