สภาพอากาศกำลังเกิดความเปลี่ยนแปลง และมหาสมุทรจะเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงอันใหญ่หลวง เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา รัฐบาลกว่า 200 รัฐบาล ได้เข้าร่วมการประชุมนานาชาติที่นครนิวยอร์ก ว่าด้วยเรื่องของมหาสมุทร ที่จัดขึ้นเป็นครั้งแรกโดยองค์การสหประชาชาติ พวกเขาได้ต่อพันธสัญญาเพื่อที่จะปกป้องคุ้มครองมหาสมุทรของเรา ซึ่งรวมถึงความเคลื่อนไหวเพื่อก่อตั้งเขตสงวนทางทะเล

ในบรรยากาศการทำงานร่วมกันอันดี ระหว่างภาครัฐ ภาคธุรกิจและภาคประชาสังคม ที่มุ่งเน้นการดำเนินการด้านมหาสมุทรซึ่งกำลังเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ความพยายามในการดำเนินงานเบื้องต้นของประธานาธิบดีทรัมป์ได้รับเสียงคัดค้านอย่างมาก เพราะพวกเขาพยายามที่จะไม่ให้เกิดข้อเชื่อมโยงระหว่างมหาสมุทรต่างๆและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในการประชุมปฏิญญา “เรียกร้องให้มีการลงมือปฏิบัติ” เหตุเป็นเพราะเจ้าภาพร่วมของการประชุมว่าด้วยเรื่องของมหาสมุทรนี้ ทั้งประเทศฟิจิและสวีเดน ต่างก็เป็นผู้ที่มีปากเสียงอย่างมาก ที่จะสนับสนุนให้เกิดอนาคตปราศจากเชื้อเพลิงฟอสซิล

ในวงการวิทยาศาสตร์นั้น มีฉันทามติอย่างหนึ่งอยู่คือ การใช้น้ำมัน ถ่านหิน ก๊าซ และการตัดไม้ทำลายป่าต่างๆ รวมถึงระดับคาร์บอนทางด้านชีวภาพนั้น ได้ก่อให้เกิดผลกระทบอย่างมหาศาลต่อมหาสมุทรต่างๆไปแล้ว ทั้งการที่มหาสมุทรมีอุณหภูมิสูงขึ้น เป็นกรดมากยิ่งขึ้น และมีปริมาณก๊าซออกซิเจนในทะเลลดลง

ความเร็ว ความร้ายแรง และความกว้างขวางของการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้นั้นเป็นเรื่องที่น่าหวาดกลัว ตามจากข้อมูลขององค์การสหประชาชาติ มหาสมุทรได้ดูดซึมความร้อนที่เกิดจากการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เข้าสู่ชั้นบรรยากาศไปถึงร้อยละ 93 ตั้งแต่ยุค 1970 แต่ความร้อนส่วนเกินเหล่านี้กำลังทำให้เกิดการลดลงของออกซิเจน ทะเลเป็นกรด ความเสียหายอย่างรุนแรงกับปะการังต่างๆอย่างรวดเร็วขึ้นเรื่อยๆ และการเพิ่มสูงขึ้นของน้ำทะเล ซึ่งส่งผลต่อการประมงและความเป็นอยู่ของชุมชนตามแนวชายฝั่งมากมาย 

ดูเหมือนกับว่าเหล่าประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะประเทศที่เป็นเกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก กำลังต้องชดใช้ชะตากรรมที่หนักที่สุดนี้ และในบางสถานการณ์ ความอยู่รอดของพวกเขาก็กำลังขึ้นอยู่กับมัน

เราสามารถทำให้ทะเลของเรากลับคืนสภาพเดิมได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่านี้

สิ่งนี้เอง ที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์จากหลากหลายประเทศร่วมกันตีพิมพ์รายงานการศึกษาฉบับใหม่ ภายใต้สถาบันวิทยาศาสตร์แห่งชาติของสหรัฐอเมริกา พวกเขากล่าวโดยสรุปว่า การทำเขตสงวนในทะเลที่เข้มงวด หรือที่เรียกว่า เขตคุ้มครองทางทะเลนั้น เป็น“วิธีที่ปฏิบัติได้ ไม่ต้องอาศัยเทคโนโลยีมาก และเป็นการปรับปรุงที่จะคุ้มค่าต่อการลงทุน ซึ่งจะปรากฎผลให้เห็นได้ตั้งแต่ในระดับชุมชนถึงระดับโลก”

แนวคิดนี้เป็นเหมือนแรงฉุด ที่กำลังดึงดูดผู้วางนโยบายมากมายในวงการ รัฐบาลใหม่ของสหราชอาณาจักรได้ตกลงและสนับสนุนการสร้างเขตสงวน ซึ่งเป็นหนึ่งในไม่กี่แนวคิดในแถลงการณ์ที่คาดว่าจะได้เสียงสนับสนุนจากคนส่วนมากในรัฐสภาไป

กล่าวอย่างง่ายๆคือ พื้นที่คุ้มครองทางทะเลสามารถเสริมสร้างการฟื้นฟูและการกลับคืนสู่สภาพเดิมของมหาสมุทรต่อผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศและยังจะมีศักยภาพในการบรรเทาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมทั้งการฟื้นคืนของระบบนิเวศและสิ่งมีชีวิตชนิดต่างๆอีกด้วย ในภาพรวมนั้น รายงานฉบับนี้ได้เสนอเหตุผลสนับสนุนการเพิ่มเป้าหมายในการจัดการคุ้มครองทางทะเลให้ครอบคลุมมากขึ้นจากร้อยละ 10 ให้เป็นร้อยละ 30 ซึ่งก็เป็นไปในทำนองเดียวกันกับคำแนะนำก่อนหน้าและข้อตกลงทางการเมืองของเมื่อเร็วๆนี้เช่นกัน

งานวิจัยชิ้นล่าสุดมีบทสรุปที่ต่อยอดมาจากการศึกษาก่อนหน้าหลายชิ้น โดยมีการเสนอว่า เขตสงวนทางทะเลจะถือพื้นที่ต้องห้ามสำหรับการแสวงหาประโยชน์อย่างไม่ถูกต้อง (การประมงอุตสาหกรรม การแสวงหาประโยชน์จากน้ำมันและก๊าซ เหมือง และผลกระทบอื่นๆซึ่งเป็นอันตรายที่กระทำโดยมนุษย์) ซึ่งจะทำให้พื้นที่นั้น มีปัจจัยแวดล้อมที่จำเป็นสำหรับการฟื้นตัวกลับสู่สภาพเดิมของระบบนิเวศทางทะเล หลังจากมีการแสวงหาผลประโยชน์เกินปริมาณมาหลายปี ประโยชน์ของเขตคุ้มครองทางทะเลจะมีมากขึ้นเรื่อยๆตามปริมาณที่เพิ่มขึ้นของขอบเขตพื้นที่ การบริหารจัดการ การบังคับใช้ ระยะเวลาการปฏิบัติงานและการปรึกษาหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับชุมชนในแต่ละพื้นที่

ถึงเขตสงวนเหล่านี้จะไม่สามารถหยุดความเป็นกรดของน้ำทะเล การสูงขึ้นของระดับน้ำ สภาพอากาศที่รุนแรง การเปลี่ยนแปลงของการกระจายพันธุ์และผลิตภาพของสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ต่างๆ ที่เกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลได้ แต่มันจะสามารถทำให้ทะเลของเรามีประสิทธิภาพในการฟื้นตัวได้มากขึ้นในสภาพอากาศที่กำลังเปลี่ยนแปลง โดยการกระทำนี้จะเป็นตัวช่วยในการเพิ่มความมั่นคงทางอาหารและชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนนับล้านๆที่ต้องอาศัยมหาสมุทรที่อุดมสมบูรณ์เป็นที่พึ่งพา

ทำให้การเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศเกิดขึ้นช้าลง 

รายงานการศึกษานี้ชี้ให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของเขตสงวนทางทะเลในแง่ของการจำกัดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

โดยการหยุดการทำลายล้างระบบนิเวศชายทะเลต่างๆ เช่น ป่าชายเลนที่เหลืออยู่เป็นแห่งท้ายๆและทุ่งหญ้าทะเลต่างๆ การป้องกันไม่ให้เกิดการรบกวนในพื้นที่อย่างเช่นที่ก้นทะเลลึก และการปกป้องผลิตผลและความหลากหลายทางชีวภาพของทะเลโลก (จากตัวเคยที่เล็กที่สุดในน่านน้ำของภูมิภาคแอนตาร์กติกไปถึงคลังปลาในมหาสมุทรอินเดีย และวาฬที่ใหญ่ที่สุดในมหาสมุทรแปซิฟิก) เราจะเพิ่มความสามารถของธรรมชาติในการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากในชั้นบรรยากาศของทะเล และเก็บรักษามันไว้จนได้ถึงศตวรรษหน้าๆ

ในปัจจุบัน มีเพียงน้อยกว่าร้อยละ 3 ของมหาสมุทรที่ได้รับการคุ้มครองในบางรูปแบบ และมีมากกว่าร้อยละ 1 มาเพียงน้อยนิดที่มีการคุ้มครองอย่างเข้มงวดให้เป็นพื้นที่ต้องห้ามในการเข้าไปใช้สอย ตัวเลขนั้นน่ากลัวยิ่งกว่าเดิมเมื่อกล่าวถึงทะเลหลวง ที่ครอบคลุมกว่าสองในสามของพื้นที่มหาสมุทรทั้งหมด โดยมีน้อยกว่าร้อยละ 1 ของพื้นที่เท่านั้นที่ได้รับการคุ้มครอง

ไม่ว่าวิทยาศาสตร์จะเสนอให้มีการวางตัวทางการเมืองอย่างไร การจัดตั้งเขตสงวนทางทะเลที่เข้มงวดเพิ่มขึ้นนั้นถือเป็นนโยบายหลักประกันที่ชาญฉลาดเพื่อที่จะรักษาความอุดมสมบูรณ์ของมหาสมุทรเรา ให้โลกของเราเหมาะกับการอยู่อาศัย และให้ผู้คนมีชีวิตที่มั่นคงเพื่อจะสามารถต่อกรกับอนาคตที่จะมีแต่ความคาดเดาไม่ได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

บทความแปลจากต้นฉบับภาษาอังกฤษ สามารถอ่านบทความต้นฉบับได้ที่นี่


ติดตามกรีนพีซเพิ่มเติมที่