ในหลายปีที่ผ่านมา ปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของสหราชอาณาจักรได้ลดลงมาอย่างมาก หลังจากที่ได้เป็นผู้นำการปล่อยมลพิษโลกมานาน

ข้อมูลในรายงานสถิติพลังงานโลกประจำปีของบริษัทบีพีเผยว่าภาคพลังงานของสหราชอาณาจักรได้มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลดลงมามากที่สุดในกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป (EU) ในระหว่างปี2556-2559 โดยตามหลังประเทศจีนและสหรัฐอเมริกา

การปล่อยมลพิษที่น้อยลงของสหราชอาณาจักรเป็นผลจากการใช้ถ่านหินที่ลดลงในประเทศ ส่วนปริมาณการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ทั่วโลกก็ได้มีการชะลอตัวเช่นเดียวกัน อย่างที่สเปนเซอร์ เดล หัวหน้าเศรษฐศาสตร์ของบีพี เรียกไว้ว่าเป็น “การเคลื่อนตัวแตกหัก” จากถ่านหิน

จากการสัมภาษณ์ เดลกล่าวว่า “ดูเหมือนว่าผลกำไรที่ได้จากถ่านหินจะไม่เหมือนในอดีตแล้ว”

เขายังกล่าวอีกว่าสหราชอาณาจักรเป็นตัวอย่างของการลดการใช้ถ่านหินที่ “ฉับพลัน” และเป็นผลของการกระตุ้นจากรัฐบาล

เมื่อเดือนมีนาคม หนังสือพิมพ์ไฟแนนเชี่ยลไทมส์ได้รายงานว่าปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของสหราชอาณาจักรนั้นได้ตกถึงระดับที่ไม่ได้พบเห็นตั้งแต่สมัยของพระราชินีวิคตอเรีย ตอนที่ถ่านหินยังเป็นตัวขับเคลื่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม

อะไรมาแทนที่พลังงานถ่านหินในสหราชอาณาจักร

EnergyDesk เพิ่งรายงานว่าพลังงานจากลมและแสงอาทิตย์ และพลังงานที่มีประสิทธิภาพอื่นๆ ได้ทดแทนพลังงานจากถ่านหินส่วนใหญ่ของสหราชอาณาจักรเรียบร้อยแล้ว

ตั้งแต่การก่อตั้งรัฐบาลผสมเมื่อปีพ.ศ. 2553 ความสำคัญของถ่านหินในประเทศก็ได้ตกลงถึงจุดต่ำในประวัติศาสตร์ โดยมาพร้อมกับวันไร้ถ่านหินครั้งแรกนับตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 ที่เกิดขึ้นเมื่อต้นปีนี้

แต่ช่องโหว่พลังงานนั้นไม่ได้ถูกเติมเต็มด้วยก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานไฟฟ้าอันดับต้นของสหราชอาณาจักร

ขณะนี้ ร้อยละ 85 ของพลังงานที่สหราชอาณาจักรเคยได้มาจากถ่านหิน ได้ถูกแทนที่ด้วยพลังงานหมุนเวียนและการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพแล้ว

แม้ว่าการใช้พลังงานก๊าซธรรมชาติจะได้สูงขึ้นในปี2559 ตอนที่การใช้ถ่านหินลดลง และยังอาจเพิ่มขึ้นได้ในอีกหลายปีที่กำลังจะมาถึง ที่จริงแล้ว ประสิทธิภาพของพลังงานชนิดนี้ได้ลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับตัวเลขเมื่อต้นทศวรรษ

รัฐบาลที่รักสิ่งแวดล้อมที่สุด?

ทุกวันนี้ แหล่งพลังงานของสหราชอาณาจักรมีหน้าตาเปลี่ยนไปมากจากเจ็ดปีที่แล้ว เมื่อพรรคอนุรักษ์นิยมเพิ่งเข้ามาร่วมรัฐบาลผสมกับพรรคเดโมแครตเสรีนิยม

จากสถิติทางการของรัฐบาลที่ถูกรวบรวมโดยไบโอฟิวเอลวอทช์ (Biofuelwatch) ในปีพ.ศ. 2553 เชื้อเพลิงฟอสซิลได้ผลิตพลังงานมากกว่าเกือบ 100 เทราวัตต์ชั่วโมงเมื่อเทียบกับตอนนี้ในขณะที่การผลิตพลังงานทดแทนได้เพิ่มขึ้นสามเท่าตัวตอนต้นปีพ.ศ. 2559

พลังงานลม ซึ่งส่วนใหญ่ติดตั้งบนบกโดยมีการต่อต้านจากพรรคอนุรักษ์นิยม ได้เติบโตจาก 10.2 เทราวัตต์ในปีแรกที่รัฐบาลผสมเริ่มทำงาน กลายเป็น 37.5 เทราวัตต์เมื่อปีที่แล้ว

การผลิตพลังงานจากแสงอาทิตย์ จากเกือบศูนย์ตอนต้นทศวรรษ ก็ได้ขึ้นมาเกิน 10 เทราวัตต์ในปีพ.ศ. 2559 เช่นเดียวกัน

ในช่วงเดียวกัน ความต้องการใช้พลังงานในสหราชอาณาจักรก็ตกลงมา 7% เช่นกัน เนื่องจากการใช้พลังงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่สิ่งเดียวกันก็ตาม

ยอดรวมพลังงานไฟฟ้านำเข้าโดยใช้ตัวเชื่อมต่อก็ได้เพิ่มขึ้นเจ็ดเท่าเช่นกัน

ชีวมวลก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่มาแทนถ่านหิน แต่ไบโอฟิวเอลวอทช์ได้กล่าวแย้งว่า ความสำคัญของมันกำลังถูกเน้นย้ำเกินความเป็นจริงโดยอุตสาหกรรมพลังงานและสื่ออย่างฟอร์บ ซึ่งได้ออกรายงานไว้ต้นปีนี้: วันไร้ถ่านหินวันแรกของสหราชอาณาจักรนับแต่ปีพ.ศ. 2424 โดยเพิ่มการเผาชีวมวลแทน

ในขณะเดียวกัน ก๊าซธรรมชาติไม่เพียงแต่ล้มเหลวในการเข้ามาแทนถ่านหิน แต่ยังคงตกต่ำควบคู่ไปกันอีกด้วย แม้ว่าจะไม่เยอะหรือเร็วเท่า

แต่กระนั้นยังคงกำลังกลับมาอีก

นี่ก็คือการผลิตพลังงานของรัฐบาลผสม ซึ่งรวมทั้งพลังงานสะอาดและไม่สะอาดเลย

อย่างไรก็ตาม การพัฒนาที่รวดเร็วของพลังงานแสงอาทิตย์และลมได้ถูกชะงัก เมื่อพรรคอนุรักษ์นิยมได้ชนะเสียงส่วนมากในปี2558 และขัดขวางมาตรการต่างๆที่ทำให้การลดคาร์บอนไดออกไซด์ของภาคพลังงานอังกฤษประสบความสำเร็จ

การตกต่ำของถ่านหินทั่วโลก

ทั่วโลก การใช้ถ่านหินที่ลดลงนั้นเป็นผลจากการใช้พลังงานหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้น

ในสหรัฐอเมริกา การบริโภคถ่านหินก็ได้ลดลง ระหว่างที่พลังงานหมุนเวียนกลับถูกใช้มากขึ้น

ตามที่เดลได้เล่า นโยบายสนับสนุนการใช้ถ่านหินที่ประธานาธิบดีทรัมพ์ได้จัดตั้งขึ้นไม่น่าจะมีผลกระทบอันใหญ่โตสำหรับเรื่องนี้ ขากล่าวว่า “ตราบใดที่เราไม่หยุดการใช้ก๊าซจากชั้นหิน ซึ่งเป็นสิ่งที่ภาครัฐคงไม่อยากทำ ผมก็คิดไม่ออกว่าแนวโน้มจะเปลี่ยนไปได้อย่างไร”

ในประเทศจีนเองก็มีการใช้พลังงานหมุนเวียนที่สูงขึ้นอย่างมาก

แต่เราอาจไม่มีข่าวที่ดีนักจากอินเดีย เพราะปริมาณการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ ตั้งแต่ต้นศตวรรษ

แต่แม้กระทั่งในประเทศที่มีปริมาณการใช้ถ่านหินและการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ที่สูงขึ้นในหลายปีที่ผ่านมานี้ ก็ยังมีตัวชี้นำว่าความต้องการนั้นกำลังชะลอตัวลง

อย่างเช่นในประเทศอินเดีย ราคาที่ต่ำลงของพลังงานหมุนเวียนกำลังส่งผลให้โครงการถ่านหินหลายแห่งถูกยกเลิกหรือเลื่อนออกไป

ความต้องการน้ำมัน

โดยรวมแล้ว ความต้องการของน้ำมันทั่วโลกยังคงสูงอยู่ โดยเฉพาะในประเทศที่มีเศรษฐกิจที่พัฒนาแล้วอย่างเช่นสหรัฐอเมริกา จีน และประเทศกลุ่มสหภาพยุโรป มากไปกว่านั้น เหล่าประเทศที่มีความต้องการของน้ำมันที่ลดลงส่วนมากเป็นประเทศที่กำลังเผชิญปัญหาเศรษฐกิจทั้งสิ้น

บทความแปลจากต้นฉบับภาษาอังกฤษ สามารถอ่านต้นฉบับได้ที่นี่ และ ที่นี่

แปลและเรียบเรียงโดย นันทิชา โอเจริญชัย


ติดตามกรีนพีซเพิ่มเติมที่