เจสสิกา วัย 24 อาศัยอยู่รัฐเพอร์นัมบูโค เธอได้ตั้งครรภ์ได้แปดเดือนตอนที่คุยกับนักวิจัยเรื่องที่เมืองของเธอได้รับข้อมูลปริมาณน้อยเรื่องไวรัสซิกา

 นักวิทยาศาสตร์ได้กล่าวไว้ว่า ความเสี่ยงของการกลับมาของไวรัสซิกาที่ระบาดในบราซิลทางเหนือเมื่อปีก่อนอาจเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากการยกระดับของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

 ข้อมูลนี้มาจากการรายงานล่าสุดขององค์การฮิวแมนไรท์วอทช์ (Human Rights Watch) ซึ่งได้แจ้งเตือนว่าประเทศบราซิลยังไม่มีความพร้อมรับมือกับวิกฤตซ้ำอีกครั้ง

ดร. ไซริล คามิเนด ได้เป็นที่จับตามองของข่าวโลกในปลายปีพ.ศ. 2559 เมื่อได้เผยรายงานฉบับใหม่ที่เสนอว่าภาวะโลกร้อนและปรากฎการณ์สภาพอากาศเอลนีโญเป็นส่วนทำให้เกิดโรคระบาดนั้นขึ้น

ในคำให้สัมภาษณ์กับ Energydesk มหาวิทยลัยลิเวอร์พูลได้กล่าวว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศรวมกับปัจจัยอื่นๆ เป็นเหตุที่ทำให้ความเสี่ยงของการระบาดของโรคที่เกิดจากยุงในอนาคตสูงเพิ่มขึ้น

เขากล่าวว่า “ถ้าคิดไปในอนาคต จะไม่มีเพียงแต่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ต้องคำนึงถึง แต่คนที่ยากไร้จะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด”

วิกฤตการณ์ทางสุขภาพ

ซิกานี้ได้เป็นข่าวใหญ่ในปีพ.ศ. 2559 ตอนที่ได้แพร่กระจายในภาคเหนือของประเทศบราซิล ในช่วงเดียวกับที่บราซิลเตรียมการเพื่อเป็นเจ้าภาพของกีฬาโอลิมปิก และในช่วงที่ประเทศกำลังประสบความขัดแย้งทางการเมือง และการชะลอตัวทางเศรฐกิจ

โรคระบาดนี้ได้มาพร้อมกับจำนวนที่สูงขึ้นของเด็กทารกที่เกิดมาด้วยโรคไมโครเซฟาลี ซึ่งขัดขวางการพัฒนาของสมองของลูกอ่อนในครรภ์ จนส่งผลให้เด็กเกิดมาด้วยขนาดศีรษะที่เล็กกว่าปกติ ทำให้รัฐบาลออกมาประกาศภาวะฉุกเฉินทางสุขภาพสำหรับประชาชนทั่วประเทศ

ในบทความเรื่อง “Neglected and Unprotected” องค์การฮิวแมนไรท์วอทช์ได้กล่าวว่าถึงแม้ว่ารัฐบาลบราซิลจะได้ยุติภาวะฉุกเฉินไปในเดือนพฤษภาคม ต้นเหตุหลายด้านของปัญหาซิกาก็ยังคงไม่ถูกแก้ไข

นักวิจัยพบว่าแหล่งน้ำและการสุขาภิบาลที่ไม่ได้รับการดูแลทำให้กลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายบ้าน ซึ่งส่งผลให้ไวรัสนั้นระบาดอย่างรวดเร็ว

องค์การอนามัยโลกระบุว่าคนหนึ่งส่วนสามของประเทศบราซิลไม่มีวิธีเข้าถึงน้ำประปาใช้สอยที่ต่อเนื่อง ประชากรอีก 35 ล้านคนก็ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกมากหรือดีพอเพื่อกำจัดของเสียจากการขับถ่าย

การที่ขาดแหล่งน้ำประปาที่ต่อเนื่องหมายความว่าชาวบราซิลที่มีฐานะยากจนหลายคนไม่มีทางเลือกนอกจากจะเก็บน้ำใส่ถังไว้ในบ้าน ซึ่งเป็นสภาพที่เหมาะสมสำหรับอยู่อาศัยและเพาะพันธุ์ของยุงถ้าไม่มีการจัดการที่ดีพอ

ระหว่างการสำรวจเมืองเพอร์นัมบูโคและเมืองพารายบา สองพื้นที่ซึ่งได้ผลกระทบจากซิกาที่รุนแรงที่สุดในบราซิล นักวิจัยได้เจอกับตัวอย่างชัดเจนของน้ำเน่าเสียที่ไหลท่วมถนนและทางน้ำที่ถูกกั้นจนทำให้น้ำไม่ไหลเวียน

ด้วยความตกต่ำทางเศรฐกิจและความวุ่นวายทางการเมือง รัฐบาลบราซิลจึงพยายามกระตุ้นให้ประชาชนป้องกันการเติบโตของยุงด้วยการลงมือทำในระดับครัวเรือน ซึ่งกลายเป็นภาระสำหรับสตรีและเด็กผู้หญิง ข้อมูลของรายงานระบุ

หลังจากการสัมภาษณ์ชาวบ้านและการวิเคราะห์สถิติและงบประมาณทางสุขภาพที่จัดสรรโดยรัฐบาล นักวิจัยกลุ่มนี้ได้สรุปว่ารัฐยังล้มเหลวในการตอบโจทย์เรื่องโรคระบาดนี้ตั้งแต่ต้นเหตุที่อยู่ในโครงสร้างพื้นฐาน

“ถึงแม้ว่าชาวบราซิลจะคิดว่าการยุติประกาศฉุกเฉินของโรคระบาดซิกาโดยกระทรวงสาธารณสุขเป็นชัยชนะ อันที่จริงแล้วยังคงมีความเสี่ยงคงเหลืออยู่สูงรวมกับข้อถกเถียงเรื่องสิทธิที่ได้ถูกเผยแพร่พร้อมกัน” อแมนดา เคลซิ่ง นักวิจัยเรื่องสิทธิสตรีระดับอาวุโสขององค์การฮิวแมนไรท์วอทช์และผู้เขียนบทความเรื่อง ‘Neglected and Unprotected’ กล่าว

สิทธิขั้นพื้นฐานของชาวบราซิลจะอยู่ในความเสี่ยง หากรัฐบาลคงไม่มีมาตรการลดการแพร่กระจายของยุงในระยะยาว การรับรองสิทธิสุขภาวะทางเพศ และการสนับสนุนครอบครัวที่เลี้ยงดูเด็กที่โดนผลกระทบของโรคซิกา

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

คามิเนด ผู้นำการวิจัยเรื่องความเกี่ยวโยงระหว่างโรคซิกาและภาวะโลกร้อน ยังเตือนถึงภาระมากมายที่รัฐบาลบราซิลจะต้องรับมือหากเผชิญกับการระบาดครั้งต่อไป

เขากล่าวกับ Energydeskว่า “มีการลงทุนจากคณะวิจัยหลายแห่ง  สถาบันอย่างมูลนิธิออสวาลโด ครูซก็ร่วมงานกับนักวิจัยจากทั้งสหรัฐอเมริกาและยุโรปในบราซิล พวกเขาจับตามองหลายสิ่งและรู้ข่าวสารใหม่ๆอยู่ตลอด แต่ปัญหาที่แท้จริงเกิดขึ้นเวลาที่รัฐต้องรับมือกับงานหนักเกินตัว อย่างที่เกิดขึ้นกับโรคระบาดในปีที่แล้ว”

 

นักวิทยาศาสตร์คนนี้แน่ใจว่าสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในตอนนี้จะเพิ่มโอกาสของโรคระบาดที่เกิดจากยุงในพื้นที่บางแห่ง แต่การระบาดนี้อาจจำกัดอยู่ในพื้นที่ซึ่งอุณหภูมิอุ่นกว่า

 “ผลกระทบเหล่านี้มีความเหลื่อมล้ำกัน” เขาอธิบาย “เมื่อมองไปในระยะยาว โลกกำลังร้อนขึ้นเรื่อยๆไปพร้อมกับปรากฏการณ์เอลนีโญที่มีบ่อยขึ้น ทั้งสองสิ่งนี้จะเป็นอุปสรรคสำหรับทวีปอเมริกาใต้”

 “มหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนกำลังร้อนขึ้น โดยรวมแล้ว เราจึงมีสภาพที่เกี่ยวโยงขึ้น นอกจากนั้นก็ยังมีปรากฏการณ์เอลนีโญซึ่งจะทำให้เกิดขึ้นในพื้นที่ต่างไป ปัจจัยอื่นๆรวมไปถึงมาตรการควบคุมตัวนำเชื้อโรคที่ถูกปรับใช้ การพัฒนาวัคซีน ภูมิคุ้มกันของฝูงสัตว์ และการเคลื่อนตัวของประชากร พาหะ และเชื้อโรค”

ถ้าเทียบกับในปีพ.ศ. 2559 จำนวนเหยื่อของโรคซิกานั้นได้ตกลงอย่างมาก จาก 170,000 ราย เหลือ 7,900 ราย อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ยังกังวลว่าการลดลงนี้เป็นเพียงเพราะฤดูกาลของไวรัส ไม่ใช่เพราะความพยายามเแก้ไขปัญหาของรัฐบาล

บทความแปลจากต้นฉบับภาษาอังกฤษ สามารถอ่านบทความต้นฉบับได้ที่นี่

แปลและเรียบเรียงโดย นันทิชา โอเจริญชัย


ติดตามกรีนพีซเพิ่มเติมที่