“พลาสติก!” เป็นหนึ่งในคำพูดของบทภาพยนตร์เรื่อง พิษรักแรงสวาท (The Graduate) หนังดังในช่วงยุค 60 โดยในหนังพูดถึง เบน (รับบทโดย ดัสติน ฮอฟแมน) นักศึกษาจบใหม่ ที่เกิดรำคาญพ่อแม่ของตนที่จัดงานปาร์ตี้หลังเรียนจบอย่างใหญ่โตเพื่ออวดเพื่อน ๆ และมีฉากหนึ่งในหนังที่ มิสเตอร์แมคไกว หนึ่งในแขกที่มางานปาร์ตี้ เดินเข้ามาหาเบนและพูดว่า “เบน ฉันมีคำเพียงหนึ่งคำอยากบอกเธอ นั่นก็คือ “พลาสติก” มิสเตอร์แมคไกวพูดเพิ่มเติมอีกว่า “อนาคตที่รุ่งเรืองในโลกแห่งพลาสติก” โดยเบนไม่รู้เลยว่ามิสเตอร์แมคไกวกำลังให้คำชี้แนะเกี่ยวกับอาชีพหลังเรียนจบ

ฉากสั้นๆ ฉากนี้บอกเป็นนัยถึงยุคที่กำลังจะตามมา ช่วงที่ยุคพลาสติกกำลังจะถูกแนะนำบนโลก โพลีเมอร์อินทรีย์ในเชิงพาณิชย์ถูกสังเคราะห์ขึ้นเมื่อศตวรรษก่อนหน้านี้ และนำมาใช้ในกองทัพในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2  โพลีเมอร์อินทรีย์สังเคราะห์นี้ถูกนำเข้ามาสู่การผลิตเพื่อใช้ในการอุปโภคบริโภคในทศวรรษ 1960 (ระหว่างปี พ.ศ. 2503-2512) บรรจุภัณฑ์พลาสติกได้สร้างการเปลี่ยนแปลงระดับโลก จากบรรจุภัณฑ์ที่เคยนำกลับมาใช้ใหม่ได้กลายเป็นบรรจุภัณฑ์ที่ใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง

จากข้อมูลรายงานอุตสาหกรรมพลาสติกปี 2559 การผลิตพลาสติกทั่วโลกมีอัตราเติบโตขึ้นถึงร้อยละ 8.6 ต่อปีตั้งแต่ปี พ.ศ. 2493 จาก 1.5 ล้านตันต่อปี เพิ่มเป็นมากกว่า 330 ล้านตันต่อปี และจวบจนปัจจุบันมีพลาสติกจำนวนประมาณ 9 พันล้านเมตริกตันที่ถูกผลิตทั่วโลก สำหรับอุตสาหกรรมพลาสติกด้วยกันแล้วมองว่าเป็น “เรื่องราวแห่งความสำเร็จระดับโลก” แต่สำหรับระบบนิเวศของโลก สัตว์สายพันธุ์ต่างๆ และสำหรับคนที่ให้ความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องนี้มองว่าพลาสติกเป็นหายนะที่ร้ายแรง

จากรายงานของนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย มหาวิทยาลัยจอร์เจีย และสถาบันสมุทรศาสตร์วูดสโฮลในรัฐแมสซาชูเซทส์ ของสหรัฐฯ ที่ถูกตีพิมพ์ลงในนิตยสาร Science Advances ได้พูดถึงว่าจากจำนวนพลาสติกในมหาสมุทรทั้งหมด เพียงร้อยละ 9 ถูกนำไปรีไซเคิล ร้อยละ 12 ถูกนำไปเผาซึ่งก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศ และที่เหลือร้อยละ 79 ตกค้างอยู่ในสิ่งแวดล้อม หากการผลิตพลาสติกและแนวโน้มการกำจัดของเสียยังคงดำเนินเช่นปัจจุบัน จะมีพลาสติกจำนวนถึง 12 พันล้านตันที่ตกค้างอยู่ในสิ่งแวดล้อม พลาสติกจำนวนเท่านี้มีน้ำหนักพอๆ กับวาฬสีนำ้เงินร้อยล้านตัว หรือคิดเป็น 5,000 เท่าของจำนวนวาฬสีน้ำเงินที่เหลืออยู่บนโลกใบนี้

งานแสดงศิลปะการจัดวางในประเทศฟิลิปปินส์ พฤษภาคม พ.ศ. 2560

พลาสติกมีความสัมพันธ์กับการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจ บริษัทต่างชาติมักมัดมือชกให้ประเทศด้อยพัฒนาใช้ผลิตภัณฑ์พลาสติกของพวกเขาเนื่องจากระบบการรีไซเคิลที่ยังไม่ดีพอ ด้านสารเคมีพื้นฐานที่ถูกใช้ในการผลิตพลาสติกนั้นไม่สามารถย่อยสลายทางชีวภาพได้ ดังนั้นสารเคมีเหล่านี้จึงถูกสะสมเป็นสารปนเปื้อนอย่างถาวรในระบบนิเวศ

มหาสมุทรกำลังสำลักขยะพลาสติก

พลาสติกชิ้นเล็กๆ มีอยู่ในมหาสมุทรทุกแห่งบนโลก ทุกๆ ปี เราเพิ่มจำนวนขยะพลาสติกหลายล้านตันให้กับสิ่งแวดล้อมทางทะเล นักวิจัยประมาณการไว้ว่ามนุษย์เพิ่มจำนวนขยะให้กับมหาสมุทรไปประมาณ 12 ล้านตันต่อปี

เว็บไซต์เดอะการ์เดี้ยนรายงานว่า นักวิทยาศาสตร์ทางทะเลพบเศษพลาสติกบนเกาะเฮนเดอร์สัน เกาะร้างอันห่างไกลในแปซิฟิกใต้ ขยะพลาสติกที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์นี้มีต้นกำเนิดมาจากทั่วโลก พวกเขาพบชิ้นส่วนขยะพลาสติกที่มาจากเยอรมนี นิวซีแลนด์ แคนาดา และประเทศอื่นๆ ถึง 18 ตัน พลาสติกชิ้นจิ๋วเหล่านี้ยากที่จะมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ในทุกๆ ตารางเมตรบนชายหาดเมื่อนักวิจัยขุดชายหาดลึกลงไป 10 เซนติเมตร พวกเขาจะเจอเศษพลาสติกชิ้นเล็กๆ มากกว่า 4,000 ชิ้น

ในมหาสมุทรที่กว้างใหญ่ไพศาล พลาสติกจะถูกรวบรวมจากการไหลวนของมหาสมุทรหรือที่เรียกว่ากระแสน้ำวนมหาสมุทร กระแสน้ำวนมหาสมุทรหลักๆ มีอยู่ 5 ที่ คือบริเวณมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือและใต้รวมเป็น 2 ที่ ในมหาสมุทรแปซิฟิก 2 ที่ และอีกหนึ่งที่ในมหาสมุทรอินเดีย นอกจากนี้ยังมีกระแสน้ำวนขนาดเล็กอีกบางส่วน กระแสน้ำวนมหาสมุทรเหล่านี้จะรวบรวมถุงพลาสติก ขวดพลาสติก บรรจุภัณฑ์พลาสติก ถังพลาสติก กล่องโฟม ตาข่ายจับปลา เชือกพลาสติก กรวยจราจร ไฟแช็ค ของเล่นพลาสติก ยางรถยนต์ แปรงสีฟันพลาสติก และวัตถุพลาสติกชิ้นจิ๋วที่ไม่สามารถระบุได้

กระแสน้ำวนของมหาสมุทรแปซิฟิกเหนือนับว่าเป็นบริเวณที่มีขยะพลาสติกมากที่สุดในโลก เพราะมีขยะพลาสติกที่ลอยอยู่ถึง 700,000 - 1,000,000 ตารางกิโลเมตร เปรียบเทียบคือ 1กิโลกรัมของแพลงตอนจะมีขยะพลาสติกอยู่ 6 กิโลกรัม ในฮาวาย ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่อยู่ใต้กระแสน้ำวนนี้ ได้พบซากเต่าที่ท้องของมันเต็มไปด้วยพลาสติกนับพันชิ้น

ภาพเต่าทะเลและขยะพลาสติกในมหาสมุทร © Troy Mayne / Oceanic Imagery Publications

ชิ้นส่วนของพลาสติกเหล่านี้มีความคม เปราะบาง เป็นพิษ และพบได้บ่อยในกระเพาะอาหารของซากปลา เต่าทะเล และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเล พลาสติกมาพร้อมกับสารพิษที่เป็นอันตรายและทำหน้าที่เสมือนฟองน้ำที่คอยซึมซับสารเคมีและสารพิษอื่นๆ ได้ สิ่งมีชีวิตในทะเลรวมถึง ปลาทะเล นกทะเล หรือแม้กระทั่งสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเลอาจเผลอกินชิ้นส่วนของพลาสติกและได้รับสารพิษจากพลาสติกนั้นๆ ในเวลาเดียวกัน

นักวิจัยพบชิ้นส่วนพลาสติกในกระเพาะอาหารของนกทะเลถึงร้อยละ 44 ของสายพันธุ์นกทะเลทั้งหมด และร้อยละ 22 ของสัตว์จำพวกวาฬและเต่าทะเลทุกสายพันธุ์ ในหมู่นกทะเลพันธุ์จมูกหลอด (Procellariiformes) เช่น นกอัลบาทรอส นกพีเทรล และนกจมูกหลอดลาย  อยู่ในกลุ่มเสี่ยงมากที่สุดเนื่องจากนกเหล่านี้มีกระเพาะขนาดเล็กและถ้าหากกินพลาสติกเข้าไป มันจะไม่สามารถขย้อนพลาสติกที่กินแล้วออกมาได้ ส่วนสิ่งมีชีวิตที่กินแพลงก์ตอนเป็นอาหาร เช่น นก ปลา และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม มักสับสนระหว่างชิ้นส่วนขนาดจิ๋วของพลาสติกกับแพลงก์ตอนบางสายพันธุ์

เมื่อสัตว์กินชิ้นส่วนของพลาสติกเข้าไปพลาสติกชิ้นนั้นจะไปกีดขวางลำไส้ของสัตว์ และไปรบกวนระบบย่อยอาหาร โดยทำให้เอนไซม์ในกระเพาะอาหารหยุดหลั่ง และที่น่ากลัวกว่านั้นคือระดับฮอร์โมนถูกรบกวนหรือทำให้เกิดผลกระทบอื่นๆ ในระบบของร่างกาย มีการประมาณการว่าในแต่ละปีมีนกทะเลราว 1 ล้านตัวและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเลราว 100,000 ชีวิตตายจากการกินพลาสติกเข้าไปและไปรบกวนระบบย่อยอาหารและติดค้างในกระเพาะอาหารและลำไส้ โดยมีการพบว่า เชือกไนล่อนพันอยู่ที่ลำไส้ของนกทะเล ซึ่งเชือกไนล่อนเหล่านี้เป็นส่วนประกอบของอวนซึ่งเป็นส่วนประกอบของเครื่องมือประมง   เชือกที่หิ้วกระป๋องเบียร์ และเชือกพลาสติก

ขยะพลาสติกในชายหาดมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ (3 พฤษภาคม 2560) © Daniel Müller

วิธีการแก้ปัญหาที่พูดง่ายแต่ทำยาก

เพราะขาดมาตรการที่เข้มแข็งการผลิตพลาสติกทั่วโลกจะยังคงมีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง คณะกรรมาธิการมหาสมุทรโลก พ.ศ. 2558 ประมาณการไว้ว่า ภายในปี พ.ศ. 2563 ปริมาณของขยะพลาสติกอาจจะมีมากถึง 500 ล้านตัน

แน่นอนว่าการแก้ไขปัญหาวิกฤตขยะพลาสติกนั้นมีอยู่ แต่ตบมือข้างเดียวย่อมไม่ดังเพราะพวกเราเองก็ต้องเปลี่ยนวิธีการใช้ชีวิตของเราด้วย เพื่อให้บริษัทที่ผลิตพลาสติกเหล่านั้นได้รับผิดชอบต่อผลิตภัณฑ์ที่พวกเขาผลิต พวกเราสามารถต่อสู้เพื่อห้ามการใช้วัสดุที่ทำมาจากพลาสติก เช่น ถุงพลาสติก ขวดน้ำพลาสติก ฯลฯ แต่เรายังต้องการให้รัฐบาลบังคับใช้ข้อกำหนดกับบริษัทที่ผลิตหรือจำหน่ายพลาสติกให้รับผิดชอบต่อผลิตภัณฑ์โดยการนำกลับมาใช้ใหม่หรือสามารถรีไซเคิลได้ 100 %

มาตรการห้ามใช้ถุงพลาสติกเกิดขึ้นแล้วในบางเมืองและบางประเทศทั่วโลก ยกตัวอย่างเช่น ซานฟรานซิสโกและพอร์ตแลนด์ในสหรัฐฯ เมืองมอดบิวรี่ในสหราชอาณาจักร เม็กซิโกซิตี้ เมืองเดลี มุมไบ การ์วาร์ รัฐราชสถานของประเทศอินเดีย ชายหาดออยสเตอร์และชุมชนอื่น ๆ ในออสเตรเลีย ทั่วทั้งประเทศรวันดา เคนยา โมร็อกโก และประเทศอื่นๆ ในแอฟริกา เป็นต้น และมีบางประเทศมีการนำภาษีรีไซเคิลไปใช้ในถุงพลาสติก

ในบางพื้นที่การแบนพลาสติกทำให้ขยะพลาสติกลดลง แต่ปัญหาการถูกพัดพาของพลาสติกเข้าสู่สภาพแวดล้อมยังคงเป็นปัญหาระดับโลก การแบนถุงพลาสติกที่เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่ทั่วโลกจำเป็นต้องมีการสั่งห้ามบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวทิ้ง รวมถึงขวดน้ำพลาสติก ขวดน้ำผลไม้ และบรรจุภัณฑ์อื่นๆ

ภาพของขยะพลาสติกที่เจอบ่อยในมหาสมุทร © Mandy Barker / Greenpeace

ผมเคยเข้าร่วมงานงานหนึ่งที่นิยามตัวเองว่า “เป็นมิตร” ต่อสิ่งแวดล้อม เป็นงานที่ผู้จัดเตรียมขวดน้ำพลาสติกเป็นร้อยเป็นพันขวดไว้ให้ผู้ร่วมงาน ตามกระแสสังคมการกระทำเช่นนี้เกิดขึ้นเป็นปกติ บริษัทหลายบริษัทได้กล่อมผู้คนให้ลดการดื่มน้ำจากตู้กดน้ำสาธารณะ เราควรจะเปลี่ยนแปลงแนวคิดนี้โดยการเพิ่มตู้กดน้ำสาธารณะ จุดบริการน้ำดื่ม ในกิจกรรมสาธารณะและห้ามใช้ขวดเครื่องดื่มพลาสติก

เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา นักกิจกรรมกรีนพีซในเมืองเบรเมน ของเยอรมนีร่วมเดินขบวนบริเวณการประชุมของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ (G20) เพื่อเรียกร้องให้ประเทศเหล่านี้ตัดสินใจเลือกวิธีที่เหมาะสมในการลดใช้พลาสติกโดยการแบนแหล่งที่ทำให้เกิดมลพิษจากพลาสติกหลักๆและลด ละ เลิกพลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง

นอกจากนี้นักกิจกรรมกรีนพีซยังกดดันให้บริษัทที่ผลิตพลาสติก จำพวก บรรจุภัณฑ์ ภาชนะใส่ของพลาสติกในรูปแบบต่างๆ  เพื่อให้บริษัทเหล่านี้รับผิดชอบต่อกฎหมายการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต (Extended Producer Responsibility) โดยบริษัทเหล่านี้จำเป็นต้องสร้างระบบการรีไซเคิลสำหรับผลิตภัณฑ์ของตน

“กลุ่ม G20 ในฐานะที่เป็นกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่และเป็นประเทศที่พัฒนามากที่สุด ดังนั้นประเทศเหล่านี้ควรใช้แนวทางการแก้ไขที่มีผลทางกฎหมาย เพราะการรีไซเคิลนั้นไม่ใช่ทางออกที่แท้จริง รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการป้องกันไว้ก่อนเป็นอันดับแรก” Thilo Maack ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านมหาสมุทร กรีนพีซเยอรมนีกล่าวที่กิจกรรม

ภาพกิจกรรมหน้าการประชุมของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ (G20) © Daniel Müller / Greenpeace

การใช้ขวดแก้วแทนขวดพลาสติกหรือใช้บรรจุภัณฑ์ที่นำกลับมาใช้ใหม่แทนบรรจุภัณฑ์พลาสติกเป็นสิ่งที่ประชาชนสามารถกดดันให้รัฐบาลนำวิธีนี้มาใช้ได้ “การขีดเส้นตายการกำจัดขยะพลาสติกจะทำให้กลุ่มประเทศที่มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจขนาดใหญ่ให้เกิดความกระตือรือร้นที่จะแข่งขันกันในการระบุปัญหาและหาวิธีการที่จะช่วยลดปัญหาขยะพลาสติกมากกว่าการพบปะพูดคุย” Maack กล่าวเพิ่มเติม

บทสรุปของ "ความสำเร็จ" ทางเศรษฐกิจที่ปราศจากจิตสำนึกในการอนุรักษ์ระบบนิเวศอาจจะกลายเป็นหายนะ  สภาพสิ่งแวดล้อมที่ท่วมท้นไปด้วยขยะพลาสติกเป็นปัญหาที่เห็นได้ทั่วไป พลาสติกเป็นตัวก่อให้เกิดวัฒนธรรมการทิ้งขว้าง คนรุ่นก่อนๆ ที่ตอนนี้ได้เติบโตขึ้นยังคงเชื่อว่าการทิ้งขว้างขวดพลาสติกยังเป็นเรื่องปกติและใครๆก็ทำกัน อย่างไรก็ตามวิชานิเวศวิทยาสอนเราว่าการ "ทิ้งขว้าง" ไม่ได้หมายถึงสิ่งของเหล่านั้นจะออกไปพ้นจากตัวเรา  ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านมือของเราจะไปสิ้นสุดอยู่ที่ไหนสักที่บนโลกใบนี้

Rex Weyler นักเขียน นักข่าวและผู้ร่วมก่อตั้งกรีนพีซสากล

บทความแปลจากต้นฉบับภาษาอังกฤษ สามารถอ่านบทความต้นฉบับได้ที่นี่


ติดตามกรีนพีซเพิ่มเติมที่