“อากาศตอนนี้มันดีเกินไป”: คำกล่าวอ้างปฏิเสธความจริงเกี่ยวกับมลพิษในอากาศที่เพิ่มมากขึ้น

มีคนกล่าวเช่นนี้อยู่ และคนเหล่านั้นคือกลุ่มผู้กำหนดนโยบายในสังคม

แม้ว่าจะมีรายงานเกี่ยวกับผลกระทบจากมลพิษในอากาศที่ทำลายปอด หัวใจ และสมองของมนุษย์ออกมาฉบับแล้วฉบับเล่า ศาสตราจารย์ โรเบิร์ต ฟาเลน (Robert Phalen) ก็ยังคงเชื่อว่าอากาศในตอนนี้นั้นยัง “สะอาดเกินไป” สำหรับเด็กๆ

อย่างไรเสีย ทุกคนก็ต้องการมลพิษบ้างเล็กน้อยเพื่อเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้ปอด

“อากาศในตอนนี้ยังคงสะอาดเกินไปที่จะช่วยเสริมสร้างสุขภาพให้สมบูรณ์แข็งแรง” เขากล่าวกับสมาคมเพื่อความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์อเมริกัน (American Association for the Advancement of Science : AAAS) ในปี 2555 ซึ่งเป็นหนึ่งในสมาคมทางวิทยาศาสตร์ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในโลก

“บทบาทที่สำคัญที่สุดของผมในสาขาวิทยาศาสตร์คือการสร้างปัญหาและตั้งข้อขัดแย้ง” เขากล่าวเสริม

โดยในตอนนี้ ผู้บริหารศูนย์วิจัยว่าด้วยผลกระทบของมลพิษในอากาศต่อสุขภาพที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียในเมืองเออร์ไวน์ กำลังจะได้รับการแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาทางวิทยาศาสตร์โดยสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมสหรัฐฯ (Environmental Protection Agency : EPA) ของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา

ทว่าฟาเลนไม่ใช่คนเดียวที่มีแนวคิดเช่นนี้ ผู้ที่ปฏิเสธความจริงเกี่ยวกับมลพิษในอากาศนั้นกำลังเพิ่มจำนวนขึ้นนอกประเทศสหรัฐอเมริกา รวมถึงในประเทศที่อากาศเต็มด้วยมลพิษยิ่งกว่าเสียด้วยซ้ำ

คำกล่าวปฏิเสธในสหรัฐอเมริกา

เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา Washington Post และ E&E News ได้ตีพิมพ์รายชื่อของผู้ที่คาดว่าจะได้รับการแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาทางวิทยาศาสตร์โดย EPA

โดยบางคนในรายชื่อดังกล่าวเคยร่วมงานกับกลุ่มที่ปฏิเสธข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับสภาวะโลกร้อน และพวกเขากำลังจะทำเช่นเดียวกันกับปัญหามลพิษในอากาศ

ตัวอย่างหนึ่งในนั้นคือ สแตนลีย์ ยัง (Stanley Young) นักสถิติจากกลุ่มผู้ต่อต้านความจริงเกี่ยวกับสภาวะโลกร้อนที่สถาบันฮาร์ตแลนด์ (Heartland Institute) เขาได้เขียนบทความไว้ในบล็อกสถิติแห่งหนึ่งในปี 2557 ไว้ว่า “เรื่องแต่งทางวิทยาศาสตร์… เกี่ยวกับโอโซนที่เพิ่มมากขึ้นและ PM2.5 นั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับอัตราการเสียชีวิตที่เพิ่มขึ้นเลย” (เขายังกล่าวอีกด้วยว่าการที่อุณหภูมิโลกสูงขึ้นนั้น “เป็นผลดีต่อมนุษย์”)

ไม่ใช่แค่เพียงกลุ่มที่ปรึกษาเหล่านี้เท่านั้น ขณะที่ผู้คนในกรุงเดลีต้องสวมหน้ากากอนามัยจากเหตุกลุ่มหมอกควันพิษปกคลุม สตีฟ มิลลอย (Steve Milloy) หนึ่งในสมาชิกทีมเปลี่ยนผ่าน EPA ของทรัมป์และผู้เขียนหนังสือ Scare Pollution ได้โพสข้อความลงในทวิตเตอร์ว่า:

อาจจริงอย่างที่มิลลอยกล่าวว่าไม่มีผู้เสียชีวิตโดยตรงจากเหตุการณ์มลพิษในอากาศนี้ (จึงไม่มีใครบันทึกสาเหตุการเสียชีวิตดังกล่าวในใบมรณะบัตร) ทว่าทางแวดวงวิทยาศาสตร์ต่างทราบกันดีว่ามลพิษในอากาศเป็นหนึ่งในตัวการหลักที่ทำให้อายุขัยสั้นลง

นอกจากนี้ ด็อกเตอร์ จอร์จ เธิร์สตัน ผู้ร่วมเขียนรายงานมลพิษในอากาศเกี่ยวกับสถานการณ์ภาระโรคของทั่วโลก (World Health Organisation’s Global Burden of Disease) ยังกล่าวว่าผลการรายงานทางวิทยาศาสตร์ของปัญหามลพิษในอากาศนี้มีมากกว่าสภาวะโลกร้อนเสียด้วยซ้ำ

เขากล่าวกับเว็บไซต์ Unearthed ว่า “เมื่อเทียบด้วยการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ความสัมพันธ์ระหว่างมลพิษในอากาศที่โอบล้อมตัวเรากับความเป็นความตายของมนุษย์นั้นเชื่อมโยงกันยิ่งกว่าความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำของมนุษย์กับสภาวะโลกร้อนเสียอีก อาจเพราะการเสียชีวิตจากมลพิษในอากาศนั้นอธิบายได้ชัดเจนกว่าจากสภาวะโลกร้อน ”

อินเดีย

อย่างไรก็ดี ข้อกังขาเหล่านี้ไม่ได้มีแค่ในสหรัฐอเมริกาเท่านั้น

แม้ว่า ประกาศ ชาวะเฑกร (Prakash Javadekar) ผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมตลอดสองปีที่ผ่านมา จะอาศัยอยู่ในอินเดียอันเป็นประเทศที่เชื่อว่าในขณะนี้มีมลพิษในอากาศอยู่ในระดับที่ร้ายแรงกว่าจีน เขาก็ยังคงตั้งข้อกังขาเกี่ยวกับมลพิษในอากาศ

โดยในเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว เขากล่าวว่ารายงานสถานการณ์ภาวะโรคของทั่วโลก (World Health Organisation’s Global Burden of Disease)  ซึ่งชี้ว่ากว่า 30 เมืองในอินเดียติด 100 อันดับเมืองที่มีมลพิษในอากาศสูงที่สุดในโลกนั้น “ไม่เป็นความจริง” และในอีกหนึ่งเดือนต่อมา เขาก็ได้เพิกเฉยต่องานวิจัยจากสถาบันอุตุนิยมวิทยาเขตร้อนของอินเดีย (Indian Institute of Tropical Meteorology : IITM) และศูนย์การวิจัยบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (US National Centre for Atmospheric Research) โดยมองว่ารายงานมลพิษในอากาศและความเป็นความตายของมนุษย์นี้เป็นแค่ “บทความที่พูดกันไปอย่างนั้น” ซึ่ง “ไม่ถูกต้อง” เพราะว่ารายงานนี้ไม่ได้ยึดหลัก “ทฤษฎีฐานราก” (ground study)

และในเดือนกุมภาพันธ์ อนิล มัดฮัฟ เดฟ (Anil Madhav Dave) ผู้ร่วมงานของเขายังเพิกเฉยต่อผลการศึกษาของรายงานสภาพอากาศทั่วโลก (the State of Air Global Report) ซึ่งชี้ว่ามีผู้เสียชีวิตกว่า 100,000 รายต่อปี จากมลพิษโอโซนในอากาศ

เขากล่าวว่า “มลพิษเหล่านั้นคงมีมากเกินไปในบางแห่ง บางโอกาสเท่านั้น มันไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นประจำ คุณจะนำอัตราการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรไปโยงกับโอโซนไม่ได้”

นักเรียนในรัฐทมิฬนาฑูกำลังเรียนรู้เกี่ยวกับอันตรายของมลพิษในอากาศจากโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนในพื้นที่ใกล้เคียง แพทย์และนักวิทยาศาสตร์ต่างกล่าวเตือนว่ามลพิษในอากาศนี้จะส่งผลกระทบถาวรกับปอดของเด็กๆทั่วทั้งอินเดีย รูปโดย Sajan Ponappa / Greenpeace

“ทุกครั้งที่มีการจัดทำรายงานใหม่ๆขึ้น มักมีการตั้งคำถามว่ามีหลักฐานการแพร่ระบาดของโรคในอินเดียที่ชัดเจนจริงๆมาสนับสนุนหรือไม่” ภารคาพ กฤษณา (Bhargav Krishna) ผู้เชี่ยวชาญด้านมลพิษในอากาศจากมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติอินเดียกล่าวแย้ง

“เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะทุกครั้งมีการตั้งคำถามเช่นนี้ขึ้น การโต้แย้งเพื่อร้องขอความชัดเจนของหลักฐานจะทำให้การลงมือแก้ไขถูกเลื่อนออกไปอีก และแม้ว่าเราจะสามารถหาหลักฐานที่ชัดเจนในอินเดียเพิ่มเติมได้ ในตอนนี้ก็มีหลักฐานที่ชัดเจนมากเพียงพอที่ควรจะทำอะไรซักอย่างได้แล้ว”

รัฐมนตรีกระทรวงสิ่งแวดล้อมของอินเดียไม่จำเป็นต้องไปค้นหาหลักฐานที่เกิดขึ้นถึงในพื้นที่ท้องถิ่นเสียด้วยซ้ำ เพราะจริงๆแล้วสามารถหาจากกระทรวงสาธารณสุขได้

เมื่อสองปีก่อน ทางกระทรวงได้จัดทำรายงานหลักเขตฉบับหนึ่ง (ซึ่งกฤษณานำมาอ้างถึง)

รายงานนี้เริ่มด้วยการตระหนักถึงหลักฐานที่ชี้ว่ามลพิษในอากาศนั้นเป็น “ปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพทางสิ่งแวดล้อมที่ใหญ่ที่สุดในโลก” และ “ปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดการเสียชีวิตและความพิการในอินเดีย”

รายงานฉบับนี้สรุปว่า

“พวกเราเชื่อว่าการลดปริมาณการปล่อยมลพิษและการลดการรับมลพิษเหล่านี้เข้าไปโดยตรงนั้นเป็นสิ่งสำคัญในการปกป้องดูแลสาธารณสุข… พวกเราแนะนำอย่างยิ่งให้ลดการปล่อยมลพิษให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อลดอัตรารวมการรับมลพิษเหล่านี้”

โปแลนด์

อย่างน้อยในโปแลนด์ ซึ่งในบางเมืองนั้นอาจมีอากาศที่เต็มไปด้วยมลพิษยิ่งกว่าที่ปักกิ่งเสียด้วยซ้ำ ทางรัฐบาลดูจะมีความเห็นไปในทางเดียวกัน

เมื่อต้นปีนี้ คริสตอฟ ชอร์ซอวสกี (Krzysztof Tchorzewski) รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานได้กล่าวปฏิเสธความเชื่อมโยงระหว่างมลพิษในอากาศและการเสียชีวิตก่อนวันอันควรโดยทันที

“อย่าไปคล้อยตามเสียงปลุกปั่นนัก แม้ว่าอาจจะมีมลพิษมากขึ้นบ้างจริงๆจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนไป แต่มันไม่มีทางเป็นสาเหตุที่ทำให้คนมีอายุขัยสั้นลงอย่างแน่นอน” เขากล่าวในงานประชุมการจราจรและการขนส่งเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขยังช่วยสนับสนุนเขา ทว่าด้วยเหตุผลที่ต่างกัน โดยเขาเลือกที่จะบอกให้ผู้คนหยุดวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้เพราะยังมีปัญหาที่ใหญ่กว่าให้กังวล

เขาเรียกปัญหามลพิษในอากาศว่าเป็นเพียง “ปัญหาที่ยึดแต่หลักทฤษฎี” เท่านั้น โดยแย้งว่า “วิถีชีวิตของพวกเราเองต่างหากที่เป็นอันตรายกว่ามาก คนที่หายใจเอาควันบุหรี่ของตัวเองและสารต่างๆในนั้นเข้าไปแล้วมาบ่นว่าอากาศไม่บริสุทธิ์นั้นเชื่อถือไม่ได้สักนิด”

ภาพทิวทัศน์ตั้งแต่เหมือง Konin จนถึงโรงไฟฟ้าถ่านหิน Konin ในฝั่งตะวันตกของโปแลนด์ มีผู้เสียชีวิตราว 5,300 รายต่อปีจากมลพิษที่ปล่อยออกมาจากโรงไฟฟ้าถ่านหินนี้  (รูปโดย Greenpeace)

‘นโยบายอัมพาต’

ในโปแลนด์ ที่ซึ่งถ่านหินนับเป็นปัจจัยหลักที่ก่อให้เกิดฝุ่นละอองมลพิษในอากาศเป็นสัดส่วนใหญ่ที่สุด (เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆในยุโรปที่การจราจรขนส่งเป็นปัจจัยใหญ่กว่า) คำพูดของรัฐมนตรีกระทรวงพลังงานนั้นมีอิทธิพลอย่างยิ่ง

และจากคำกล่าวของ ลูคัส อดัมเกวิช (Lukasz Adamkiewicz) หนึ่งในกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ที่พัฒนาดัชนีคุณภาพอากาศของกรุงวอร์ซอ ในที่สุดมันก็กลายมาเป็นอุปสรรคที่ขัดขวางการแก้ไขปัญหา

เขากล่าวว่า “ผู้มีอำนาจส่วนใหญ่ในสถาบันต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นในกระทรวง มหาวิทยาลัย หรือโรงพยาบาล ในโปแลนด์รู้ดีว่ามลพิษในอากาศส่งผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์ พวกเขามักเห็นด้วยว่าเราควรทำอะไรซักอย่าง แต่พวกเขาจะไม่ยอมผลักดันนโยบายอย่างเปิดเผยหากมันเกี่ยวข้องกับข้อกำหนดของโรงไฟฟ้าถ่านหินโดยตรง

ทั้งในอินเดียและสหรัฐอเมริกาต่างก็ตระหนักดีว่าคำพูดของผู้มีอำนาจเหล่านี้ส่งผลร้ายต่อความพยายามที่จะลดมลพิษ

“มันทำให้เกิดนโยบายอัมพาต” กฤษณากล่าว

เขากังวลเกี่ยวกับผลกระทบของมลพิษต่อเมืองอื่นๆในอินเดียที่อยู่นอกเขตเมืองหลวงเป็นพิเศษ เนื่องจากระบบตรวจสอบคุณภาพอากาศของภาครัฐยังไม่ครอบคลุมเมืองส่วนมากที่มลพิษอยู่ในขั้นวิกฤติแล้วเสียด้วยซ้ำ

“การแบ่งส่วนการปกครองเป็นส่วนกลางและส่วนท้องถิ่นของรัฐนั้นทำให้ไม่มีใครมีหน้าที่รับผิดชอบเรื่องนี้ แม้ว่าจะยังมีอีกหลายส่วนในประเทศที่ประสบปัญหามลพิษในอากาศมากพอๆกันกับกรุงเดลี หรืออาจมากกว่าเสียด้วยซ้ำ แต่กลับไม่มีใครพูดถึงปัญหาเหล่านี้เลย”

ในขณะเดียวกันที่สหรัฐอเมริกา เจนิซ โนแลน ผู้ช่วยรองประธานสมาคมสุขภาพปอดแห่งสหรัฐอเมริกา ( American Lung Association : ALA) ได้สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงตั้งแต่คณะบริหารของทรัมป์เริ่มขึ้นมามีอำนาจ

โดย ALA เป็นหนึ่งในกลุ่มรัฐบาลร่วมที่ยื่นฟ้องร้อง EPA ซึ่งเลื่อนการเพิ่มมาตรฐานระดับควันพิษออกไป โนแลนกล่าวว่ามัน “แปลก” ที่รัฐบาลไม่ยอมทำตามกำหนดการปกติ

“พวกเราเห็นว่ามีหลายอย่างมากที่คณะบริหารชุดก่อนๆทำตามกำหนดการปกติได้ แต่คณะบริหารชุดนี้กลับทำไม่ได้” เธอกล่าว

บทความแปลจากต้นฉบับภาษาอังกฤษ สามารถอ่านต้นฉบับได้ที่นี่


ติดตามกรีนพีซเพิ่มเติมที่