ปี 2560 นี้อาจกลายมาเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์ครั้งใหญ่ ที่ในที่สุดผู้คนก็เริ่มตระหนักถึงผลกระทบอันน่าสะพรึงกลัวจากการที่อุณหูมิโลกเพิ่มสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นพายุระดับรุนแรงและเพลิงไฟป่า

บ้านเรือนที่ได้รับผลกระทบจากพายุเออร์มา - 12 กันยายน 2560

มนุษย์เราทราบถึงผลกระทบจากคาร์บอนในชั้นบรรยากาศมาราวสองร้อยปีแล้วตั้งแต่การตีแผ่งานวิจัยของโจเซฟ เฟาริเออร์  แห่งวิทยาลัยวิทยาศาสตร์ฝรั่งเศส (French Academy of Science) และเมื่อหนึ่งร้อยปีก่อน ซวานเทอร์ แอร์ฮิเนียส นักเคมีชาวสวีเดน ยังได้คำนวณไว้ว่าค่าคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศที่เพิ่มขึ้นสองเท่าตัวจะทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยโลกเพิ่มสูงขึ้นถึง 5-6 องศาเซลเซียสซึ่งเกิดขึ้นจริงแล้วในปัจจุบัน ต่อมาในปี 2524 ด็อกเตอร์เจมส์ แฮนสัน ได้เขียนบทวิเคราะห์อุณภูมิโลกของนาซ่า (NASA global temperature analysis) ขึ้นเป็นฉบับแรก และในปี 2534 สหประชาชาติได้ร่วมกันจัดการประชุมเกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศเป็นครั้งแรกที่กรุงเบอร์ลิน ทว่าจนถึงทุกวันนี้ สิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นเหล่านั้นกลับยังไม่อาจช่วยให้สังคมมนุษย์ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้มากพอที่จะทำให้ปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนลดลงได้มากเท่าที่ควร

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา พวกเราได้เห็นวิกฤติไฟป่าและพายุที่ได้รับอิทธิพลโดยตรงจากอุณหภูมิที่สูงขึ้นของโลกอย่างรุนแรงกว่าที่เคยมีมา โดยในปีนี้ชุมชนต่างๆทั่วโลกต้องประสบกับภัยธรรมชาติที่เกิดจากสภาพภูมิอากาศรุนแรงขึ้น ซึ่งกวาดล้างผู้คนไปหลายพันชีวิต และทำให้ต้องสูญเงินไปนับพันล้าน ทั้งยังสร้างความเสียหายทิ้งไว้มากมายหลังภัยสงบลง

ปีแห่งอัคคีภัย

ผมอาศัยอยู่ในแถบชายฝั่งตะวันตกของแคนาดามาเป็นเวลา 45 ปี ตลอดช่วงเวลาทั้งหมด เป็นเวลาแค่ไม่กี่วันเท่านั้นที่ผมเห็นกลุ่มควันลอยออกมาจากไฟป่าจากด้านในของส่วนป่าสนเฟอร์และสนซีดาร์ แต่ในช่วงฤดูร้อนสองครั้งล่าสุดที่ผ่านมา ทั้งชายฝั่งกลับปกคลุมไปด้วยกลุ่มควันหนาทึบตลอดช่วงเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม แสงอาทิตย์ในฤดูร้อนแทบไม่สามารถลอดผ่านกลุ่มควันออกมาได้ ประชาชนต่างต้องประสบกับปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ การท่องเที่ยวหยุดชะงัก และกลุ่มนักดับเพลิงจากทั้งทางตอนเหนือและใต้จากกว่าครึ่งโลกต้องคอยผลัดเปลี่ยนเวรกันส่งความช่วยเหลือตลอดช่วงฤดูกาล

ในเดือนกุมภาพันธ์ ขั้วโลกเหนือต้องเผชิญกับอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นจนน่าตกใจกว่า 30 องศาเซลเซียสอย่างที่ไม่เคยมีบันทึกมาก่อน การละลายของพื้นน้ำแข็งทำให้เกิดการรั่วไหลของก๊าซมีเทนซึ่งเป็นก๊าซที่ก่อให้เกิดสภาวะโลกร้อนที่รุนแรงกว่าคาร์บอนไดออกไซด์ ที่อาร์กติกยังมีคาร์บอนสะสมอยู่ราว 1.8 ล้านล้านตัน เช่นเดียวกับก๊าซมีเทน และทางคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งสหประชาชาติ (IPCC) ก็ยังไม่สามารถรวบรวมผลตอบรับเกี่ยวกับอุณหภูมิโลกที่เป็นประโยชน์ได้มากพอ โดยจากข้อมูลที่รวบรวมได้ในปี 2560 นี้ชี้ว่าในช่วงกว่าสิบปีที่ผ่านมาอุณหภูมิโลกกำลังพุ่งสูงขึ้นด้วยอัตราเร็วถึงสองเท่าจากที่นักวิทยาศาสตร์ของ IPCC คาดการณ์ไว้

ไฟป่าเผาไหม้ทุ่งหญ้าที่อุทยานแห่งชาติ Astrakhan ประเทศรัสเซีย - 13 มีนาคม 2558

ความร้อนที่เพิ่มจากที่ควรจะเป็นทำให้ทุ่งหญ้าและผืนป่าแห้งขึ้น ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดไฟป่าถี่และรุนแรงมากยิ่งขึ้น อุณหภูมิที่สูงขึ้นนี้ยังก่อให้เกิดความชื้นในชั้นบรรยากาศซึ่งหลายคนอาจคิดว่าจะช่วยบรรเทาไฟป่าได้ ทว่าในความเป็นจริงแล้วผลลัพธ์กลับเป็นไปในทางตรงกันข้าม เพราะปริมาณน้ำฟ้าที่เพิ่มขึ้นในช่วงฤดูหนาวทำให้ทุ่งหญ้าโตเร็วขึ้น ซึ่งเมื่อฤดูร้อนอันแห้งแล้งมาเยือน ทุ่งหญ้าจำนวนมากขึ้นนี้จึงยิ่งช่วยเติมเชื้อเพลิงให้กับไฟป่า อีกทั้งเพียงเศษส่วนองศาเดียวที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงฤดูหนาวก็ยังทำให้เหล่าแมลงอย่างด้วงสนสามารถเข้าไปในส่วนขั้วโลกและป่าทางเหนือได้ ทำให้พวกมันสามารถเข้าไปกินไม้และยิ่งช่วยเติมเชื้อเพลิงให้กับไฟป่า

ในช่วงฤดูร้อนของปี 2560 เพลิงไฟป่าลุกท่วมทั่วยุโรป ทำให้มีผู้เสียชีวิตนับร้อยและพื้นที่ชุมชนเสียหายจนทางสหภาพยุโรปต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ประเทศโปรตุเกสต้องเผชิญกับฤดูกาลแห่งไฟป่าอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนซึ่งทำลายล้างพื้นที่ป่าไปเกือบ 520,000 เฮกเตอร์ นับเป็นค่าเฉลี่ยต่อปีที่สูงกว่าปกติถึง 6 เท่าและคร่าชีวิตผู้คนไปกว่า 100 ชีวิต คอนสแตนซา เออร์บาโน เดอ เซาซา (Constanca Urbano de Sousa) รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่าเธอประสงค์จะลาออกภายหลังจากที่ทราบว่ามีผู้เสียชีวิต 64 รายจากเพลิงไฟป่าในเดือนมิถุนายนและภายหลังพนักงานสืบสวนประณามวิธีการแก้ปัญหาของทางการ จนในที่สุดเมื่อมีผู้เสียชีวิตเพิ่มอีก 42 รายจากไฟป่าในเดือนตุลาคม เธอก็ตัดสินใจลาออก

ในขณะเดียวกัน ที่กาลีเซียซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของสเปนมีผู้เสียชีวิตจากไฟป่าแล้ว 4 ราย อีกทั้งไฟป่าในโครเอเชียได้เผาทำลายอาคารบ้านเรือนต่างๆในหมู่บ้านที่พ็อดสตราน่าและย่านเมืองเก่าแก่ที่สปลิต รวมไปถึงชายฝั่งดัลเมเชียนที่ทะเลอเดรียติก ทุ่งหญ้าและป่าถูกเผาทำลายไปพร้อมๆกับบ้านเรือน รถยนต์ และอาคารสาธาณะต่างๆ ในบริเวณชายฝั่งอะเดรียติกทางใต้ที่มอนเตเนโกร เพลิงไหม้ก็ได้กลืนกินทั่วทั้งย่านเมืองเก่าลัสติก้า เพนินซูล่าที่เมืองทิวัต ซึ่งทำให้ต้องทำการคนอพยพออกจากเมือง มอนเตเนโกรไม่ได้เตรียมรับมือกับเหตุเพลิงไหม้ที่ลุกลามเกินความคาดหมายนี้มาก่อน จึงขอความช่วยเหลือจากกองกำลังทางทหารขององค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (North Atlantic Treaty Organization : NATO) ทั้งนักดับเพลิง เครื่องบิน และกำลังสนับสนุนในการลี้ภัย

ในปีนี้ที่อิตาลี ไฟป่ากว่า 900 ครั้งได้เผาทำลายพื้นที่ไปกว่า 130,000 เฮกเตอร์ ผู้อยู่อาศัยในพื้นที่และนักท่องเที่ยวต่างต้องอพยพจากหลายพื้นที่ในกรุงโรมและเมืองเนเปิลส์ รวมไปถึงอุทยานแห่งชาติภูเขาไฟวิสุเวียสและชายฝั่งป่าสนคาสเซลฟูซาโน่ในทางใต้ของโรม พื้นที่ท่องเที่ยวชายหาดบนเกาะซิซิลีเองก็ต้องอพยพเช่นกัน เหตุการณ์เหล่านี้ต่างเป็นผลกระทบจากอุณหภูมิของโลกที่สูงขึ้น อิตาลีต้องเผชิญกับปริมาณฝนที่ลดลงร้อยละ 30 และไฟป่าที่เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 30 อีกทั้งในเดือนกรกฎาคมยังมีเหตุไฟป่าเกิดขึ้นใกล้เมืองคาสทาก์เนียร์และไนซ์ ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของฝรั่งเศสและบนเกาะคอร์ซิกา ส่วนในทางใต้ของตุรกีเองก็ต้องประสบกับเหตุเพลิงไหม้ที่เผาทำลายไป 40 หลังคาเรือนและต้องลี้ภัยชุมชน

เดือนกรกฎาคมนับเป็นเดือนที่อากาศร้อนที่สุดในช่วง 130 ปีที่ผ่านมาที่กรุงมอสโควเคยบันทึกไว้ในประวัติสภาพอากาศ หมอกควันไฟปกคลุมทั่วทั้งเขต ภายในไม่กี่วันในเดือนกรกฎาคม เพลิงไฟป่าได้กลืนกินพื้นที่ไปราว 150,000 เฮกตาร์ในช่วงที่เกิดคลื่นความร้อนแห้งแล้งครั้งประวัติศาสตร์นี้

ในเดือนพฤษภาคมที่อุณหภูมิพุ่งสูงขึ้นและสภาพแวดล้อมแห้งแล้ง พื้นที่ในประเทศจีนและมองโกเลียยิ่งร้อนและแห้งแล้งมากกว่าที่เคย ทำให้เกิดเหตุไฟป่าซึ่งนับได้ว่าเป็นหนึ่งในเหตุอัคคีภัยครั้งใหญ่ที่สุดที่เคยมีการบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์โลก เพลิงไหม้ครั้งนี้เผาทำลายทั่วทั้งเทือกเขาชิงกาน (Greater Hinggan Mountains) ซึ่งลุกลามไปถึงอุทยานแห่งชาติ Hanma และเมืองฮูหลุนเปล้อ (Hulun Buir) ในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม สำนักจัดการภาวะฉุกเฉินของมองโกเลียต้องต่อสู้กับเหตุไฟป่าครั้งใหญ่ 11 ครั้งที่เกิดขึ้นทั่วมองโกเลียตอนเหนือ ทำให้ต้องสูญเสียทรัพยากรที่ใช้ในการดับไฟไปจำนวนมาก รัฐมนตรีคัลต์มา บัตตุลกา (Khaltmaa Battulga) และนายกรัฐมนตรีจาร์กัลทูลกา เออร์เดนบัท (jargaltulga erdenebat ) ได้สั่งห้ามไม่ให้ผู้คนเข้าไปในบริเวณป่า เรียกประชุมฉุกเฉิน แล้วสั่งให้วิศวกรสร้างฝนเทียม โดยประชากรมองโกเลียจำนวนมากซึ่งติดต่อกันผ่านทางโซเชียลมีเดียยังได้รวมกลุ่มกองกำลังดับเพลิง ทว่าในสิ้นเดือนกรกฎาคม พวกเขายังต้องเผชิญกับเหตุไฟป่ารุนแรงอีกกว่า 20 ครั้ง ซึ่งบางครั้งได้ลุกลามไปถึงเมืองหลวงที่อูลานบาตาร์

เหตุเพลิงไหม้ที่ทางตะวันตกของอเมริกาเหนือเองก็มีความรุนแรงมากที่สุดเท่าที่เคยบันทึกไว้ ทั้งในอลาสกา แคนาดา วอชิงตัน โอเรกอน และแคลิฟอร์เนีย ส่วนทางรัฐซีแอทเทิลนั้นกำลังประสบกับอุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างผิดปกติถึง 10 องศาเซลเซียสในเดือนสิงหาคมขณะที่เพลิงไหม้กำลังลุกลามป่าในรัฐวอชิงตัน ไฟป่าได้เผาทำลายพื้นที่ในรัฐโอเรกอนและคร่าชีวิตผู้คนไปกว่า 30 รายในทางตอนเหนือของรัฐแคลิฟอร์เนีย ทำให้พื้นที่บ้านเรือนและพื้นที่ธุรกิจเสียหายไปกว่า 3,500 หลังคาเรือนในเขตผลิตไวน์ในแคลิฟอร์เนีย และในฤดูร้อนที่ผ่านมา กว่าหนึ่งล้านเฮกเตอร์กลายเป็นเถ้าถ่านตลอดพื้นที่ในทางตะวันตกของสหรัฐอเมริกา

เมืองซานตา โรซ่า แคลิฟอร์เนียร์ ถูกเผาทำลายจากเหตุเพลิงไหม้ -  12 ตุลาคม 2560

“สภาวะโลกร้อนกำลังส่งผลต่อทุกสิ่งบนโลก” เลอรอย เวสเทอร์ลิง จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียกล่าว “ช่วงเวลาแห่งความแห้งแล้งเริ่มรุนแรงมากขึ้น เมื่อน้ำท่วมก็จะท่วมหนักขึ้น ทั้งยังเกิดไฟป่าบ่อยครั้งขึ้น ระบบนิเวศกำลังเปลี่ยนไป”

วิกฤติวาตภัย

อุณหภูมิโลกที่ร้อนขึ้นทำให้อุณหภูมิน้ำในมหาสมุทรเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้เกิดพายุที่รุนแรงกว่าปกติ  โดยจนถึงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ปี 2560 นี้ได้ทำลายสถิติระดับความรุนแรงของวาตภัยและความเสียหายทั้งหมด ซึ่งในฤดูร้อนนี้ พายุเฮอริเคน เนท ฮาร์วี่ เออร์มา และมาเรียได้พัดโหมเข้าสู่ทะเลแคริบเบียนและทางตะวันออกเฉียงใต้ของสหรัฐอเมริกา ข้อมูลจากองค์การบริหารสมุทรศาสตร์และบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (National Oceanic and Atmospheric Administration : NOAA) เผยว่าสหรัฐอเมริกาต้องเผชิญกับภัยภิบัติจากสภาพอากาศแปรปรวนรุนแรงถึง 15 ครั้งในปีนี้ซึ่งตีมูลค่าความสูญเสียเป็นเงินกว่าหนึ่งพันล้านเหรียญสหรัฐฯจากที่ได้บันทึกไว้ทั้งหมด โดยงานวิจัยจากรัฐบาลกลางสหรัฐอเมริกา 13 แห่งสรุปว่า “เหตุสภาพอากาศแปรปรวนรุนแรงทำให้สหรัฐอเมริกาเสียหายไปกว่า 1.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ นับตั้งแต่ปี 2523”

การช่วยเหลือผู้ประสบภัยพายุเฮอริเคนฮาร์วีย์ที่พัดถล่มรัฐเท็กซัส - 27 สิงหาคม 2560

ระดับความรุนแรงของพายุเพิ่มขึ้นเรื่อยๆตั้งแต่ช่วงกลางปี 2520-2530 จากผลวิเคราะห์ข้อมูลที่รวบรวมเป็นเวลา 167 ปี โดยสำนักข่าวAP (The Associated Press)พบว่าไม่เคยมีเหตุวาตภัยรุนแรงบ่อยครั้งขนาดนี้ภายในช่วงเวลา 30 ปีมาก่อน โดยปกติแล้วอุณหภูมิของมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือจะอยู่ในระดับที่เย็นพอจะรับมือกับพายุเฮอริเคนได้ ทว่าในปีนี้อุณหภูมิของมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือกลับสูงขึ้นกว่าปกติจนทำให้พายุโอฟีเลียเพิ่มระดับความรุนแรงขึ้นถึงระดับพายุเฮอริเคนในวันที่ 14 ตุลาคมขณะที่กำลังพัดไปยังไอร์แลนด์ โดยอัตราความรุนแรงของพายุเฮอริเคนครั้งนี้ขึ้นถึง 192 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเมื่อเข้าถล่มไอร์แลนด์ ทำให้เกิดน้ำหลากท่วมเมืองชายฝั่งและความเสียหายต่ออาคารบ้านเรือน เกิดการตัดการจ่ายน้ำและไฟในบริเวณกว้าง รวมถึงผู้เสียชีวิต 2 ราย

ขณะนี้ทางชายฝั่งแอตแลนติกของไอร์แลนด์ อังกฤษ ฝรั่งเศส สเปน และโปรตุเกสเองก็กำลังเผชิญกับภัยจากพายุเฮอริเคนอย่างต่อเนื่อง เมื่อสี่ปีก่อน สถาบัน Royal Netherlands Meteorological Institute (KNMI) คาดไว้ว่าในปี 2643 ปัญหาสภาวะโลกร้อนจะยิ่งทำให้เกิดพายุเฮอริเคนบ่อยครั้งขึ้นในยุโรปตะวันตก

ปัญหาภัยภิบัติไฟป่าและพายุที่รุนแรงในปี 2560 นี้ส่งสัญญาณถึงอันตรายที่เป็นมากกว่า ‘ความปกติในรูปแบบใหม่ (New Normal)’ แต่ละองศาที่เพิ่มสูงขึ้นจากค่าเฉลี่ยอุณหภูมิโลกทำให้ไฟป่าและพายุเพิ่มระดับความรุนแรงมากขึ้น ผลกระทบจากปัญหาภาวะโลกร้อนไม่ได้เพียงแค่ทำให้โลกร้อนขึ้นเท่านั้น แต่เพียงองศาเดียวที่เพิ่มขึ้นทำให้ความรุนแรงของไฟป่าและพายุเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่าตัว บางหลักฐานยังชี้ว่าไฟป่าและพายุจะยิ่งรุนแรงขึ้นอีกสองเท่าตัวภายในกลางศตวรรษนี้

รายงานที่ตีพิมพ์ใน Nature ฉบับหนึ่งเผยว่าความพยายามที่จะควบคุมระดับอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นในกรุงปารีสโดยตั้งเป้าไว้ให้ไม่เกิน 2 องศานั้น “แทบเป็นไปไม่ได้” โดยในขณะนี้ทางสหประชาชาติได้ประเมิณไว้ว่าค่าประมาณการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกจะอยู่ที่ 3.2 องศาเซเซียส โดยเป็นไปได้ว่าจะเพิ่มขึ้นถึง 4.9 องศาเซลเซียส และอาจสูงสุดที่ 8 องศาเซลเซียส “ความปกติในรูปแบบใหม่” นี้จะเป็นความเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน อันได้แก่พายุและไฟป่าที่วิกฤติมากขึ้นและสภาพอากาศแปรปรวนรุนแรง ตราบใดที่มนุษย์ยังคงปล่อยมลพิษก๊าซคาร์บอนเช่นนี้ต่อไป

แม้ว่าอาจจะฟังดูสิ้นหวัง ทว่าพวกเรายังพอมีทางออก พวกเรามีโอกาสที่จะลุกขึ้นเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เกิดขึ้น ทั้งหมดที่เราต้องทำคือพยายามลดการปล่อยมลพิษลง พวกเราเพียงแค่ต้องมีความกล้าที่จะร่วมมือกันทำมันให้สำเร็จให้ได้

Rex Weyler นักเขียน นักข่าว และหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งกรีนพีซสากล 

บทความแปลจากต้นฉบับภาษาอังกฤษ สามารถอ่านต้นฉบับได้ที่นี่


ติดตามกรีนพีซเพิ่มเติมที่