เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่บริษัทน้ำมันปาล์มโดนกดดันให้จัดการฟื้นฟูป่าฝนและพื้นที่ชุ่มน้ำ หากจะดำเนินการจัดหาทรัพยากรให้กับตลาดโลกต่อไป

ภายใต้แรงกดดันจากลูกค้ามากมายและประชาสังคม บริษัทน้ำมันปาล์มเอฟจีวี ของประเทศมาเลเซียได้ให้คำสัญญาว่า จะฟื้นฟูบริเวณป่าพรุเนื้อที่กว่า 100 เฮกตาร์ ในทางตะวันตกของกาลิมันตัน ประเทศอินโดนีเซีย

เอฟจีวี (FGV)  เป็นบริษัทสาขาของบริษัทเฟลดา (FELDA) ซึ่งเป็นบริษัทผู้ปลูกปาล์มน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในโลก

บากุส กูสูมา ผู้รณรงค์ด้านป่าไม้ กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่านโยบาย ‘หยุดการตัดไม้ทำลายป่า’ ของทางบริษัทนั้น เริ่มที่จะแสดงผลตอบกลับมาแล้ว

“นโยบายนี้เป็นเหมือนคำเตือนไปยังบริษัทน้ำมันปาล์มที่กระทบธรรมชาติต่างๆ ว่าควรระวัง เพราะจะมีผลกระทบตามมาจากการตัดไม้ทำลายป่า” กุสุมากล่าว

ข่าวดีนี้มาในเวลาที่พอเหมาะพอเจาะสำหรับป่าของประเทศอินโดนีเซีย และทุกสรรพชีวิตที่พึ่งพาป่า

รายงานที่ปล่อยออกมาเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว โดยกระทรวงสิ่งแวดล้อมและป่าไม้ของประเทศอินโดนีเซีย พิสูจน์ว่าจำนวนอุรังอุตังนั้นได้ลดฮวบลงมาตั้งแต่ปี 2547

เมื่อ 13 ปีก่อน มีจำนวนสัตว์ตระกูลลิงประมาณ 45 ถึง 76 ตัว ในพื้นที่หนึ่งร้อยตารางกิโลเมตร บนเกาะบอร์เนียว แต่ในวันนี้ จำนวนประชากรได้ลดลงเหลือเพียง 13 ถึง 47 ตัวเท่านั้น ในรัศมีเท่าเดิม จากแบบสำรวจพบว่า หนึ่งในสาเหตุหลักมาจากการตัดไม้ทำลายป่า

ข่าวนี้คงไม่ใช่เป็นเรื่องน่าแปลกใจใดๆสำหรับผู้ที่สนใจติดตามโชคชะตาความเป็นไปของหนึ่งในสัตว์ที่น่ารัก (และฉลาด) มากที่สุดในโลกชนิดหนึ่งมาตลอด เป็นเวลานานแล้วที่อุรังอุตังต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่จะสูญพันธุ์บนเกาะบอร์เนียวและสุมาตรา ซึ่งมีสาเหตุมาจากการสูญเสียถิ่นที่อยู่อาศัยทั่วทั้งประเทศอินโดนิเซีย

เป็นโชคร้ายที่แบบสำรวจครั้งล่าสุดนั้น เป็นสิ่งที่ยืนยันได้ว่าการทำลายป่าไม้และการระบายน้ำออกจากพื้นที่ชุ่มน้ำได้เอาชีวิตของเหล่าอุรังอุตังไปด้วย

ลูกอุรังอุตังที่ช่วยไว้จากเหตุไฟป่าในกาลิมันตันตะวันตก ประเทศอินโดนีเซีย

แบบสำรวจพบว่า มีอุรังอุตังเพียง 52 สายพันธุ์ ที่ยังคงมีชิวิตรอดอยู่ในบริเวณเกาะสุมาตราและเกาะบอร์เนียว และมีเพียงแค่หนึ่งในสาม (ร้อยละ 38) เท่านั้นที่คาดการณ์ว่าจะยังคงอยู่เกินกรอบเวลา 100 ถึง 500 ปี

เดือนที่ผ่านมาอาจไม่ใช่ช่วงเวลาที่ดีสำหรับเหล่าอุรังอุตังที่เรารัก

การสืบสวนของสำนักข่าวเอพีเปิดเผยในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมานี้ว่า บริษัทของประเทศอินโดนีเซียบริษัทหนึ่ง และหุ้นส่วนจากประเทศจีนนั้นกำลังเดินหน้าทำพื้นที่เพาะปลูกไม้เพื่อการอุตสาหกรรมในป่าร้อนชื้นแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นถิ่นอาศัยของอุรังอุตัง

โดยดูจะฝ่าฝืนกฎข้อบังคับจากรัฐบาลไปเสียหมดหากสังเกตจากรูปภาพและภาพถ่ายจากโดรน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงอุปกรณ์ขุดดินขนาดใหญ่และคลองที่เต็มไปด้วยน้ำที่ถูกระบายออกเป็นปริมาณมากในป่าสุไหง ปุตรี  รายงานจากสำนักข่าวเอพีระบุ

พื้นที่นั้นเป็นที่อยู่อาศัยของอุรังอุตังถึง 1,200 ตัว ซึ่งมากที่สุดเป็นอันดับสามของประเทศอินโดนีเซีย

“เห็นได้ชัดว่ารัฐบาลไม่สามารถที่จะปกป้องคุ้มครองสายพันธุ์สัตว์อันโดดเด่นของประเทศได้ ในขณะที่บริษัทต่างๆกำลังดำเนินการเพาะปลูกในพื้นที่ป่าและพื้นที่ชุ่มน้ำหลายแห่ง ซึ่งเป็นบ้านหลังสุดท้ายสำหรับอุรังอุตัง” ราตรี กูสูโมฮาร์โตโน ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านป่าไม้ ของกรีนพีซกล่าว

คลองต่างๆที่ถูกใช้เพื่อการระบายน้ำออกจากพื้นที่ชุ่มน้ำนั้นยังมีส่วนในการปล่อยก๊าซคาร์บอน และสร้างสภาพแวดล้อมที่อำนวยต่อการเกิดไฟป่าอีกด้วย

"ถ้าหากรัฐบาลนั้นจริงจังกับการป้องกันไฟป่าจริงๆ พวกเขาจะต้องหยุดบริษัทนี้ไม่ให้พัฒนาบนพื้นที่ชุ่มน้ำต่อไป และปกป้องพื้นที่ป่าพรุที่อยู่ในสภาพวิกฤตแห่งนี้ไว้" กูสูโมฮาร์โตโนกล่าว

"การปกป้องพื้นที่บริเวณนี้มีความสำคัญมากต่อการป้องกันการเกิดไฟป่าในอนาคต และเพื่อการอนุรักษ์ถิ่นที่อยู่อาศัยสำคัญของอุรังอุตังในประเทศอินโดนีเซีย การตัดไม้ทำลายป่าทั้งหมดจึงต้องหยุดลงโดยทันทีอย่างรวดเร็ว"

พอกันทีกับข่าวร้าย เราทำอะไรได้บ้าง?

ชัยชนะครั้งล่าสุดนี้แสดงให้เห็นว่าคุณสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้

เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดไฟไหม้ในพื้นที่ชุ่มน้ำ เราจะต้องมีการคุ้มครองป่าไม้ที่ครอบคลุมและถาวร กำจัดหมอกควันอย่างถาวรในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ #StoptheHaze และเพื่อการนี้ เราต้องการคุณ

ลุกขึ้นยืนหยัดกับ กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อการคุ้มครองป่าไม้โดยสมบูรณ์

จูเลียต แพร์รี่ บรรณาธิการ กรีนพีซ เอเชียตะวันออก

บทความแปลจากต้นฉบับภาษาอังกฤษ สามารถอ่านบทความต้นฉบับได้ที่นี่


ติดตามกรีนพีซเพิ่มเติมที่